JKN เสริมฐานทุนออกหุ้นกู้แปลงสภาพ 1,200 ล้านให้ Morgan Stanley ย้ำชัดนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นแผนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน กางแผนลุยตลาดต่างประเทศสยายปีกสู่การเป็นผู้นำคอนเทนต์เอเชีย

ข่าวเศรษฐกิจ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 14:59 น. —ThaiPR.net

JKN เสริมฐานทุนออกหุ้นกู้แปลงสภาพ 1,200 ล้านให้ Morgan Stanley ย้ำชัดนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นแผนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน กางแผนลุยตลาดต่างประเทศสยายปีกสู่การเป็นผู้นำคอนเทนต์เอเชีย

'บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย หรือ JKN ปรับโครงสร้างบริหารพอร์ตรายได้ในประเทศ – ต่างประเทศ และรายได้จากการขายสื่อ ในสัดส่วน 60:30:10 เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน พร้อมใช้เครื่องมือทางการเงิน โดยออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี มูลค่า 1,200 ล้านบาท ให้แก่กองทุน North Haven Thai Private Equity ("NHTPE") ในกลุ่ม Morgan Stanley บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการทางการเงินระดับโลก ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน กำหนดใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นทุนในราคา 8 บาทต่อหุ้น ขณะที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปีนี้ ทำรายได้รวม 1,287 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 203 ล้านบาท

คุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะบาลานซ์พอร์ตรายได้ที่เหมาะสมและวางแผนการทำตลาดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางดำเนินงานนั้น ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายตลาดต่างประเทศที่เป็น Blue Ocean จากการทำตลาดและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ซีรีส์อินเดีย ฟิลิปปินส์ และคอนเทนต์ละครไทยจากช่อง 3 ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาและเวียดนาม) ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก รวมถึงขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง ยุโรปและละตินอเมริกา

ขณะที่คอนเทนต์ละครไทยจากช่อง 3 นั้น บริษัทฯ จะมุ่งเจาะตลาดเพิ่มเติม หลังจากประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่ประเทศเกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ภายใต้แนวคิด ซูเปอร์สตาร์มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งถือเป็นโมเดลการทำตลาดที่ช่วยสร้างกระแสความน่าสนใจให้แก่กลุ่มผู้ชมได้ทั่วโลก ส่งผลดีต่อภาพรวมสัดส่วนรายได้ของตลาดต่างประเทศเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนตลาดในประเทศนั้น บริษัทฯ จะจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ซีรี่ส์อินเดีย ฟิลิปปินส์ และสารคดีชั้นนำจากต่างประเทศให้แก่สถานีทีวีดิจิทัล ที่ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพื่อนำไปออกอากาศมากกว่าจะลงทุนผลิตคอนเทนต์เอง จึงเป็นโอกาสของ JKN ที่จะผลักดันยอดขายคอนเทนต์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการขายโฆษณา การผลิตรายการข่าวเศรษฐกิจการเงินและการลงทุนภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC ที่ออกอากาศทุกแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และสถานีทีวีดิจิทัลเพิ่มเติม ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากการขายโฆษณาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

"ในปี 2563 ศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ JKN จะแข็งแกร่งมากขึ้น จากแผนงานทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ บริษัทฯ จึงปรับโครงสร้างการบริหารงานและสัดส่วนรายได้ให้เอื้อต่อการเติบโตย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะบาลานซ์พอร์ตรายได้ที่กระจายความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีสัดส่วนรายได้ในประเทศ 60% ต่างประเทศ 30% และรายได้จากการขายสื่อ 10%" คุณจักรพงษ์ กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JKN กล่าวว่า บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับแผนรุกขยายธุรกิจและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ล่าสุดได้ออกหุ้นกู้แปลงสภาพ อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ให้แก่กองทุน North Haven Thai Private Equity ในกลุ่ม Morgan Stanley บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการทางการเงินระดับโลก เพื่อนำเงินจากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ ไปลดต้นทุนทางการเงินที่จะเอื้อต่อการความสามารถทำกำไรที่ดีขึ้น

โดยกองทุนฯ ดังกล่าวจะได้รับสิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นทุน เมื่อครบกำหนด ในราคา 8 บาทต่อหุ้น ซึ่ง JKN จะออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 150 ล้านหุ้น ที่ราคาพาร์ 0.50 บาทต่อหุ้นไว้รองรับ โดยจะจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 17 เดือน ธันวาคม 2562 ที่โรงแรม รอยัล ซิตี้ เพื่อขออนุมัติผู้ถือหุ้นต่อไป

ทั้งนี้ การที่กองทุน North Heaven Thai Private Equity ในกลุ่ม Morgan Stanley บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการทางการเงินระดับโลก ให้ความสนใจลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัทฯ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในทิศทางการดำเนินงานและการเติบโตที่ดีของ JKN จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์อันดับ 1 ในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำตลาดและมีความเข้าใจในพฤติกรรมผู้ชมในภูมิภาคนี้เป็นอย่างดี

ส่วนผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2562) บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนรายได้มากกว่า 90% มาจากการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่มีอัตราการเติบโต 31% คิดเป็น 296 ล้านบาท แบ่งเป็นการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์แก่ลูกค้าภายในประเทศจำนวน 863 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% และเป็นลูกค้าต่างประเทศ จำนวน 402 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 127% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิรวม 203 ล้านบาท เติบโต 11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ