PwC เผยผลสำรวจ 'เอเปก’ ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเติบโตแข็งแกร่ง แม้กังวลความตึงเครียดทางการค้าเพิ่ม

ข่าวเทคโนโลยี Monday November 19, 2018 13:53 —ThaiPR.net

PwC เผยผลสำรวจ 'เอเปก’ ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเติบโตแข็งแกร่ง แม้กังวลความตึงเครียดทางการค้าเพิ่ม

กรุงเทพฯ--19 พ.ย.--PwC ประเทศไทย

ไทยติดอันดับ 5 ตลาดน่าลงทุนในภูมิภาค
- 51% ของผู้นำธุรกิจในเอเปกมีแผนที่จะเพิ่มระดับการลงทุน
- เวียดนามและสาธารณรัฐประชาชนจีนครองแชมป์เป้าหมายการลงทุนจากต่างประเทศ
- ผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่เพิ่มการจ้างงานมากขึ้นซึ่งเป็นผลพวงจากเทคโนโลยี
- 65% ของซีอีโอเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการส่งเสริมการพัฒนาทักษะสะเต็ม
- ความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

PwC เผยซีอีโอในกลุ่มประเทศเอเปกยังคงเชื่อมั่นว่า แนวโน้มการเติบโตของรายได้และธุรกิจของตนในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะแข็งแกร่ง แม้ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมากกว่าครึ่งมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในปีหน้า ขณะที่ 'ไทย' ติดอันดับ 5 ตลาดน่าลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ รองจาก เวียดนาม จีน สหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย ชี้ผู้นำธุรกิจเอเปกตื่นตัวต่อการเข้ามาของเทคโนโลยี พร้อมเล็งจ้างงานเพิ่ม แต่วอนภาครัฐฯ ให้ปรับปรุงระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะสะเต็มให้แก่แรงงาน
นาย ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจล่าสุด APEC CEO Survey 2018 ที่ใช้เผยแพร่ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC CEO Summit ประจำปี 2561 ณ เมือง พอร์ตมอร์สบี ประเทศ ปาปัวนิวกินี ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งทำการสำรวจผู้บริหารในกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปก จำนวน 1,189 รายใน 21 ประเทศว่า 35% ของซีอีโอเอเปกแสดงความมั่นใจมากว่า รายได้ของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะเติบโต เปรียบเทียบกับ 37% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 51% ของผู้นำธุรกิจในภูมิภาคยังมีแผนจะเพิ่มการลงทุนในปีหน้า
ผลสำรวจเอเปกในปีนี้ยังระบุว่า ซีอีโอจากสหรัฐอเมริกาและไทย ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำทางธุรกิจที่แสดงความมั่นใจต่อการเติบโตของรายได้มากที่สุดในปีนี้ (ที่ 57% และ 56% ตามลำดับ) ในขณะที่ผู้ถูกสำรวจจากจีนและเม็กซิโก ซึ่งทั้งสองถือเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มีความเชื่อมั่นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 25% และ 21%
ทั้งนี้ จากการสำรวจครั้งที่ 2 กับผู้นำทางธุรกิจของสหรัฐฯ จำนวน 100 ราย ภายหลังจากการที่สหรัฐฯ และจีนตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กันเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่ (69%) คาดว่า การจัดเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อรายได้บริษัทของพวกเขา และมีเพียง 27% ที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบเชิงลบต่อต้นทุนของบริษัท
นอกเหนือจากมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของรายได้แล้ว 51% ของผู้บริหารเอเปก ยังวางแผนจะเพิ่มระดับของการลงทุนมากขึ้น เปรียบเทียบกับ 43% ในปี 2559 โดยประเทศที่ถูกจัดให้เป็นเป้าหมายของการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด ได้แก่ เวียดนาม จีน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของออสเตรเลียที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ตลาดที่เป็นเป้าหมายการลงทุน ขณะที่อินโดนีเซียหลุดอันดับไปในปีนี้
"ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ เพราะสภาพเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่ดี โดยได้รับปัจจัยหนุนทั้งจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว ประกอบกับการขยายตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ในด้านทรัพยากรและแรงงานเอง ไทยก็มีความพร้อมทั้งทางด้านทักษะ และค่าแรงที่ไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลไทยควรเร่งผลักดันคือ การพัฒนาและฝึกอบรมทักษะสะเต็มซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในทักษะที่มีความสำคัญและจำเป็นมากต่อแรงงานในยุคดิจิทัล" นาย ศิระ กล่าว
ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย หรือ จีดีพี ในช่วงไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 4.6% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกขยายตัว 4.8%
นอกเหนือจากการลงทุนในตลาดยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีน ผู้บริหารยังมองหาโอกาสในการทำธุรกิจในตลาดสำคัญอื่นๆ ด้วย โดยมองว่า สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น ถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอันดับต้นๆ ที่มีความพร้อมและระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น (สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1 พันล้านเหรียญ)
"ถึงแม้ว่าผู้บริหารจะไม่ชอบความไม่แน่นอนทางธุรกิจในทุกๆ มิติ อย่าว่าแต่ประเด็นเรื่องของการค้าเลย พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงใหม่ และแสวงหาหนทางที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จ ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้นำธุรกิจที่เราได้มีโอกาสพูดคุยด้วย บอกว่าเผชิญกับอุปสรรคทางการค้าใหม่ๆ ในปีนี้ แต่จำนวนซีอีโอที่มองเห็นโอกาสใหม่ๆ จากการข้อตกลงทางการค้าก็ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา" นาย เรย์มันด์ ชาว ประธาน บริษัท PwC สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าว
"ในทุกสงครามทางการค้าย่อมมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ แต่รายงานของเราก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ธุรกิจยังค้นพบลู่ทางใหม่ๆ เพื่อดำเนินไปสู่การเติบโต"
สำหรับแนวโน้มของตลาดการจ้างงานในเอเปกนั้น ผลสำรวจพบว่า ยังคงมีทิศทางเชิงบวก โดย 56% ของผู้นำทางธุรกิจบอกว่า มีการจ้างงานมากขึ้นและมีเพียง 9% เท่านั้นที่กำลังลดจำนวนพนักงานลง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะที่ใช่สำหรับองค์กรยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก โดย 34% ของผู้บริหารยังคงเผชิญกับปัญหาการเฟ้นหาพนักงานที่มีทักษะและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับองค์กร ซึ่งช่องว่างดังกล่าวนี้ พบมากในส่วนของการขาดแคลนทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (Science, technology, engineering and maths: STEM) ทั้งนี้ 65% ของผู้บริหารระบุว่า ภาครัฐฯ จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานให้มีความเชี่ยวชาญในทักษะมากขึ้น และมีเพียง 14% ที่รู้สึกว่า ภาครัฐฯ ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ดีแล้ว
ประเด็นเรื่องของการขาดแคลนทักษะที่จำเป็นนี้ ยังสะท้อนได้จากความเห็นของผู้บริหารเมื่อถูกถามว่า ปัจจัยใดที่ผู้นำเอเปกควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างทั่วถึงต่อประชากรทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งนั่นก็คือ การขยายการเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูงในทุกๆ ระดับ ตามด้วย การพัฒนาทางด้านคมนาคม
"ปัญหาการฝึกอบรมและการศึกษากลายเป็นวาระสำคัญของผู้นำทางธุรกิจของเอเปกที่ต้องการส่งสาส์นไปถึงบรรดาผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ ณ เมืองพอร์ตมอร์สบีในปีนี้ว่า ยังต้องการความช่วยเหลือตรงจุดไหนและด้านใดบ้างที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว"
นอกจากนี้ ซีอีโอเอเปกยังตระหนักดีถึงความจำเป็นต่อการลงทุนในการเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล เห็นได้จากภารกิจในการลงทุนที่สำคัญของผู้บริหารในปีนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านดิจิทัล ตามมาติดๆ ด้วยการเพิ่มทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับแรงงาน ทั้งนี้ รายงานคาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 เศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำทางธุรกิจของเอเปกรู้ด้วยว่า ยังมีสิ่งที่ตนต้องทำมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ดิจิทัล ส่วนหนึ่งเพราะมีเพียง 15% ของผู้บริหารเท่านั้นที่บอกว่า มีใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เพื่อการแข่งขันสูงมาก ขณะที่ 33% ยังไม่มีการใช้งานเอไอเลย โดยผู้บริหารที่บอกว่า ธุรกิจของตนมีการใช้งานเอไอเพื่อการแข่งขันสูงมากนั้น รู้ว่าตนต้องสานต่อศักยภาพด้านดิจิทัล ผ่านการขยายการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการใช้เอไอ รวมถึงลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพท้องถิ่น
แม้ว่า เทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์การเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายในสภาพแวดล้อมทางการค้าที่การเคลื่อนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน (20%) กลายเป็นอุปสรรคใหม่ที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ 15%
"ในขณะที่ธุรกิจเอเปกก้าวสู่ดิจิทัลและมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เอไอ เข้ามาประยุกต์ใช้ กระแสของข้อมูลจะยิ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ช่วยผลักดันการค้าโลกมากขึ้น ดังนั้น การรับมือกับอุปสรรคที่มากับกระแสของข้อมูลที่เพิ่มขึ้น จะยังคงเป็นความกังวลสำหรับธุรกิจในระยะต่อไป" นาย เรย์มันด์ ชาว กล่าวเสริม


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ