ทีโอที ประกาศพร้อมลงทุนเป็นผู้พัฒนาโครงข่าย 5G ของประเทศไทย ประเดิม Infrastructure Sharing ทดสอบ 5G Testbed ของกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมพัฒนาสร้างความสำเร็จให้กับประเทศ

ข่าวเทคโนโลยี ThaiPR.net -- จันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 09:32:36 น.
กรุงเทพฯ--11 ก.พ.--ทีโอที

ดร.มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที และนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงโครงการทดสอบการใช้งาน 5G หรือ 5G Testbed ซึ่งทีโอที ได้รับความเชื่อมั่นจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อดำเนินการโครงการ 5G Testbed ในการขออนุญาตการทดสอบ5G ตลอดจนดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาศูนย์ทดสอบ5G โดยมีความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัย ผู้ผลิตอุปกรณ์ และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในการร่วมผลักดันทดสอบการนำเทคโนโลยี5G เพื่อให้ประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จาก 5G ทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับการเปิดทดสอบการใช้งาน 5G Testbed ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา ในครั้งนี้ ทีโอที เป็นผู้ให้บริการ Infrastructure Sharing ประกอบด้วย ท่อ เสาโทรคมนาคม สายอากาศ และสถานีฐาน รวมถึงการยื่นเอกสารขอใช้งานคลื่นความถี่เพื่อทดลองทดสอบในคลื่น 5G ใน 3 ย่าน คือ ย่านความถี่mmWave 24.25 - 27.5 GHz (n258) และ 26.5 - 29.5 GHz (n257) ย่านความถี่ C–band 3.3 – 3.8 GHz (รวม Guard band) และย่านความถี่1800 MHz (ความถี่ 1845 – 1880 MHz และ1750 - 1785 MHz) จำนวน2x35 MHz ซึ่งยังไม่ได้จัดสรรในปัจจุบัน ทั้งนี้ ระบบพื้นฐานโทรคมนาคมที่ ทีโอที ได้ดำเนินการติดตั้งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา ในครั้งนี้ ประกอบด้วย optical fiber จำนวนเส้นทางละ 12 core ติดตั้งที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ อาคารศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมศาสตร์ อาคารวิทยาศาสตร์ อาคารวิศวกรรมศาสตร์ และติดตั้งเสาโทรคมนาคมที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมศาสตร์

ดร.มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที และนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทดสอบการใช้งาน 5G Testbed ได้นำระบบ Infrastructure Sharing มาทดสอบใช้ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ทั้งในตลาดที่พัฒนาแล้วและตลาดที่กำลังพัฒนา โดยมีการใช้ Sharing ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งInfrastructure Sharing จะเป็นประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ ลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการติดตั้งสามารถขยายโครงข่ายได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมผู้ให้บริการรายใหม่ทั้งเล็กและใหญ่สามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมได้มากขึ้น ลดการติดตั้งซ้ำซ้อน ลดรายจ่ายให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ สามารถเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมและสร้างอาชีพได้ นอกจากนี้ บริการ 5G ใช้คลื่นความถี่ย่านสูง 26-28 GHz เป็นเหตุให้มีพื้นที่ให้บริการที่แคบกว่าการให้บริการด้วยคลื่นที่ใช้ในปัจจุบันถึง 40 เท่า จำเป็นต้องสร้างสถานีฐานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 40-50 เท่า ซึ่ง Infrastructure Sharing นอกจากจะลดการลงทุนลดการติดตั้งซ้ำซ้อนของประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม โดย ทีโอที มีศักยภาพความพร้อมที่จะเป็นผู้พัฒนาโครงข่าย 5G ของประเทศ ทั้งด้านเงินทุน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ประสบการณ์ และบุคลากรที่พร้อมจะเป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5G เพื่อให้ประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จาก 5G ในการพัฒนาให้ทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคนี้

ทั้งนี้ เทคโนโลยี 5G จุดเด่นคือสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง และมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อพร้อมกันจำนวนมากทำให้เกิดบริการใหม่ๆ จำนวนมาก ซึ่ง ITU จัดออกเป็น3 ประเภทบริการ คือ

1) Enhanced Mobile Broadband (eMBB) ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ชีวิตแบบดิจิตอลและมุ่งเน้นไปที่บริการที่มีความต้องการแบนด์วิดท์สูงเช่นวิดีโอคมชัดสูง (HD), VR และ AR

2) การสื่อสารที่เชื่อถือได้มากและมีความหน่วงต่ำ(uRLLC) ใช้สำหรับอุตสาหกรรมดิจิตอลที่มีความความอ่อนไหวต่อความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล เช่น การขับขี่อัตโนมัติ และ การบังคับรถทางไกล

3) การสื่อสารจำนวนมาก (mMTC) อาทิ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง