
ทางเลือกในการรักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจด้วย ภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Specific Immunotherapy : AIT) เป็นแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงของโรค และช่วยควบคุมอาการได้อย่างยั่งยืน
นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ศูนย์โรคภูมิแพ้ โรคหืด อิมมูโนวิทยา และระบบทางเดินหายใจ (Allergy Asthma Immunology and Respiratory Center) ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้และโรคหืดเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย ผู้ป่วยจำนวนมากอาจมีอาการเพียงไอเรื้อรัง คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แม้อาการจะดูไม่รุนแรง แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การเรียน และการทำงานได้อย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม โรคอาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ หรือโรคหืดกำเริบรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในบางรายอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ปัจจุบัน แนวทางการรักษามาตรฐานประกอบด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ การใช้ยาแก้แพ้ การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ การใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ และในผู้ป่วยโรคหืดจะใช้ยาสูดพ่นร่วมกับยาขยายหลอดลมเพื่อควบคุมอาการ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารก่อภูมิแพ้ (AIT) ซึ่งเป็นการให้สารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสามารถทนต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลดการเกิดอาการแพ้เมื่อสัมผัสสารดังกล่าวในอนาคต
การรักษาด้วย AIT มี 2 รูปแบบ ได้แก่ การฉีดวัคซีนใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Immunotherapy : SCIT) และ การอมหรือหยดสารสกัดใต้ลิ้น (Sublingual Immunotherapy : SLIT) ซึ่งทั้งสองวิธีมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า การรักษาด้วย AIT ไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของอาการภูมิแพ้และลดการใช้ยาเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการกำเริบของโรคหืด เพิ่มโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการรักษาที่มีคุณสมบัติในการ "ปรับเปลี่ยนโรค" (Disease-modifying therapy) โดยอาจช่วยลดโอกาสการพัฒนาโรคจากจมูกอักเสบภูมิแพ้ไปสู่โรคหืด และลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้ชนิดใหม่ในอนาคต
นอกจากนี้ หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี ผลของการรักษาสามารถคงอยู่ได้แม้หยุดการรักษาแล้วหลายปี จึงนับเป็นการรักษาที่ให้ประโยชน์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม AIT เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง โดยทั่วไปแนะนำในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคหืดต้องสามารถควบคุมอาการได้ดีก่อนเริ่มการรักษา เนื่องจากแม้ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะเป็นเพียงอาการเฉพาะที่ เช่น ผื่น คัน หรือบวมบริเวณที่ฉีด หรือระคายเคืองในช่องปากสำหรับการรักษาแบบอมใต้ลิ้น แต่ในบางรายอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้ จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และสังเกตอาการหลังการรักษาตามมาตรฐานความปลอดภัย
นายแพทย์จิรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารก่อภูมิแพ้ (AIT) ถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของการรักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เพราะไม่ได้มุ่งเพียงบรรเทาอาการ แต่ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดการดำเนินของโรคในระยะยาว ช่วยลดการใช้ยา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างใกล้เคียงปกติ
ผู้ที่มีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง ไอเรื้อรัง หรือสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้และโรคหืด ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาว่าการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารก่อภูมิแพ้ (AIT) เหมาะสมกับตนเองหรือไม่