เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรจากฟอร์ด ออกแบบเพื่อพิชิตทุกเส้นทางสุดท้าทาย

ข่าวยานยนต์ Thursday July 22, 2021 15:59 —ThaiPR.net

เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรจากฟอร์ด ออกแบบเพื่อพิชิตทุกเส้นทางสุดท้าทาย

แต่ก่อนเมื่อพูดถึงรถกระบะ สมรรถนะและความทนทานคือซึ่งที่ผู้บริโภคมักมองหาเป็นสิ่งแรก แต่ปัจจุบัน สิ่งที่ผู้ซื้อรถและนักขับสายออฟโร้ดต้องการยังรวมถึงอัตราการประหยัดน้ำมันด้วย เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ และสำหรับฟอร์ด การผสมผสานเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร เข้ากับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือความลงตัวของสมรรถนะ ความทนทาน และการประหยัดน้ำมันในแบบที่ผู้ขับขี่ในวันนี้ต้องการ

เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ของฟอร์ดประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 ตัว ตัวเล็กหนึ่งและตัวใหญ่หนึ่ง เมื่อขับที่รอบเครื่องต่ำ เทอร์โบทั้งสองจะทำงานแบบต่อเนื่องและสอดประสานกัน เพื่อเพิ่มแรงบิดและการตอบสนองของเครื่องยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อความเร็วรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น เทอร์โบแรงดันต่ำที่มีขนาดใหญ่กว่าจะเข้ามาทำงานแทนเทอร์โบแรงดันสูงทั้งหมด ทำให้รถมีพละกำลังมากขึ้น

ฟอร์ดนำเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบมาใช้ครั้งแรกในรถกระบะสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2561 เมื่อจับคู่กับระบบเกียรค์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำเพียง 1750 รอบต่อนาที นี่จึงเป็นระบบส่งกำลังที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยนำมาใช้ในรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รวมถึงรถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รวมถึงรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ X รุ่นล่าสุดที่ฟอร์ดเพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อตอนต้นเดือนกรกฎาคม

นอกจากพละกำลังแรงแล้ว ความทนทานในการใช้งานยังสำคัญไม่แพ้กัน เครื่องยนต์แบบเทอร์โบคู่ของฟอร์ด ได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้สุดโหดมาตั้งแต่แรก โดยวิศวกรของฟอร์ดได้ทดสอบเครื่องยนต์เทอร์โบคู่นี้เป็นระยะทางรวมถึง 5.5 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับการขับรถจากพื้นโลกไปยังดวงจันทร์ถึง 14 รอบ ฟอร์ดยังนำระบบคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านวิศวกรรมมาใช้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนา และวิเคราะห์เครื่องยนต์อย่างละเอียดทั้งจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการและบนสนามทดสอบรถยนต์ของฟอร์ดทั่วโลก

หนึ่งตัวอย่างของการทดสอบสุดโหดคือการทดสอบการต้านทานต่อความร้อน ด้วยการเพิ่มความร้อนให้เทอร์โบทั้งคู่จนถึงระดับร้อนจัดเป็นเวลาต่อเนื่อง 200 ชั่วโมง ชิ้นส่วนของเทอร์โบและท่อร่วมไอเสียทำจากโลหะผสมคุณภาพเยี่ยม ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกันกับที่ใช้ในเครื่องยนต์ของจรวด ได้รับการออกแบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดที่อุณหภูมิสูงถึง 860 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าการใช้งานจริงอย่างมาก โดยมีน้ำช่วยระบายความร้อนตลับลูกปืนเทอร์โบและเทอร์โบแรงดันต่ำขนาดใหญ่เพื่อลดอุณหภูมิและปกป้องชิ้นส่วนต่างๆ

แล้วเพราะอะไรฟอร์ดถึงเลือกออกแบบเครื่องยนต์แบบเทอร์โบคู่? คำตอบง่ายๆ คือ การทำงานเป็นชุดของเทอร์โบขนาดต่างกันสองตัว ทำให้ได้แรงดันเทอร์โบเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ส่งผลให้ได้สมรรถนะที่ดีทั้งในความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็มอบอัตราการประหยัดน้ำมันและความรู้สึกในการขับขี่ที่ดี การใช้งานเทอร์โบคู่จึงเป็นการลดขนาดของเครื่องยนต์ลงโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการใช้งาน

เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ของฟอร์ดยังได้รับการพัฒนาให้ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ผ่านบททดสอบสุดหฤโหดมาไม่น้อยกว่ากัน ด้วยการทดสอบความทนทานในการขับขี่ระยะทางรวมกว่า 6 ล้านกิโลเมตร ผ่านการประเมินโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยงานวิศวกรรมกว่า 800 รูปแบบ เพื่อให้มั่นใจในความแข็งแกร่งและความทนทาน ตลอดจนผ่านการทดสอบบนไดนาโมมิเตอร์และการทดสอบอีกหลายรูปแบบ

ระบบควบคุมการทำงานของระบบส่งกำลังแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับเกียร์นี้มีอัลกอริธึมควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้มั่นใจได้ว่ารถจะอยู่ในเกียร์ที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมเสมอ

อัตราทดของเกียร์ 10 สปีด ที่มีช่วงทดชิดกันช่วยให้ส่งกำลังได้สม่ำเสมอ การเว้นระยะระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ให้น้อยที่สุดทำให้จังหวะเร่งความเร็วเป็นไปได้อย่างราบรื่น ตอบสนองต่อการเร่ง ไม่ว่าคุณจะอยู่บนทางหลวง ขับขึ้นทางสูงชัน หรือลากจูง ช่องว่างระหว่างช่วงทดที่น้อยลงยังช่วยให้รถมีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมที่รอบต่ำ

การออกแบบ พัฒนา และทดสอบเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์, ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบสนองทุกรูปการใช้งาน ไม่ว่าคุณจะอยู่บนถนนเส้นทางวิบาก ลากจูงรถพ่วง หรือการใช้งานในเมือง

อีกสิ่งที่โดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือ ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำสุดถึง 6.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยของรถ นั่นหมายความว่า นอกจากคุณจะได้เครื่องยนต์ที่แข็งแกร่งและทนทานแล้ว ยังได้รถคู่ใจที่พร้อมลุยไปทุกที่กับคุณแบบสบายกระเป๋าด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ