MovieThe Last Stand

ข่าวบันเทิง Tuesday January 15, 2013 10:24 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--15 ม.ค.--สหมงคลฟิล์ม ประเภท Action กำหนดฉาย 17 มกราคม 2013 บริษัทจัดจำหน่าย มงคลเมเจอร์ อำนวยการสร้าง ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (ไตรภาค Transformers, Red, Salt) กำกับ คิมจีวุน (The Good the Bad the Weird, I Saw the Devil) เขียนบท จอร์จ โนลฟี่ (The Adjustment Bureau, The Bourne Ultimatum) นำแสดง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (ไตรภาค The Terminator, True Lies) เจเนซิส รอดริเกวซ (Man on a Ledge, Casa de mi Padre) รอดริโก ซานโตโร่ (300, What to Expect When You're Expecting) จอห์นนี่ น๊อกซ์วิลล์ (ไตรภาค Jackass, Men in Black II) เนื้อเรื่อง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ แอ็คชั่นสตาร์ระดับตำนานของวงการ กับการกลับมารับบทพระเอกเต็มตัวครั้งแรกในรอบ 10 ปี ในหนังแอ็คชั่นสุดมันส์ระห่ำเมือง จากผู้สร้างไตรภาค Transformers และ Red และผลงานโกอินเตอร์ของ คิมจีวุน ผู้กำกับ A Tale of Two Sisters (ตู้ซ่อนผี), The Good, the Bad, the Weird และ I Saw the Devil The Last Stand เป็นเรื่องราวของ เรย์ โอเว่นส์ (อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยทำผิดพลาดในอดีต เขารู้สึกผิดและตัดสินใจย้ายออกจากแอลเอ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นนายอำเภอในเมืองโซเมอร์ตัน เมืองเล็กๆที่อยู่แถบชายแดนเม็กซิโก แต่ในขณะที่ทุกๆอย่างในชีวิตของ เรย์ ดูเหมือนจะไปได้ดี ความสงบสุขก็ถูกทำลายลงอีกครั้ง เมื่อ กาเบรียล คอร์เตส หัวหน้าแก๊งค้ายารายเบิ้มหลบหนีออกมาจากคุกพร้อมกับตัวประกัน และก็กำลังมุ่งหน้ามายังเมืองโซเมอร์ตัน ที่เป็นทางผ่านในการหลบหนีข้ามประเทศ ทำให้ เรย์ ตัดสินใจลุกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้าย The Last Stand ยังมีนักแสดงชื่อดังเข้ามาร่วมแสดงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟอเรส วิทเทคเกอร์ (The Last King of Scotland), จอห์นนี่ น๊อกซ์วิลล์ (Jackass ทั้งสามภาค), เจมี่ อเล็กซานเดอร์ (Thor), รอดริโก ซานโตโร่ (300), ปีเตอร์ สตอร์แมร์ (Contantine, Fargo), เจเนซิส รอดริเกวซ (Man of a Ledge) และ เอดูอาโด้ โนริเอก้า (Vantage Point) The Last Stand เป็นผลงานการสร้างของ ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (ไตรภาค Transformers, G.I. Joe: Retaliation) โดยมีทีมงานเบื้องหลังคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพ คิมจียอง (A Bittersweet Life), ผู้ตัดต่อภาพ สตีเว่น เคมเปอร์ (Mission Impossible III), ผู้ออกแบบงานสร้าง ฟรานโก้ คาร์โบเน่ (The Expendables) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย มิเคเล่ มิเชล (Training Day) จุดเริ่มต้นการสร้าง: การกลับมาของคนเหล็ก! อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ถือเป็นตำนานในโลกของภาพยนตร์แอ็คชั่น แต่ตลอดสิบปีที่ผ่านเขาก็ไปรับอีกหน้าที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันของเขา นั่นก็คือการเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่หลังจากอยู่จนครบวาระ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับมาสู่การแสดงนำในหนังแอ็คชั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีกับ The Last Stand โดยรับบทเป็นนายอำเภอในเมืองแถบชายแดนเล็กๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับแก๊งค์ค้ายาที่กำลังมุ่งหน้ามายังเมืองของเขา คิมจีวุน สุดยอดผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ ที่ผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสยองขวัญ A Tale Of Two Sisters (ตู้ซ่อนผี), หนังทริลเลอร์ A Bittersweet Life, หนังอาชญากรรม I Saw the Devil และล่าสุดหนังคาวบอยแอ็คชั่น ที่ทำรายได้ถล่มทลายอย่าง The Good, the Bad, the Weird ก็เข้ามาชิมลางกำกับหนังฮอลลิวู้ดเป็นครั้งแรก โดยเขาก็ได้พูดถึงสิ่งที่จะได้เห็นจากแอ็คชั่นสตาร์ระดับตำนานว่า "ในหนังเรื่องนี้ คุณจะได้เห็น อาร์โนลด์ ในรูปแบบที่ทุกคนคิดถึง แต่คุณก็จะได้เห็นด้านที่ไม่เคยเห็นจากเขามาก่อนเช่นกัน The Last Stand จะมีฉากไล่ล่าด้วยรถที่ตื่นเต้นเร้าใจ ตัวละครที่มีสีสัน ฉากแอ็คชั่นสุดมันส์ และอารมณ์ขันที่ทุกคนคาดไม่ถึง" คิมจีวุน ก็ยังพูดถึงการร่วมงานกับ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ว่า "อาร์โนลด์ ทำมาแล้วเกือบทุกอย่างในฮอลลิวู้ด แต่ผมก็เพิ่งเป็นก้าวแรกในที่นี่เท่านั้น แต่มันน่าสนใจที่เรามองตัวละครของเขาใน The Last Stand เหมือนกัน นั่นคือ นายอำเภอโอเว่นส์ เป็นคนที่ทิ้งอดีตอันโหดร้ายไว้เบื้องหลัง เขามาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเมืองเล็กๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องกลับไปทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเมือง รวมถึงประชนชนที่อยู่ในเมืองด้วย" สำหรับผู้อำนวยการสร้าง โบนาเวนทูร่า ที่เป็นผู้สร้าง Transformers ทั้งสามภาค รวมถึงหนังบล็อคบัสเตอร์อีกมากมาย เช่น Salt, Red และ G.I. Joe ทั้งสองภาค ก็เผยว่า The Last Stand เป็นโปรเจ็คที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกลับมาของ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เขาเผยว่า "มันเป็นหนังที่แตกต่างออกไปสำหรับเขา แต่ก็ยังมีอีกหลายมุมที่เตือนเราว่าทำไมถึงรักหนังของ อาร์โนลด์ แน่นอนที่เขากลับไปเป็นฮีโร่อีกครั้ง แต่ในเรื่องนี้เขาก็เหนื่อยล้าตามอายุขัย และยังบาดเจ็บได้เหมือนกับคนทั่วไป มันเป็นบทที่เขาไม่ใช่ผู้กอบกู้คนเดียว แต่เป็นหนังที่เขาเป็นผู้นำของกลุ่มคนเล็กๆในการปกป้องเมือง" โบนาเวนทูร่า ยังรู้สึกตื่นเต้นกับการได้ร่วมงานกับ คิมจีวุน ที่เป็นหนึ่งในผู้กำกับเกาหลีใต้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในแวดวงหนังเอเชีย เขาเผยว่า "ผลงานที่ผ่านมาของเขามันน่าทึ่ง คุณจะเห็นได้เลยว่าเขาทำหนังมาแล้วทุกสไตล์ และทุกเรื่องของเขาก็มีลายเซ็นที่ชัดเจน เขารู้ว่าหนังแอ็คชั่นต้องออกมาเป็นยังไง หนังตลกต้องออกมาเป็นยังไง และหนังดราม่าต้องออกมาเป็นยังไง เขานำจุดเด่นของทุกๆแนวมาผสมผสานในการกำกับเรื่องนี้" ทันทีที่ คิมจีวุน ได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาก็รู้สึกติดใจทันที เขาเผยว่า "The Last Stand เป็นหนังที่มีความเป็นอเมริกันสูง แต่องค์ประกอบหลายอย่างก็ทำให้ผมสนใจ ผมพบว่ามันมีความสำคัญในเรื่องการหาคุณธรรมในจิตใจคน เป็นการเล่าถึงตัวละครที่ดูไม่มีความสำคัญ แต่ท้ายที่สุดเขาหรือเธอก็มีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น และผมก็ยังติดใจในไอเดียของการที่พวกผู้ร้ายใช้อาวุธ รถ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาเผชิญหน้ากับพวกพระเอกที่มีแต่อุปกรณ์ย้อนยุค" ถึงแม้จะมีเรื่องกำแพงภาษามากั้นขวาง รวมถึงระบบในการทำงานที่ต่างกันของฮอลลิวู้ดและเกาหลีใต้ แต่ คิมจีวุน ก็เผยว่ามันเป็นเหมือนฝันที่ได้ร่วมงานกับ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เขาเผยว่า "อาร์โนลด์ เป็นคนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก เขารู้ว่าผมต้องการอะไรโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ บางครั้งผมรู้สึกมึนงงกับระบบของฮอลลิวู้ด เขาก็จะพูดว่า "ผู้กำกับคือศิลปิน และเวลาก็คือมิตรแท้ของเขา" ผมคิดว่าเขาและผมเหมือนกันก็ตรงที่ก็เติบโตขึ้นมาด้วยการดูหนังฮอลลิวู้ด" โบนาเวนทูร่า ก็สรุปถึงการได้ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เข้ามาแสดงนำว่า "ผมคิดว่า อาร์โนลด์ นำเอาความมั่นใจเขามาในกองถ่าย ซึ่งเขาก็ทำให้ทุกคนรู้สึกกระตือรือล้นที่จะทำหนังออกมาให้ดีที่สุด เขาเป็นฮีโร่ในอดีตของผม และมีบุคลิกที่ไม่ต่างจาก จอห์น เวนย์ คุณจะเห็นว่าถึงแม้เขาจะขาดกำลังคนและอาวุธ ในการต่อกรกับพวกผู้ร้ายแค่ไหน แต่คุณก็จะรู้สึกไว้วางใจเพราะว่าเขาคือ อาร์โนลด์" อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ รับบทเป็น นายอำเภอ เรย์ โอเว่นส์ หลังจากรับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเวลา 7 ปี อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ก็ต้องการที่จะกลับมาแสดงในหนังแอ็คชั่น ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ ซึ่งมันก็เป็นโอกาสที่ดี เมื่อเขาได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่อง The Last Stand เป็นเรื่องแรก เขาเผยถึงความรู้สึกว่า "มันเป็นบทที่ยอดเยี่ยม มันมีความเข้มข้น มีฉากแอ็คชั่นที่ผมรัก และแฟนๆก็รอคอยดูจากผม ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีอารมณ์ขันด้วย มันคือหนังที่คุณจะรู้สึกขำ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงคับขัน" ชวาร์เซเน็กเกอร์ ก็รู้สึกตื่นเต้นในการได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังจากเอเชีย ที่นำเอาทัศนคติและบรรยากาศใหม่ๆใส่เข้ามาในหนัง ซึ่งเขาก็เผยว่าตัวเองเป็นสาวกหนังของผู้กำกับคนนี้ตั้งแต่ก่อนร่วมงานกัน "คิม เป็นผู้กำกับที่มีพรสวรรค์ หนังเรื่องแรกของเขาที่ผมได้ดูก็คือ The Good, the Bad, the Weird ซึ่งผมก็หลงรักโดยทันที และทำให้ผมย้อนกลับไปดูผลงานเก่าๆอย่าง I Saw The Devil, A Bittersweet Life และ A Tale of Two Sisters ซึ่งก็ทำให้ผมชอบเขายิ่งขึ้นธีมหลักในหนังของเขาก็คือความดีที่ต่อสู้กับความชั่วร้าย ซึ่งผมก็คิดว่ามันเป็นอะไรที่เหมาะกับ The Last Stand" เมื่อ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ตอบตกลงเข้ามาแสดงนำ ทีมนักแสดงชื่อดังก็ต่างตบเท้าเข้ามาร่วมงานอย่างรวดเร็ว เขาพูดถึงเพื่อนร่วมแสดงว่า "ทีมนักแสดงในเรื่องนี้น่าทึ่งมาก จอห์นนี่ น๊อกซ์วิลล์, ฟอเรส วิทเทคเกอร์, หลุยซ์ กัซแมน, เจมี่ อเล็กซานเดอร์, รอดริโก ซานโตโร่ และคนอื่นๆอีกมากมาย แต่ละคนต่างก็มีแนวทางการแสดงที่โดดเด่น บางคนมีพื้นฐานมาจากหนังตลก บางคนมีพื้นฐานมาจากหนังแอ็ตชั่น ซึ่ง คิมจีวุน ก็ดึงมันออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ชวาร์เซเน็กเกอร์ ก็พูดถึงคู่ปรับคนสำคัญของเขาในหนังอย่าง คอร์เตซ ที่รับบทโดย เอดูอาโด้ โนริเอก้า "เขาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ แต่เราก็จะเห็นความอันตรายที่ซ่อนอยู่ในแววตาเขา ซึ่ง เอดูอาโด้ ก็สามารถแสดงเป็นเจ้าพ่อค้ายาได้อย่างน่าเชื่อถือ ผมเห็นถึงความจริงจังและทุ่มเทกับบทของเขา ทั้งเรื่องการแสดงฉากสตันท์และการขับรถ เขาทำให้ คอร์เตส เป็นผู้ชายที่อันตรายสำหรับตัวละครของผม" ซวาชเซเน็กเกอร์ ก็ยังมีช่วงเวลาที่ดีในการทำงานกับ จอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์ เขาเผยว่า "จอห์นนี่ เป็นคนที่ตลกมาก คุณเองก็จะเห็นได้จากหนัง Jackass ของเขา เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อเรียกเสียงฮาจากคนดู นี่คือตัวละครที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา โดยตัวละครของเขาจะเป็นคนที่คอยช่วยนายอำเภอรับมือกับพวกผู้ร้าย" เช่นเดียวกับ นายอำเภอโอเว่นส์ เมื่อ ซวาชเซเน็กเกอร์ ก็ต้องกลับไปหาสิ่งที่เขาได้ทิ้งมา ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมของร่างกายและจิตใจมากกว่าที่คิด เขาเล่าว่า "ผมจำได้ว่าในช่วงผมเป็นผู้ว่าการรัฐ ผมได้ไปเยี่ยมกองถ่ายหนังเรื่องหนึ่ง เพื่อนของผมที่กำลังถ่ายฉากที่ต้องโดนห้อยหัวก็ถามผมว่า "คุณคิดถึงอะไรแบบนี้ไหม" ผมตอบเขาไปว่า "ไม่เลย ฉันยอมที่จะไปอยู่ในซาคราเมนโต้ และโต้เถียงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของคุณ มากกว่าที่จะถูกห้อยหัวแบบนี้" แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็กลับมาอยู่ในจุดเดียวกับเขา มากไปกว่านั้นผมก็ยังต้องปีนตึก วิ่งหลบกระสุน ขับรถด้วยความเร็วสูง และต่อสู้ด้วยมือเปล่า และผมก็พบว่าตัวเองได้กลับมาทำในสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด" สมาชิกทีมนายอำเภอโอเว่นส์ ในบทบาทของกลุ่มผู้ช่วยนายอำเภอ ที่ไม่เคยเห็นอาชญากรรมที่รุนแรงกว่าการลักขโมย แต่ต้องมาเผชิญหน้ากับแก๊งค์สุดโหดที่กำลังมุ่งหน้ามายังเมืองที่พวกเขาอยู่ คิมจีวุน และทีมงานก็มีการคัดเลือกนักแสดงที่จะถ่ายทอดลักษณะที่โดดเด่นของแต่ละคน เขาเล่าว่า "ในบรรดาตัวละครที่ห้อมล้อมนายอำเภอโอเว่นส์ ก็ประกอบนักแสดงอย่าง หลุยซ์ กุสแมน, เจมี่ อเล็กซานเดอร์ และ แซ็ค กิลฟอร์ด พวกเขาไม่ใช่ตำรวจที่มีประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้ แต่พวกเขาก็เป็นคนที่มีจิตใจดี และก็รวมถึงทหารเก่าที่อยู่ในเมือง ซึ่งรับบทโดย รอดริโก ซานโตโร่ และปิดท้ายด้วย จอห์นนี่ น๊อกซ์วิลล์ ที่รับบทเป็น ลูอิส ชาวเมืองที่เผอิญสะสมอาวุธสงครามเอาไว้" มือขวาของนายอำเภอโอเว่นส์ก็คือ "ฟิกกี้" รับบทโดย หลุยซ์ กุซแมน โดยผู้กำกับ คิมจีวุน ก็ได้พูดถึงเขาว่า "หลุยซ์ เป็นนักแสดงที่ตลกและมีความสามารถมาก เขาทำให้ ฟิกกี้ มีทั้งความฮาและความจริงจัง จริงๆแล้วในบทภาพยนตร์เขาไม่ใช่ตัวละครที่ตลกเลย และเมื่อเราได้ หลุยซ์ เข้ามา เขาก็ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที หลุยซ์ ทำให้เขามีชีวิต ครอบครัว และเพื่อนฝูง คุณจะรักตัวละครนี้ทันทีเมื่อได้เห็นเขา" ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงคนเดียวในกองตำรวจก็คือ ซาร่าห์ ทอร์เรนซ์ ที่รับบทโดย เจมี่ อเล็กซานเดอร์ ซึ่งมีผลงานในหนังบบล็อคบัสเตอร์อย่าง Thor โดยครั้งนี้เธอก็รับบทเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์ ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรับมือกับสิ่งที่ต้องเจอได้หรือไม่ ผู้กำกับ คิมจีวุน พูดถึงเธอว่า "เจมี่ เป็นผู้หญิงที่สวยเซ็กซี่ และเธอก็ถ่ายทอดความเป็นสาวแกร่งแบบชาวเท็กซัสออกมาได้ เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในหนังที่แสดงฉากออกแอ็คชั่น ซึ่งเธอก็ได้จัดการกับผู้ชายมากมายในเรื่อง" อเล็กซานเดอร์ ก็รู้สึกดีใจที่ได้รับบทเป็นผู้หญิงธรรมดา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการรับบทเป็น ซีฟ ใน Thor เธอเล่าว่า "ตัวละครของฉันไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ดี เธอมีความเปราะบางเหมือนที่ผู้หญิงทุกคนควรมี แต่ในเรื่องเธอก็ค้นพบกับความกล้าหาญ มันมีความสมจริงที่ฉันไม่ได้เห็นจากแสดงบ่อย มันยอดเยี่ยมที่ได้เปลี่ยนบรรยากาศมาแสดงเป็นผู้หญิงที่มาจากโลกซักครั้ง" อีกหนึ่งสมาชิกในกองตำรวจก็คือ เจอร์รี่ ที่รับบทโดย แซ็ค กิลฟอร์ด ซึ่งเขาก็ทำให้ผู้กำกับ คิมจีวุน ต้องเซอร์ไพรซ์ เขาเผยว่า "แซ็ค เป็นนักแสดงที่ผมไม่รู้จักมาก่อน แต่ผมได้ยินมาว่าเขาเป็นนักแสดงในซีรี่ย์ที่ดังอย่าง Friday Night Lights เขาทำหน้าที่ได้อย่างน่าทึ่ง ในการรับบทเป็นเด็กหนุ่มในเมืองเล็กๆ ที่ฝันอยากออกไปเผชิญกับความตื่นเต้นในเมืองใหญ่ แต่ก็ต้องเจอกับสิ่งนั้นในเมือของงตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเหมือนกับกุญแจสำคัญในการตัดสินใจของทุกคน" เมื่อนายอำเภอโอเว่นส์ต้องการกำลังเพิ่ม เขาก็หันไปหาประชาชน หนึ่งในนั้นก็คือ ลูอิส ดินคัม ที่รับบทโดยนักแสดงตลกชื่อดัง จอห์นนี่ น๊อกซ์วิลล์ ที่นำความเพี้ยนและลูกบ้ามาใส่ในตัวละคร โดยเขาก็มีผลงานการแสดงใน Jackass ทั้งสามภาค รวมถึง Men in Black 2 โดย คิมจีวุน ก็พูดถึงเขาว่า "จอห์นนี่ มีสไตล์การเล่นตลกที่เหมือนกับวัฒนธรรมเกาหลีใต้มาก นั่นก็คือตลกเจ็บตัว เขาพยายามทำสิ่งทื่ทุกคนคิดไม่ถึงเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ สำหรับผมแล้วก็คงไม่ต้องขออะไรมากกว่านี้แล้ว" น๊อกซ์วิลล์ ก็พูดถึงการได้แสดงคู่กับ ชวาร์เซเน็กเกอร์ รวมถึงทำงานร่วมผู้กำกับที่โด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้ "ผู้จัดการของผมส่งบทภาพยนตร์มาให้ และบอกว่านี่คือหนังของ อาร์โนลด์ เรื่องแรกในรอบสิบปี แค่นั้นผมก็ไม่ต้องอ่านบทให้เสียเวลาแล้ว (หัวเราะ) อีกสาเหตุหนึ่งก็คือผมได้ดูหนังเรื่อง The Good, the Bad, the Weird และชอบในเรื่องความบ้าของมัน ผมรู้ดีว่า คิมจีวุน เป็นคนมีแนวทางในการทำหนังแอ็คชั่น เขาผสมผสานสถานการณ์ตลกเข้ากับฉากแอ็คชั่นได้อย่างลงตัว ผมคิดว่านั่นคือสองสิ่งที่ทำให้ผมต้องการเข้ามาแสดง" สมาชิกคนสุดท้ายในทีมของนายอำเภอโอเว่นส์ ก็คือ มาร์ติเนซ อดีตหน่วยนาวิกโยธินที่ตกงาน และอาศัยออยู่ในเมืองแห่งนี้ โดยบทบาทนี้ก็ตกอยู่ที่ รอดริโก ซานโตโร่ ที่มีทั้งบทบาทในหนังรอม-คอมอย่าง Love Actually และหนังแอ็คชั่นอย่าง 300 โดย คิมจีวุน ก็ชื่นชอบเขาตั้งแต่ที่เขาเข้ามาทดสอบบท "เขาเป็นผู้ชายที่ดูแมนและเท่มาก เขามีความตื่นเต้นกับบทบาทที่จะเข้ามาแสดง พยายามทำให้ดีขึ้นในทุกๆครั้งที่เราบอก" ซานโตโร่ ก็รู้สึกตื่นเต้นกับบทบาทที่เขาได้รับในเรื่องนี้ รวมถึงการได้ร่วมงานกับตำนานของแอ็คชั่น "ผมชอบที่ตัวละครมันใหญ่กว่าชีวิตจริง พวกเขาพยายามผลักดันความเป็นไปได้จนถึงที่สุด แสดงให้เห็นว่ารถที่มีความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมงนั้นเป็นยังไง หรืออาวุธสงครามจะทำยังไงกับร่างกายของคน นอกจากนั้นมันก็ยังเป็นโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับฮีโร่ของผมอย่าง อาร์โนลด์ มันเป็นเรื่องน่าทึ่งในการได้อยู่ในหนังเรื่องเดียวกับเขา" เอฟบีไอและแก๊งค์ค้ายา หัวหน้าเอฟบีไอที่ดูแลการเคลื่อนย้ายนักโทษก็คือ จอห์น แบนนิสเตอร์ รับบทโดย ฟอเรส วิทเทคเกอร์ นักแสดงที่เคยได้รางวัลออสการ์ ซึ่งเขาก็ถ่ายทอดความรู้สึกกดดันที่ คอร์เตส หลบหนีออกไปได้ รวมถึงการดูแคลนว่านายอำเภอในเมืองเล็กๆไม่มีทางหยุดยั้งการหลบหนีได้ โดยผู้กำกับ คิมจีวุน ก็ตื่นเต้นที่ได้นักแสดงระดับนี้เข้ามารับบท เขาเผยว่า "ฟอเรส นำน้ำหนักใส่เข้ามาในบท เขาเป็นคนที่มีพลังในการแสดง ผมจำได้ว่าเขามีโน้ตติดอยู่กับสคริ๊ปมากกว่าของผมเสียอีก นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาจริงจังกับการทำงานแค่ไหน" วิคเทคเกอร์ ก็รู้สึกตื่นเต้นกับการร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังชาวเกาหลีใต้ เขาเผยว่า "ผมคิดว่ามีสององค์ประกอบที่ทำให้หนังของ คิมจีวุน มีความพิเศษ หนึ่งก็คือสไตล์และแนวทาง หนังของเขาทุกเรื่องไม่เคยลืมความสำคัญในเบื้องหลังตัวละคร อีกสิ่งก็คือเสน่ห์ในเรื่องภาพ มันมีความเป็นศิลปะอยู่ในทุกๆช้อต แม้กระทั่งฉากนั้นคือฉากสตันท์ขับรถ" ในขณะที่มือขวาและมือ้ายของ แบนนิสเตอร์ ก็คือ เอลเลน ริชาร์ด ที่รับบทโดย เจเนซิส รอดริเกวซ (Man on a Ledge) และ ฟิล เฮย์ส รับบทโดย แดเนียล เฮนนี่ย์ (X-Men Origins: Wolverine) ซึ่งนักแสดงลูกครึ่งเกาหลีใต้-อเมริกัน คนนี้ก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมชาติ โดยเขาก็ยังเป็นแฟนหนังอีกด้วย "หนังมีทั้งฉากการไล่ล่าและระเบิด แต่ คิม ก็ยังไม่ลืมสิ่งที่จะผลักดันหนังไปข้างหน้าอีกด้วย ผมคิดว่าหนังของเขาเป็นมีองค์ประกอบที่สนุกที่สุด" ในการคัดเลือกนักแสดงที่เข้ามารับบทเป็นคู่ปรับคนสำคัญของ ชวาร์เซเน็กเกอร์ นั่นก็คือเจ้าพ่อค้ายาเสพติด คอร์เตซ ทีมงานก็ต้องการผู้ชายที่อยู่ตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของเจ้าพ่อค้ายา นั่นคือหนุ่มหล่อรวยเสน่ห์ ที่มีบุคลิกแบบนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และความจริงก็คือผู้ชายที่อันตรายที่สุดเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็พบองค์ประกอบเหล่านั้นในตัว เอดูอาโด้ โนริเอก้า เอดูอาโด้ โนริเอก้า นักแสดงเชื้อสายบราซิลก็พูดถึงตัวละครของเขาว่า "คอร์เตส เป็นเหมือนเด็กนิสัยเสีย เขาเป็นผู้ชายที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลค้ายาเสพติดมาหลายรุ่น เขาเป็นคนที่มีอำนาจและเงิน และคิดว่าตัวเองสามารถซื้อได้ทุกสิ่ง แต่เมื่อมีสิ่งใดก็ตามที่เขาใช้เงินซื้อไม่ได้ คอร์เตซ ก็จะกลายเป็นผู้ชายที่อันตรายที่สุด" องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ คอร์เตส หลบหนีจากการจับกุม ก็เป็นหน้าที่ของลูกน้องคนสนิท เบอร์เรล ที่รับบทโดย ปีเตอร์ สตอร์แมร์ โดยผู้อำนวยการสร้าง โบนาเวนทูร่า เคยร่วมงานกันมาแล้วใน Constantine ก็พูดถึงนักแสดงคนนี้ว่า "ผมจำได้ดีว่าเขาแสดงเป็น ลูซิเฟอร์ ได้อย่างน่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ครั้งนี้เขาก็ได้เข้ามารับบทเป็น เบอร์เรล ที่เป็นตัวร้ายที่มันส์และน่าประทับใจแพ้กัน เขายังเป็นผู้ชายที่ต้องปะทะกับพวกของพระเอกโดยตรง" อีกหนึงตัวละคร ที่ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ คอร์เตส หลบหนีก็คือรถ “คอร์เว็ตต์ ซีอาร์-วัน” ที่ใช้ในการซิ่งจากลาสเวกัสไปชายแดนอเมริกา-เม็กซิโก โดยรถคันนี้ถือเป็นรถที่มีความเร็วสูงสุดที่มีการซื้อขายในปัจจุบัน ด้วยกำลังเครื่องที่มากกว่า 1,000 แรงม้า และความเร็วสูงสุดกว่า 250 ไมล์ต่อขั่วโมง ผู้กำกับ คิมจีวุน ก็พูดถึงการใช้รถคันนี้ว่า "มันเร็วกว่าทุกอย่างที่วิ่งอยู่บนถนน หรือแม้กระทั่งเฮลิค้อปเตอร์ พวกเราเรียกมันว่าจรวดทางหลวง ผมลองขับมันก่อนที่เราจะใช้ถ่ายทำ การได้ขับมันเป็นเรื่องสนุก แต่การนั่งอยู่ข้างคนขับเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด รถคันนี้เหมือนกับสัตว์ประหลาดมากกว่ารถ โดยเฉพาะเสียงร้องของเครื่องยนต์ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการถ่ายทอด" เบื้องหลังการสร้าง: จากเวกัสสู่ซัมเมอร์ตัน ผู้กำกับ คิมจีวุน มองเห็น The Last Stand ที่ถูกแบ่งออกเป็นโลกสองโลก เขาเผยว่า "คุณมีเมืองที่ไม่เคยหลับไหลอย่าง ลาสเวกัส และเมืองที่เหมือนจะหลับอยู่ตลอดเวลาอย่างซัมเมอร์ตัน ผมต้องการสร้างบรรยากาศที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องสีสัน มุมมองของกล้อง และดนตรีประกอบ" สำหรับการหาเมืองที่เหมาะสมที่สุดในการเป็นซัมเมอร์ตัน เมืองเล็กๆที่กลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างกลุ่มของ นายอำเภอโอเว่นส์และ คอร์เตส ผู้ออกแบบงานสร้าง ฟรานโก้ คาร์โบเน่ (The Expendables) ก็ตั้งใจที่จะสร้างหมู่บ้านที่ให้ความรู้สึกแบบอเมริกันดั้งเดิม ที่มีชุมชนเล็กๆที่ทุกคนรู้จักกัน และร้านรวงที่เปิดมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า และนอกเมืองที่เป็นไร่ข้าวโพด ที่ คิมจีวุน เลือกใช้เป็นฉากขับรถไคลแม๊กซ์ในช่วงท้ายเรื่อง คาร์โบเน่ พบกับสถานที่ที่เหมาะสมในบริเวณพื้นที่นอกอัลบูเคอร์กี้ รัฐนิวเม็กซิโก ที่อยู่นอกเมืองออกไปเพียง 30 ไมล์ และพวกเขาก็สร้างเมืองซัมเมอร์ตันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เขาเผยว่า "ความท้าทายของเราก็คือ การทำให้เมืองนี้ดูมีอายุมานานแล้ว ต้องสร้างประวัติศาสตร์และความแน่นแฟ้นภายในชุมชนขึ้นมา เราจึงคิดเรื่องราวว่านี่คือเมืองที่เคยเป็นที่พักของคนในยุคตื่นทอง ทำให้เราเห็นร่องรอยความความเจริญจากเมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว" ในการถ่ายทำ คิมจีวุน ก็ได้เลือก คิมจียอง ผู้กำกับภาพที่เขาทำงานด้วยกันมาใน A Bittersweet Life โดยเขาก็พูดถึงสาเหตุในการเลือกว่า "เพราะ คิมจียอง พูดภาษาอังกฤษได้ดี และเขาก็มีแนวทางและความมั่นใจในการเลือกช้อต รวมถึงสไตล์ของภาพที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดก็คือเขาเป็นเพื่อนของผม" ไม่เพียงแต่ The Last Stand จะมีฉากแอ็คชั่นที่ระดมใส่ทั้งกระสุนปืนและระเบิด หนังก็ยังมีฉากขับรถที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับรถที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง “คอร์เว็ตต์ ซีอาร์-วัน” ซึ่งมีพลังกว่า 1,000 แรงม้า และทำความเร็วได้ถึง 250 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยทีมงานก็ยังปรับแต่งมันให้เข้ากับการถ่ายทำฉากสตันท์ เช่น การเสริมโชค การติดตัวยึดเพื่อติดตั้งกล้องนอกรถ รวมถึงถังน้ำมันที่ถูกนำออกไปเพื่อความปลอดภัยของคนขับ ทีมงานต้องการที่จะถ่ายทำทุกอย่างแบบเกิดขึ้นจริง เพื่อคงความสมจริงในการไล่ล่าบนไฮเวย์ รวมถึงฉากสตันท์ที่เกี่ยวกับการยิงปืนและระเบิด แทนที่จะใช้เอฟเฟ็คเข้าช่วย โดย คิมจีวุน ก็บอกเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า เขาต้องการถ่ายทำในแนวทางย้อนยุค ด้วยการให้นักแสดงแสดงอยู่ตรงนั้นจริงๆ และพร้อมที่จะเจอกับทุกอย่างตามจริง การดูแลฉากสตันท์และเป็นผู้กำกับกองสอง ก็ตกเป็นหน้าที่ของ แดร์ริน เพรสคอตต์ ซึ่งเขาเองก็ต้องสร้างฉากประจันหน้าของทั้งสองฝ่าย รวมถึงการต่อสู้มือเปล่าระหว่าง ชวาร์เซเน็กเกอร์ และ นอริเอก้า ในตอนสุดท้าย โดยเขาก็ได้พูดถึงการที่ คนเหล็กกลับมาแสดงหนังว่า "เหมือนกับว่าเขาไม่ได้หายไปไหน เขากลับมาทุกอย่างได้เหมือนที่เคยทำ เชายังเป็น อาร์โนลด์ เป็นคนคนเดียวกับที่ผมเคยร่วมงานด้วยเมื่อ 15 ปีก่อน" ดูเหมือนว่าการสร้างสรรค์ฉากแอ็คชั่นที่เหนือความคาดหมาย ก็สามารถเกิดขึ้นตามที่ผู้กำกับต้องการ เพรสคอตต์ เล่าว่า "ผมจำได้ว่า คิมจีวุน ถามผมว่า "คุณทำให้รถโรงเรียนดริ๊ฟ 180 องศาบนถนนความกว้างสามเลนได้ไหม" ผมก็เลยบอกเขาว่า "นี่คือฮอลลิวู้ด ไม่มีสิ่งไหนที่เป็นไปไม่ได้" พวกเราจึงหาวิธีที่จะทำให้รถโรงเรียนทำแบบนั้นได้ในถนนที่แคบ นอกจากการได้ เจเรมี่ ฟราย สตันท์ขับรถฝีมือเยี่ยมคนหนึ่ง พวกเราก็ได้สร้างล้อพิเศษขึ้นมา ซึ่งถูกใช้งานในเวลาที่รถโรงเรียนหันตามขวาง ก็ยังสามารถสร้างความรู้สึกว่าไถลต่อไปได้เหมือนการดริ๊ฟ นั่นคือสเน่ห์ของการทำหนัง" แต่ไม่ว่าจะมีฉากสตันท์ การขับรถไล่ล่า หรือการต่อสู้มากแค่ไหน สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นมากที่สุดก็คือการกลับมาของ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ผู้ที่ทำให้หนังเกิดขึ้น ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง กาย ไรเดล เล่าว่า "เขาเป็นคนที่มีความเป็นมืออาชีพ แต่เขาก็ยังเป็นมิตรกับทุกคน เขาจะสร้างพลังงานของความสนุกอยู่ตลอดเวลา และก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ผมคิดว่าคนดูจะต้องตื่นเต้นที่ได้เห็นเขากลับมาทำในสิ่งที่รัก และตัวละครนี้ก็เหมาะสมกับตัวตนของเขาที่สุด" ชวาร์เซเน็กเกอร์ ก็กล่าวสรุปถึงประสบการณ์ทั้งหมดว่า "สิ่งที่ยอดเยี่ยมของ The Last Stand ก็คือ มันเป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่ไม่ยอมแพ้ เมื่อตอนที่ผมเป็นผู้ว่าการรัฐ สิ่งที่ผมชอบที่สุดก็คือการมอบเหรียญกล้าหาญให้กับคนที่ทำเรื่องที่น่าทึ่งและกล้าหาญ ผมจะอ่านเรื่องของพวกเขาด้วยความภูมิใจ ผู้คนจะคิดว่า "ไม่มีมนุษย์ที่ทำแบบนั้นได้" แต่มันก็คือเรื่องจริง และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน The Last Stand ก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน คุณมีนายอำเภอเมืองเล็กๆ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงแค่หยิบมือ ที่ตัดสินใจยืนขวางเจ้าพ่อแก๊งค้ายากับสมุนที่มีอาวุธครบมือ การต่อสู้แบบนี้แหละคือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผม" ประวัติทีมนักแสดง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (รับบทเป็นนายอำเภอ เรย์ โอเว่นส์) เขาเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก จากความสำเร็จในชีวิตหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นแชมป์โลกเพาะกายตลอดกาล แอ็คชั่นสตาร์ในฮอลลิวู้ด นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ด้วยถึงผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียคนที่ 38 อาร์โนลด์ เริ่มเข้าร่วมแข่งขันเพาะกายและยกน้ำหนักในระดับนานาชาติตั้งแต่เด็ก เขาได้ตำแหน่ง มิสเตอร์ยุโรป และตำแหน่ง ชายรูปร่างดีที่สุดในยุโรป ไปครอง และเมื่ออายุ 20 ปี เขาก็ได้ครองตำแหน่ง มิสเตอร์ยูนิเวิร์ส และกลายเป็นสัญลักษณ์ของวงการเพาะกาย ด้วยการคว้าตำแหน่ง มิสเตอร์ยูนิเวิร์ส อีกถึง 4 สมัย และได้ตำแหน่ง มิสเตอร์โอลิมเปีย อีก 6 ครั้งติดต่อกัน เขาเข้าวงการแสดงกับผลงานเรื่องแรกอย่าง Hercules in New York จากนั้นก็มีงานแสดงที่สร้างชื่อใน Conan the Barbarian ที่เขารับบท โคแนน ที่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้ และทำให้เขาได้รับบทที่ทุกคนจดจำเขาได้อย่างหุ่นยนต์นักฆ่าในเรื่อง The Terminator ของ เจมส์ คาเมรอน ด้วย อาร์โนลด์ ดูจะเกิดมาเป็นดาราหนังแอ็คชั่นอย่างแท้จริง เพราะหนังที่เขาแสดงนำ เช่น Commando, Predator และ Total Recall ล้วนแต่ทำเงินมหาศาลทั้งสิ้น เขากลับไปแสดงหนังภาคต่ออย่าง Terminator 2 ที่กวาดรายได้ถึงกว่า 200 ล้านเหรียญเฉพาะในอเมริกา ซึ่งหนังก็ได้รับการจัดเข้าทำเนียบภาพยนตร์ 30 เรื่องที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล เขายังมีผลงานแอ็คชั่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง The Last Action Hero, The Sixth Day, Collateral Damage รวมถึง Terminator 3: Rise of the Machines ก่อนที่เขาจะหยุดงานแสดงไปเกือบทศวรรษ เพื่อรับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่ในปีนี้เอง เขาก็ตัดสินใจกลับมาในโลกของการแสดงอีกครั้ง โดยได้รับบทสมทบในหนังแอ็คชั่นรวมดาว The Expendables 2 ประกบคู่กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน และ บรูซ วิลลิส เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2012 ฟอเรส วิทเทคเกอร์ (รับบทเป็น เจ้าหน้าที่จอห์น แบนนิสเตอร์) ผลงาน >>> The Last King of Scotland, Vantage Point, Phone Boothจอห์นนี่ น๊อกซ์วิลล์ (รับบทเป็น ลูอิส ดินคัม) ผลงาน >>> Jackass ทั้งสามภาค, Men in Black II, The Ringer เจมี่ อเล็กซานเดอร์ (รับบทเป็น ซาร่าห์ ทอร์เรนซ์) ผลงาน >>> Thor, Love and Other Drugs, ซีรี่ย์ Kyle XY รอดริโก ซานโตโร่ (รับบทเป็น แฟรงค์ มาร์ติเนซ) ผลงาน >>> 300, What To Expect When You’re Expecting, ซีรี่ย์ Lost ปีเตอร์ สตอร์แมร์ (รับบทเป็น เบอร์เรล) ผลงาน >>> Contantine, Fargo, The Brother Grimm, Armageddon, Minority Report เอดูอาโด้ โนริเอก้า (รับบทเป็น คอร์เตส) ผลงาน >>> Vantage Point, Abre Los Ojos, Tesis ประวัติทีมผู้สร้าง คิมจีวุน (ผู้กำกับ) ผลงาน >>> A Tale of Two Sisters, The Good the Bad the Weird, I Saw the Devil, A Bittersweet Life จอร์จ โนลฟี่ (ผู้เขียนบท) ผลงาน >>> The Adjustment Bureau, The Bourne Ultimatum ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (ผู้อำนวยการสร้าง) ผลงาน >>>ไตรภาค Transformers, G.I. Joe: Retaliation, Salt, Red คิมจียอง (ผู้กำกับภาพ) ผลงาน >>> A Bittersweet Life, Silenced สตีเว่น เคมเปอร์ (ผู้ตัดต่อภาพ) ผลงาน >>> Mission Impossible III, Indiana Jones and the Temple of Doom ฟรานโก้ คาร์โบเน่ (ผู้ออกแบบงานสร้าง) ผลงาน >>> The Expendables, Cabin Fever, Killer Joe, Rambo มิเคเล่ มิเชล (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ผลงาน >>> Training Day, The God Father III, The Air I Breathe

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ