
"12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพ 2026" โดยบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานวิ่งเพื่อแม่ที่จัดต่อเนื่อง มายาวนานกว่า 31 ปี ปีนี้ได้ยกระดับการจัดงานด้วยการนำแนวทางด้านความยั่งยืนมาใช้ในรูปแบบ Carbon Neutral Event เป็นครั้งแรก โดยมีนักวิ่งชาวไทย และต่างชาติกว่า 8,000 คน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การลดใช้ทรัพยากร การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้วัสดุแบบใช้ครั้งเดียว การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงการจัดการขยะหลังจบงาน รวมถึงการเก็บข้อมูล และคำนวณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อวางแนวทางลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

ทุกก้าวของนักวิ่ง มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม
ภายในงาน นักวิ่งได้มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การพกขวดน้ำมาเอง การลดการใช้วัสดุแบบใช้ครั้งเดียว และการลดการใช้พลาสติก โดยมีการปรับเปลี่ยนถุง และแก้วพลาสติกเป็นวัสดุกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีการนำแนวทางด้านความยั่งยืนมาใช้กับการจัดเตรียมอาหารสำหรับนักวิ่ง โดยเชฟให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบ และการเตรียมอาหารอย่างเหมาะสม รวมถึงลดการใช้พลังงานในกระบวนการประกอบอาหาร เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Run for Mom คือ ต้นมะลิสด ที่มอบให้แก่นักวิ่ง ซึ่งในปีนี้ มีการเปลี่ยนกระถางจากพลาสติกเป็น กระถางจากขุยมะพร้าว ภายใต้แนวคิด "ปลูกความรัก ปลูกความยั่งยืน" สะท้อนการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ของงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
จัดการขยะตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
การดูแลสิ่งแวดล้อมของ Run for Mom 2026 ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อการแข่งขันจบ แต่ยังครอบคลุมไปถึงกระบวนการจัดการขยะหลังงาน โดยขยะจากการจัดงานจะถูกคัดแยกออกเป็น 3 ประเภทหลัก เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม
1.ขยะเศษอาหาร หลังผ่านการคัดแยก จะเข้าสู่กระบวนการอบด้วยเครื่องกำจัดเศษอาหารแบบระบบอบแห้ง เพื่อฆ่าเชื้อ และลดปัญหากลิ่น ก่อนแปรรูปเป็นอินทรีย์สาร จากนั้นจะมีการคัดแยกวัสดุที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ออก ก่อนนำส่วนที่เหลือไปใช้ประโยชน์ในการผสมเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ตามแนวทางการจัดการที่เหมาะสม
2.ขยะรีไซเคิล อาทิ แก้ว กระดาษ และกระป๋องต่าง ๆ จะผ่านการคัดแยก และรวบรวม ก่อนส่งต่อให้บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
3.ขยะทั่วไป เช่น แก้วน้ำกระดาษ กล่องกระดาษใส่อาหาร และถุงพลาสติกที่เปื้อนเศษอาหาร หลังผ่านการคัดแยก จะถูกส่งต่อให้บริษัท เอส ซี ไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด (SCIeco) เพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน RDF (Refuse Derived Fuel) ช่วยลดการนำขยะไปสู่บ่อฝังกลบ
กระบวนการดังกล่าวสะท้อนแนวทางการจัดการขยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางที่นักวิ่ง มีส่วนร่วม ไปจนถึงปลายทางที่ขยะแต่ละประเภทถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ หรือ Zero Waste to Landfill
วัดผลกระทบด้านคาร์บอนด้วยข้อมูลจริง
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการนำ Real-Time Carbon Footprint Tracking Dashboard มาใช้ภายในงาน เพื่อวัดและแสดงผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ โดยนำข้อมูลจริงจากการจัดงานมาประมวลผล ทั้งการใช้พลังงาน การบริโภคอาหาร บรรจุภัณฑ์ และการเดินทางของผู้เข้าร่วมงาน
การแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ช่วยให้นักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานสามารถเห็นภาพผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส ขณะเดียวกัน ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญในการวางแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) เพื่อให้การจัดงานเป็น Carbon Neutral Event อย่างเป็นรูปธรรม
ทุกก้าวมีความหมาย เมื่อความรักษ์โลกวัดผลได้
สำหรับการจัดงานในปีนี้ มีการชดเชยการปล่อยคาร์บอนกว่า 325 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 32,000 ต้น ขณะที่ขยะจากการจัดงานกว่า 1,490 กิโลกรัม ได้รับความร่วมมือจากนักวิ่งในการคัดแยกเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการจัดการ และใช้ประโยชน์ต่อไป ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดงานอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจาก การดำเนินงานของผู้จัดเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้จัดงาน ผู้สนับสนุน ไปจนถึงนักวิ่งที่ร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ให้เกิดผลในภาพรวม
ภายในงานยังมี บูธ Carbon Neutral Event ที่เปิดพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ตั้งแต่การคัดแยกขยะ การลดการใช้ทรัพยากร ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการชดเชยคาร์บอน เพื่อให้เรื่องของความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้
เพราะทุกก้าวของนักวิ่งไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การไปถึงเส้นชัย แต่ยังสามารถเป็นอีกหนึ่ง ก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืน ขึ้นได้เช่นกัน
แล้วพบกันใหม่ปีหน้า "12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2570" ครั้งที่ 32 หรือ Run For Mom 2027