กรุงเทพฯ--25 ก.ค.--เจดับลิวที พับลิครีเลชั่นส์ จากงานมหกรรมสุขภาพ “ฟิต ฟัน แฟร์” พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น นพ. พนมทวน ชูแสงทอง จิตแพทย์ กล่าวว่า “คนไทยจำนวนมากมีปัญหา โรคซึมเศร้า แต่ที่น่าเป็นห่วงมากคือ ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าตนเองเป็น โรคซึมเศร้า และจากผลการวิจัยพบว่า เพศหญิงมีอัตราการป่วยเป็นโรคนี้สูงกว่าเพศชายถึง 2 เท่าตัว โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากที่สุดอยู่ที่อายุ 24 ปี” สาเหตุของ “โรคซึมเศร้า” มาจากสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อาทิ เรื่องหน้าที่การงาน การเรียน ความรัก เรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะปัญหาจากทางครอบครัว และช่วงเศรษฐกิจผันผวน โดยมีอาการ หงุดหงิดโดยไม่มีเหตุผล พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป ไม่อยากทำงาน เบื่อหรืออยากอาหารมากขึ้น ไม่มีอารมณ์ทางเพศ หากเป็นมาก อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง และฆ่าตัวตายในที่สุด จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้อย่างเร่งด่วน โดยผู้ป่วยควรเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์ หรือ นักจิตบำบัด” ด้าน พล.อ.ต.นพ. บรรหาร กออนันตกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจ ประธานโครงการ “รักหัวใจ ใส่ใจโคเลสเตอรอล” กล่าวถึงสถานการณ์ของ “โรคหัวใจและหลอดเลือด” ว่า โรคนี้พบมากในผู้ป่วยอายุ 40 ขึ้นไป โดย มีประชากรเกินกว่า 50% ที่มีโคเลสเตอรอลสูงเกินกว่าปกติ และเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และพบว่ามีการเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 7 คนต่อชั่วโมง หรือคิดเป็น 61,320 คนต่อปี ยิ่งกว่านั้นพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น มีอายุน้อยลงกว่าในอดีตที่ผ่านมาสูงขึ้นมาก โรคนี้จะทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เสียชีวิตเฉียบพลัน หรือเป็นอัมพาต จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ฆาตรกรเงียบ” ส่วนนพ. รพีพล กุญชร ณ อยุธยา กรรมการโครงการ “รักหัวใจ ใส่ใจโคเลสเตอรอล” อายุรแพทย์โรคหัวใจ เสริมว่า “นอกจากปัญหาภาวะโคเลสเตอรอลสูงแล้ว โรคอ้วน ก็จัดเป็นอีกปัญหาที่กำลังระบาดในเมืองไทยโดยมีคนเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น กว่า 1.5 เท่าในระยะเวลา 10 ปี โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสี่ยงเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงเพิ่มขึ้นด้วย ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ โรคอ้วน ยังเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจชั่วขณะ ขณะนอนหลับ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคทางหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจล้มเหลวในที่สุด” สำหรับโรคที่เป็นมากขึ้นโดยเฉพาะในเพศหญิงคือ “ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน” รศ.นพ.สมบุญ เหลืองวัฒนกิจ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ต่อผู้เข้าร่วมงานมหกรรมสุขภาพ “ฟิต ฟัน แฟร์” ว่า “ภาวะโอเอบี เป็นมากในเพศหญิง และจากการสำรวจเราพบว่าภาวะโอเอบี สร้างความรำคาญ รบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม แม้กระทั่งการทำงาน ซึ่งเป็นกันมากในวัยเจริญพันธุ์ถึงร้อยละ 10” “ที่น่าสนใจก็คือ โรคนี้เป็นในผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่เสียส่วนใหญ่! นอกจากนี้ วัยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ก็คือ เด็กวัย 4 ขวบขึ้นไป, คนวัยทำงาน, คนวัยทอง ซึ่งถ้าเป็นผู้หญิงก็คือวัยใกล้หมดประจำเดือน ส่วนผู้ชายจะเป็นในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต” โดยโรคนี้มีอาการ คือปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน หรือปัสสาวะรีบ คือเวลาปวดปัสสาวะจะรู้สึกปวดอย่างรุนแรงและต้องรีบเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน เพราะทนกลั้นไม่ได้ หรือปัสสาวะราด คือการมีปัสสาวะเล็ดออกทางท่อปัสสาวะ โดยมีอาการปวดอย่างรุนแรงนำมาก่อนจนไม่สามารถควบคุมไว้ได้ แนวทางการรักษาคือ นอกจากการให้ยาลดความไวของการปัสสาวะแล้ว ผู้ป่วยควรฝึกในเรื่องพฤติกรรมการปัสสาวะ คือถ้ามีความรู้สึกปวดปัสสาวะ ให้ขมิบก้นแรงๆ 5 ครั้ง แล้วค่อยลุกไปเข้าห้องน้ำ ทำแบบนี้จะช่วยฝึกการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะให้ดีขึ้น และทำให้หูรูดดีขึ้น” ส่วนนพ. ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ จักษุแพทย์ กล่าวถึง “โรคต้อหิน” ในสถานการณ์ปัจจุบันที่น่าตกใจว่า “9 ใน 10 คนที่มาพบแพทย์ไม่รู้อาการมาก่อนเลยว่าเป็นโรคนี้ มาถึงมือแพทย์ก็ตาพล่า ซึ่งแสดงว่าประสาทตาได้หายไปแล้ว” โดยโรคนี้เป็นได้กับคนทุกอายุ แต่คนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก ได้แก่ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ยิ่งถ้ามีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ต้องรีบตรวจโดยเร็ว เพราะมีโอกาสเป็นได้สูงกว่าคนปกติถึง 5 เท่า โดยปัจจุบันมีคนไทยป่วยเป็นโรคต้อหินอยู่นับล้านคน และมีอีกจำนวนมากที่เป็นโดยไม่รู้ตัว การป้องกันคือ การตรวจความดันในลูกตาโดยจักษุแพทย์อย่างเป็นประจำทุกปี” สำหรับโรคสุดท้ายเป็นโรคที่บั่นทอนความมั่นใจในผู้ชายเป็นอย่างมากนั่นคือ “โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED)” โดยนพ. อภิชาต วิชญาณรัตน์ ประธานศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย อายุรแพทย์โรคเบาหวาน กล่าวว่า “โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศพบมากในชายในอายุระหว่าง 40 - 70 ปี มี ถึงร้อยละ 42 ที่น่าตกใจคือมีผู้ป่วยเพียง 2% เท่านั้นที่ยอมไปปรึกษาแพทย์ นั่นหมายถึงอีก 98% ยังคงเก็บปัญหาไว้กับตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาครอบครัวในที่สุด ซึ่งแต่เดิมเชื่อว่าปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้เป็นเรื่องของจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันพบว่า ปัญหานี้สามารถเกิดจากโรคทางร่างกาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง โรคทางระบบประสาทและไขสันหลัง และโรคอื่นๆ เช่น โรคตับ ขาดฮอร์โมน โรคไตเป็นต้น รวมถึงการสูบบุหรี่ และ ดื่มแอลกอฮอล์จัด เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเกิดผู้ป่วยเป็นโรคนี้ ทางที่ดีที่สุดคือเข้ารับคำปรึกษาแพทย์โดยด่วน” ดังนั้นการหมั่นดูแลรักษาสุขภาพกาย และใจให้แข็งแรง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดีกว่าเป็นโรคแล้วค่อยหาทางแก้ไข ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพคือ การออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมถึงการมีจิตใจที่แจ่มใส และมองโลกในแง่ดี ที่สำคัญหมั่นตรวจเช็คร่างกายตามกำหนด เท่านี้โรคที่น่ากลัวทั้งหลายก็อาจจะลดลงไปเอง บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด สาขาของไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งดำเนินกิจการในประเทศไทยมานานกว่า 47 ปีแล้ว เป็นผู้ค้นคว้าวิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายเวชภัณฑ์ชั้นนำสำหรับมนุษย์และสำหรับสัตว์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพและยาชั้นนำอีกมากมาย ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วโลก เวชภัณฑ์หลากหลายจากนวัตกรรมของไฟเซอร์ฯ ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของมวลมนุษยชาติทั่วโลกให้ดีขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นและสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับตนเองและสังคมมากขึ้น ไฟเซอร์ฯ ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อการเผยแพร่ความรู้และส่งเสริมสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนหลายโครงการ อาทิ โครงการ “รักหัวใจ ใส่ใจโคเลสเตอรอล” การก่อตั้ง ”ศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย” การสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิโรคข้อ ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และการจัดโครงการ “ไฟเซอร์ ซัลซา แอโรบิคส์” เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อคุณอนุตรา สินชัยพานิช คุณรสวันต์ ดวงสร้อยทอง บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เจดับลิวที พับลิครีเลชั่นส์ โทร: 0-2665-4580, 0-1911-2394 โทร: 0-2204-8224, 0-9665-6819อีเมล์:
[email protected] อีเมล์:
[email protected]จบ--