ฟิทช์ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท. และ ปตท.สผ. เป็นแนวโน้มเครดิตเป็นบวก คงอันดับเครดิตที่ 'BBB+’

ข่าวหุ้น-การเงิน 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 16:16 น. —ThaiPR.net

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. และ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เป็นแนวโน้มเครดิตเป็นบวกจากแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ฟิทช์คงอันดับเครดิตสากลระยะยาว (Issuer Default Rating) ของทั้งสองบริษัท และอันดับเครดิตหนี้ที่ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของ ปตท.สผ. ที่ระดับ 'BBB+' การปรับแนวโน้มเครดิตนี้เกิดจากการปรับแนวโน้มเครดิตของประเทศไทย เป็นแนวโน้มเครดิตเป็นบวกจากแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562

เนื่องจากอันดับเครดิตภายในประเทศเป็นการวัดระดับความน่าเชื่อถือในเชิงเปรียบเทียบระหว่างประเทศกับองค์กรต่างๆในประเทศไทย ดังนั้นแนวโน้มอันดับเครดิตภายในประเทศของ ปตท. จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยข้างต้น

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

อันดับเครดิต ปตท. เท่ากับอันดับเครดิตประเทศ: อันดับเครดิตของปตท. จะเท่ากับอันดับเครดิตของประเทศไทย ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ (Government-Related Entities Rating Criteria) ของฟิทช์ เนื่องจากฟิทช์พิจารณาว่าแนวโน้มการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ต่อปตท. เมื่อต้องการอยู่ในระดับสูง สถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของปตท. อยู่ที่ระดับ 'bbb+' ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของประเทศไทย

ความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ ในระดับสูง: ฟิทช์มองว่าสัดส่วนการถือหุ้นและการควบคุมของภาครัฐฯ ต่อปตท. อยู่ในระดับปานกลาง โดยรัฐบาลถือหุ้นโดยตรงในปตท. ร้อยละ 51 และมีส่วนในการคัดเลือกคณะกรรมการบริษัทฯ แต่ระดับที่ภาครัฐฯ เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการดำเนินการทางการเงินในระดับปฏิบัติการ อยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง แม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการสนับสนุนทางการเงินให้กับบริษัทฯ เนื่องจากปตท. มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ฟิทช์คาดว่าภาครัฐฯ น่าจะสนับสนุนทางการเงินให้กับปตท. ในกรณีที่บริษัทมีความต้องการ เนื่องจากปตท. มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์และเป็นตัวจักรสำคัญในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย

ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อสังคมและการเมืองในกรณีที่ปตท. ผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับสูง เนื่องจาก ปตท. เป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติรายเดียวให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าของภาครัฐฯ และก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ซึ่งหากการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น ฟิทช์คาดว่าน่าจะมีผลกระทบต่อการจัดหาก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้บริโภคภายในประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ฟิทช์คาดว่าการผิดนัดชำระหนี้อาจจะมีผลกระทบต่อการกู้ยืมของภาครัฐฯ และองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ อื่นๆ อีกด้วย

อันดับเครดิต ปตท.สผ. เท่ากับอันดับเครดิต ปตท.: อันดับเครดิตของ ปตท.สผ. อยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของบริษัทแม่ ซึ่งได้แก่ ปตท. สะท้อนถึงความสัมพันธ์ในด้านการดำเนินงาน และด้านกลยุทธ์ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งระหว่างบริษัททั้งสอง ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก (Parent and Subsidiary Rating Linkage Criteria) ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งสะท้อนถึงการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกันระหว่างสองบริษัท โดย ปตท. ถือหุ้นร้อยละ 65 ใน ปตท.สผ. และสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จาก ปตท.สผ. คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของกลุ่ม ปตท. ในปี 2561 ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินงานธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. ขายผลิตภัณฑ์มากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดให้แก่ ปตท. และรายได้มากกว่าร้อยละ 90 ของ ปตท.สผ. มาจาก ปตท. ฟิทช์พิจารณาอันดับเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของ ปตท.สผ. อยู่ที่ระดับ 'bbb'

การดำเนินงานของ ปตท.สผ. ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนบทบาทเชิงกลยุทธ์ของบริษัทแม่ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย และช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ ปตท. มีตัวแทนในคณะกรรมการของ ปตท.สผ. และเป็นผู้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงบางส่วนของบริษัท นอกจากนี้ ปตท. ยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุน ปตท.สผ. ในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่

ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอันดับเครดิตทั้งสองได้ในรายงานอันดับเครดิตข้างล่าง ได้ที่ www.fitchratings.com

Fitch Affirms Thailand's PTT at 'BBB+'; Outlook stable, วันที่ 3 พฤษภาคม 2562

Fitch Assigns PTT Exploration First-Time IDR of 'BBB+/Stable, วันที่ 28 พฤษภาคม 2562

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

สมมุติฐานที่สำคัญ

สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก

  • การปรับเพิ่มอันดับเครดิตสากลระยะยาวของประเทศไทยโดยที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ปตท. และภาครัฐฯ ยังคงเหมือนเดิม
  • การปรับเพิ่มอันดับเครดิตโดยลำพังของ ปตท. ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 18-24 เดือนข้างหน้า เนื่องจากความอ่อนแอของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยเฉพาะสถานะปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ปัจจัยลบ

  • การปรับลดอันดับเครดิตสากลของประเทศไทย

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการปรับลดอันดับเครดิตโดยลำพังของ ปตท. รวมไปถึง:

  • การลงทุนจำนวนมากโดยใช้เงินกู้ยืม หรือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ต่ำกว่าที่คาด ซึ่งทำให้อัตราส่วนหนี้สินสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวัดจาก FFO adjusted net leverage ที่สูงกว่า 2.8 เท่า (ปี 2561 อยู่ที่ 0.7 เท่า)
  • สถานะทางการเงินของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท. สผ.) ที่อ่อนแอลง ซึ่งวัดจาก FFO adjusted net leverage ที่สูงกว่า 2.5 เท่า และการที่ปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะสองถึงสามปีข้างหน้า
  • การเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎระเบียบ การแก้ไขสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติและการปรับค่าผ่านท่อก๊าซที่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อ ปตท.

สำหรับอันดับเครดิตของประเทศไทย มีปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต ซึ่งได้แสดงไว้ในรายงานเครดิตลงวันที่ 7 ธันวาคม 2561 ดังนี้

ปัจจัยบวก:

  • ความต่อเนื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาโดยไม่ทำให้เกิดการขาดดุล
  • การบรรเทาลงของความกดดันทางการเมืองและสังคม ในระดับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายภาครัฐในการบริหารประเทศและดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

ปัจจัยลบ:

  • ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ในระดับที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของหนี้สินของรัฐบาล เช่น เนื่องจากฐานะทางการคลังที่แย่ลง หรือการเพิ่มขึ้นอย่างมากของหนี้สาธารณะที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (contingent liabilities)

สภาพคล่อง

รายละเอียดของอันดับเครดิตทั้งหมดของปตท. มีดังนี้

  • คงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (International Long-term Foreign-Currency Issuer Default Rating) ที่ระดับ 'BBB+'; แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ
  • คงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศ (International Long-term Local-Currency Issuer Default Rating) ที่ระดับ 'BBB+'; แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ
  • คงอันดับเครดิตสากลระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (International Short-term Foreign-Currency Issuer Default Rating) ที่ระดับ 'F2'

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ