ข่าวอินโฟเควสท์
15:04 ภาวะตลาดหุ้นเกาหลีใต้: หุ้นโซลปิดบวกเล็กน้อย วิตกราคาน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจ   ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในวันนี้ เ…
14:59 (เพิ่มเติม) ส.อ.ท.เผยยอดส่งออกรถยนต์ ส.ค.62 ลดลง 20.45% มาที่ 81,549 คัน   นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอ…
14:59 (เพิ่มเติม) ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ส.ค.ที่ 92.8 จาก 93.5 ใน ก.ค. ต่ำสุดรอบ 10 เดือน   นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่…
14:56 TQM ปรับเป้ายอดขายประกันปีนี้ขึ้นเป็น 12,790 ลบ.จากเดิม 12,690 ลบ.หลังเข้าซื้อ TJN   นายอัญชลิน พรรณนิภา ประธานกรรมการ บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั…
14:54 ผู้นำสูงสุดอิหร่านปิดทางเจรจากับสหรัฐในทุกระดับ   อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยในวันนี้ว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ของอิหร่านไ…

ฟิทช์จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ของ PTTGC ที่ 'AA+(tha)’

ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562 14:54:47 น.
กรุงเทพฯ--22 ส.ค.--ฟิทช์ เรทติ้งส์

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวที่ 'AA+(tha)' ให้กับหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC (ซึ่งมีอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ 'AA+(tha)' แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ)

หุ้นกู้ดังกล่าวมีมูลค่ารวมไม่เกิน 1.0 หมื่นล้านบาท มีจำนวน 3 ชุด อายุ 5 ปี 7 ปี และ 10 ปี หุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ PTTGC เนื่องจากมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด และใช้สำหรับการลงทุน

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

ความเชื่อมโยงกับบริษัทแม่: อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ PTTGC ได้มีการพิจารณารวมถึงการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone credit profile) ของบริษัทที่ 'aa-(tha)' ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระดับปานกลางระหว่างบริษัท กับ บริษัทแม่ หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.; อันดับเครดิตที่ AAA(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น ซึ่ง PTTGC เป็นหนึ่งในผู้ดำเนินการหลักของกลุ่ม มีความสำคัญด้านกลยุทธ์อย่างมากต่อกลุ่ม ปตท. โดยรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31 ของรายได้รวมของกลุ่ม ปตท. ในขณะที่ กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของกลุ่มในปี 2561 โดยคิดเป็นร้อยละ 28 รองจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 36 ในขณะที่ PTTGC มีความสำคัญด้านกลยุทธ์ต่อธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น ของกลุ่ม ปตท. เนื่องจากเป็นผู้รับซื้อวัตถุดิบที่เป็นผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรายใหญ่ของ ปตท. และ เป็นบริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของ ปตท.

กำไรที่คาดว่าจะลดลงในปี 2562: ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของ PTTGC จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทในปี 2562 จาก 5.7 หมื่นล้านบาทในปี 2561 เนื่องจากการปรับตัวลดลงของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภันฑ์ปิโตรเคมี และค่าการกลั่น นอกนี้ปริมาณการขายอาจลดลงจากแผนการหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษา ของ Aromatics Complex I และ โรงกลั่น ในช่วงเวลาดังกล่าว

เงินลงทุนที่สูง: ฟิทช์คาดว่ากระแสเงินสดสุทธิของ PTTGC จะติดลบในปี 2562 เนื่องจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไม่น่าจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน และการจ่ายเงินปันผล ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2562 จาก 3.3 หมื่นล้านบาทในปี 2561 เพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการ propylene oxide และ polyol และโครงการ olefins reconfiguration project (ORP) อัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินจากการดำเนินงาน (FFO-adjusted net leverage) น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.5-1.6 เท่าในปี 2562 จาก 0.9 เท่าในปี 2561 ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0.6-1.1 เท่าในปี 2563 และ 2564 เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนลดลงหลังจากการก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ

กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นช่วยผลักดันการเติบโต: ปริมาณการขายของ PTTGC น่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่ที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้เริ่มดำเนินการผลิตของโครงการผลิต liner low density polyethylene และ hexane-1 ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันที่ 434,000 ตันต่อปี ในไตรมาสแรกของปี 2561 และโครงการ Methyl Ester 2 ซึ่งมีกำลังการผลิต 200,000 ตันต่อปี ในไตรมาสแรกของปี 2562 ในขณะที่โครงการ propylene oxide และ polyol และโครงการ ORP ซึ่งจะเริ่มดำเนินการผลิตในปี 2563 จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทในช่วงดังกล่าว

การผลิตที่ครบวงจรและต้นทุนการผลิตที่ต่ำ: PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูง ส่งผลให้บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มากกว่า และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีและน้ำมันอื่นๆ ในประเทศ นอกเหนือจากนี้ PTTGC ยังมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตเนื่องจากวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตโอเลฟินส์ คือก๊าซธรรมชาติซึ่งจัดหาได้จากภายในประเทศ และบริษัทยังได้รับประโยชน์จากการที่มีสัญญาการจัดหาวัตถุดิบระยะยาวกับบริษัทแม่ หรือ ปตท. ซึ่งช่วยลดความผันผวนของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบได้

ความผันผวนตามวัฏจักรของธุรกิจ: อันดับเครดิตของบริษัทถูกลดทอนจากความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ตามวัฎจักรของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ความผันผวนของอัตราส่วนกำไรของผลิตภัณฑ์ ค่าการกลั่น ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อกำไรและกระแสเงินสดของบริษัท นอกจากนี้ PTTGC ยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบน้อยแหล่ง เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่มาจาก บมจ. ปตท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท อย่างไรก็ตามความเสี่ยงจากการที่บริษัท รับวัตถุดิบส่วนใหญ่จาก ปตท. ได้ถูกบรรเทาลงจากการที่ ปตท. มีอันดับเครดิตที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในประเทศไทย

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ PTTGC ได้มีการพิจารณารวมถึงการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone credit profile) ของบริษัท ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระดับปานกลางระหว่างบริษัท กับ ปตท. โดย PTTGC เป็นบริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม ปตท. และเป็นตัวจักรสำคัญในการขยายธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. โดยเห็นได้จากการที่ ปตท. ได้โอนธุรกิจปิโตรเคมีให้กับ PTTGC ในปี 2560 นอกจากนี้ PTTGC ยังได้รับผลประโยชน์จากสัญญาการจัดหาก๊าซธรรมชาติกับ ปตท. ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิต และสัญญาการซื้อขายผลิตภัณฑ์กับ ปตท. ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบได้

สถานะทางเครดิตโดยลำพัง (Standalone credit profile) ของ PTTGC ที่ 'aa-(tha)' สะท้อนถึงขนาดธุรกิจและการผลิตปิโตรเคมีที่ใหญ่ของบริษัท รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ต่ำ เนื่องจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี สถานะทางธุรกิจของ PTTGC แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทในธุรกิจการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีในประเทศไทยที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต และมีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่งดังกล่าว PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า มีการผลิตปิโตรเคมีที่มากกว่า และมีอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่า บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP (อันดับเครดิตที่ 'AA(tha)' แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ; สถานะเครดิตโดยลำพังที่ 'a+(tha)') PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีการกระจายตัวของธุรกิจปิโตรเคมีที่มากกว่า บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC (อันดับเครดิตที่ 'A- (tha)' แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ; สถานะทางเครดิตโดยลำพังที่ bbb+(tha)) นอกจากนี้ บริษัทยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าและมีอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่ามาก

สมมุติฐานที่สำคัญ:

­          ราคาน้ำมันดิบ (เบรนท์) ที่ราคา 65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2562, 62.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2563, 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2564 และ 57.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2565 เป็นต้นไป โดยมีการปรับปรุงด้วยส่วนต่างราคาน้ำมันตามการซื้อน้ำมันดิบของ PTTGC;

­          ค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลงในปี 2562

­          กำไรของธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2562 และค่อนข้างทรงตัวหลังจากนั้น

­          กำไรของธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์โอเลฟินส์ ปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2562 และค่อยๆปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง จากนั้น

­          ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจำนวน 1.07 แสนล้านบาท ในปี 2562-2566 ทั้งนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายลงทุนที่อยู่ในแผนและค่าใช้จ่ายเพื่อการบำรุงรักษา

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยบวก:

­           ระดับความสัมพันธ์ในด้านการดำเนินงาน และความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัท กับ ปตท. ที่เพิ่มสูงขึ้น

­           การเพิ่มสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัท ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสองถึงสามปีข้างหน้า เนื่องจากธุรกิจของบริษัทที่ยังเล็กกว่าเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในต่างประเทศ และการที่บริษัทมีรายได้ส่วนใหญ่ที่มาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีประเภท Commodity ที่มีความผันผวนสูง

ปัจจัยลบ:

­          FFO-adjusted net leverage ที่สูงกว่า 2.0 เท่าอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนที่ใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือ ค่าการกลั่นและส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับราคาวัตถุดิบที่อยู่ในระดับต่ำ

­          ระดับความสัมพันธ์ในด้านการดำเนินงาน และความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทฯ กับ ปตท. ที่ลดน้อยลง

สภาพคล่อง

สภาพคล่องที่แข็งแกร่ง: PTTGC มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 5.2 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 ซึ่งมากเพียงพอที่จะรองรับหนี้สินจำนวน 8.3 พันล้านบาทที่จะครบกำหนดในปี 2562 และกระแสเงินสดสุทธิที่เป็นลบในปี 2562 หนี้ที่จะครบกำหนดชำระในแต่ละปีของ PTTGC ในช่วงสามปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้น โดยมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระก้อนใหญ่ในปี 2564-2565 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นกู้สกุลเงินบาท จำนวนรวม สองหมื่นล้านบาท และ หุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ จะครบกำหนดชำระ นอกจากนี้สภาพคล่องโดยรวมของบริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการระดมทุนผ่านตลาดทุนจากอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง