ฟิทช์ปรับแนวโน้มเครดิต เอสซีจี เคมิคอลส์ เป็นลบ คงอันดับเครดิตที่ 'A+(tha)'

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday June 17, 2022 11:33 —ThaiPR.net

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด หรือ SCGC เป็นลบจากมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตภายในประเทศ ระยะยาว(National Long-Term Rating) ที่ 'A+(tha)' ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของโครงการหุ้นกู้ระยะกลาง (Medium-Term Note Program หรือ MTN) ของ SCGC ซึ่งเป็นโครงการหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ มูลค่ารวมไม่เกินหนึ่งแสนล้านบาท ที่ระดับ 'A+(tha)'

การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ SCGC เป็นไปตามการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทแม่ ซึ่งได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เป็นลบ จากมีเสถียรภาพ และการประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของ SCC ที่ 'A+(tha)' โดยอันดับเครดิตของ SCGC อยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของบริษัทแม่ที่มีสถานะทางเครดิตที่แข็งแกร่งกว่า ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทย่อย (Parent and Subsidiary Rating Linkage Criteria) แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ สะท้อนถึงความท้าทายที่ SCC ต้องเผชิญในการลดอัตราส่วนหนี้สินในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

ฟิทช์พิจารณาให้สถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของ SCGC อยู่ที่ 'a-(tha)' ซึ่งถูกจำกัดจากอัตราส่วนหนี้สิน ของบริษัทฯ ที่ฟิทช์คาดว่าจะสูงขึ้นในปี 2565-2566 จากแผนการลงทุนขนาดใหญ่ โดยปัจจัยดังกล่าวได้ถูกชดเชยด้วยสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

ความไม่แน่นอนในการลดลงของอัตราส่วนหนี้สินของ SCC - ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (Net Debt/ EBITDA) ของ SCC จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.5-5.0 เท่า ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากแผนการใช้จ่ายลงทุนขนาดใหญ่ งบประมาณรวมทั้งสิ้น 8.5 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนสำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีในโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ที่จะเริ่มสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2566 ภาวะเงินเฟ้อสูงสร้างความไม่แน่นอนให้กับระยะเวลาที่บริษัทฯ จะสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินให้ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม การฟื้นตัวของธุรกิจหรือกระแสเงินสดที่ได้รับจากโครงการ LSP ที่ต่ำกว่าที่คาด รวมถึงค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงกว่าที่คาดหากไม่มีการเพิ่มทุน อาจส่งผลกระทบทางลบต่ออันดับเครดิตได้

ความสัมพันธ์เชิงกฎหมายในระดับปานกลาง - ฟิทช์พิจารณาแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากความสัมพันธ์เชิงกฎหมายจาก SCC ต่อ SCGC อยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจาก SCC ได้ให้การค้ำประกันในลักษณะไม่มีเงื่อนไข และไม่สามารถยกเลิกได้แก่วงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินจำนวน 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีในโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนามของ SCGP ซึ่งฟิทช์คาดว่าจำนวนหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามการเบิกใช้วงเงินตามความคืบหน้าของการก่อสร้างโรงงานจนถึงปี 2566 ที่เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ของหนี้ทั้งหมดของ SCGC และลดลงตามการผ่อนชำระมาอยู่ในระดับร้อยละ 20-50 ในปีต่อๆ ไป

ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ในระดับสูง - ฟิทช์พิจารณาแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่จาก SCC ต่อ SCGC อยู่ในระดับสูง เนื่องจาก สัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCGC ต่อ EBITDA รวมของ SCC อยู่ในระดับที่สูงประมาณร้อยละ 40-50 กลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้าง EBITDA มากที่สุดในสามกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่ม โดยกลุ่มธุรกิจอื่นของกลุ่มได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (ร้อยละ 25-35 ของ EBITDA ของ SCC) และธุรกิจแพคเกจจิ้ง (ร้อยละ 20-30 ของ EBITDA ของ SCC) นอกจากนี้ ในปัจจุบัน สินทรัพย์ถาวรของ SCGC ยังมีสัดส่วนสูงที่สุดในสินทรัพย์ถาวรรวมของกลุ่ม และสัดส่วนดังกล่าวน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการลงทุนในโครงการ LSP

ความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานในระดับปานกลาง - ฟิทช์พิจารณาว่าแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากโครงสร้างการบริหารและการใช้แบรนด์สินค้าร่วมกัน (Management and Brand Overlap) จาก SCC ต่อ SCGC อยู่ในระดับสูง โดย SCC มีบทบาทในการกำหนดและประสานการบริหารในบริษัทย่อยหลักๆ รวมถึง SCGC ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่ม และมีการใช้แบรนด์ของกลุ่มร่วมกันในนาม "SCG" ในทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง, เคมิคอลส์, และธุรกิจแพคเกจ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์พิจารณาว่าความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงาน (Operational Synergies) ระหว่าง SCC และ SCGC อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากธุรกิจหลักในกลุ่มของ SCC เป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ประโยชน์ในด้านการลดต้นทุนการดำเนินงานที่บริษัทแม่ได้รับจากบริษัทย่อยมีไม่มากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยลดทอนความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานโดยรวม

แผนการ IPO ไม่มีผลต่อความสัมพันธ์กับบริษัทแม่ - SCC ได้มีการยื่นคำขอเพิ่มทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก SCGC ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อเดือนเมษายน 2565 โดยวางแผนว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565 ฟิทช์ไม่คาดว่าความสัมพันธ์ระหว่าง SCC และ SCGC จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหากการ IPO ดำเนินการแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม เงินที่จะได้รับจากการ IPO อาจเป็นปัจจัยบวกต่อสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC และสถานะทางการเงินของ SCC หากมีการนำเงินดังกล่าวไปใช้สำหรับชำระคืนหนี้ และทำให้อัตราส่วนหนี้สินของ SCGC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ไม่ได้รวมเงินที่อาจจะได้รับจากการการเพิ่มทุนเข้ามาในประมาณการ เนื่องจากการดำเนินการตามแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนที่มีความไม่แน่นอน

สถานะเครดิตโดยลำพังถูกจำกัดจากอัตราส่วนหนี้สินที่สูง - ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO net leverage) ของ SCGC จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 7.0 เท่า ณ สิ้นปี 2565 (ณ สิ้นเดือนมีนาคม ปี 2565 อยู่ที่ 5.1 เท่า, ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 3.8 เท่า) จากค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงในขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์เคมิคอลส์ยังคงอ่อนแอ แผนค่าใช้จ่ายลงทุนในโครงการ LSP คงเหลือประมาณ 5.0 หมื่นล้านบาทสำหรับการลงทุนในปี 2565-2566 ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.0 เท่า ณ สิ้นปี 2566 เมื่อโครงการ LSP เริ่มเปิดดำเนินการ และ SCGC ไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่

กำไรที่ลดลง - ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCGC น่าจะรุนแรงกว่าที่ฟิทช์เคยคาด ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของ SCGC จะลดลงประมาณร้อยละ 40 มาอยู่ในระดับ 2.0 หมื่นล้านบาท ในปี 2565 (ปี 2564 อยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท) และมีอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้ (EBITDA Margin) ที่ประมาณร้อยละ 7 (ไตรมาส 1 ปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 4.6, ปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 14.1)

ฟิทช์คาดว่าภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะฟื้นตัวขึ้นจากความต้องการซื้อสินค้าที่มากขึ้นและข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าที่ผ่อนคลายลงในปี 2566 ประกอบกับกำไรส่วนเพิ่มที่ได้รับจากโครงการ LSP จะสนับสนุนให้ EBITDA ของ SCGC เติบโตในอัตราร้อยละประมาณ 50 มาอยู่ที่ระดับ 3.0 หมื่นล้านบาท ในปี 2566

สถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง - สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ได้รับการสนับสนุนจากสถานะความเป็นผู้นำตลาดทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย SCGC มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มสินค้าโพลีโอเลฟินส์และใหญ่ที่สุดในกลุ่มสินค้าพีวีซี (คำนวณตามสัดส่วนการถือหุ้น) ในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน ฟิทช์คาดว่าสถานะทางการตลาดของ SCGC จะแข็งแกร่งขึ้นในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า จากโครงการ LSP ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตโพลีโอเลฟินส์ให้กับบริษัทฯ ประมาณร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้ SCGC มีสถานะเป็นผู้ผลิตโพลีโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อโครงการแล้วเสร็จตามคาดในปี 2566

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

SCGC ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของบริษัทแม่ สะท้อนถึงแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากบริษัทแม่จากความสัมพันธ์เชิงกฎหมาย (Legal Incentive) ในระดับปานกลาง, ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Incentive) ในระดับสูง และความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงาน (Operational Incentive) ในระดับปานกลาง ในขณะที่สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ที่ a-(tha) สะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในอาเซียนในธุรกิจโพลีโอเลฟินส์และพีวีซี สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ถูกจำกัดจากการที่บริษัทอยู่ในช่วงขยายการลงทุน ซึ่งทำให้มีแรงกดดันต่ออัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ ในช่วงสองปีข้างหน้า

ฟิทช์พิจารณาเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง SCC กับ SCGC อยู่ในระดับสูงกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง SCC กับบริษัทย่อยอีกบริษัทหนึ่ง ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP, 'A+(tha)', แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง a(tha)) เนื่องจาก SCGC มีความสัมพันธ์ในเชิงกฎหมายกับบริษัทแม่อยู่ในระดับสูงกว่า จากการที่บริษัทแม่มีการค้ำประกันหนี้ของ SCGC ประมาณร้อยละ 50 ของหนี้สินทั้งหมดของ SCGC ในขณะที่บริษัทแม่ไม่มีการค้ำประกันหนี้ใดของ SCGP นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ในเชิงกลยุทธ์ของ SCGC ที่มีต่อบริษัทแม่อยู่ในระดับสูงกว่าเช่นกัน จากสัดส่วน EBITDA ของ SCGC ต่อ EBITDA รวมของกลุ่มและสัดส่วนการลงทุนของ SCGC ต่อการลงทุนรวมของกลุ่มที่อยู่ระดับที่สูงกว่าสัดส่วนดังกล่าวของ SCGP เป็นอย่างมาก

สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC อยู่ในระดับต่ำกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC, 'AA+(tha)', แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง aa-(tha)) ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันที่ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดย PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า รวมทั้งมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า SCGC

สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC อยู่ในระดับเดียวกันกับสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP, 'A+(tha)', แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง a-(tha)) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีกระบวนการกลั่นน้ำมันที่มีความคอมเพล็กซ์มากที่สุดในประเทศไทย ทั้งสองบริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับเดียวกันในธุรกิจของตนเอง SCGC มีความสามารถในการสร้าง EBITDA ที่สูงกว่า เนื่องจาก TOP ต้องเผชิญกับความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นที่มีอัตรากำไรที่ต่ำกว่า ทั้ง SCGC และ TOP ต่างอยู่ในช่วงที่มีการลงทุนสูง ซึ่งทำให้อัตราส่วนหนี้สินอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม TOP มีความเสี่ยงในการลดอัตราส่วนหนี้สินลงมาในช่วงอนาคตอันใกล้ ซึ่งสะท้อนจากแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ

สมมุติฐานที่สำคัญ
สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

  • รายได้เติบโตในอัตราร้อยละ 20 ในปี 2565 (สามเดือนแรกของปี 2565 อัตราการเติบโตร้อยละ 34 และปี 2564 อัตราการเติบโตร้อยละ 62) เป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาขายสินค้า การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายสินค้า และอัตราการเติบโตสูงขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในปี 2566 เมื่อโครงการ LSP เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์
  • EBITDA Margin อยู่ที่ระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 6-7 ในปี 2565 (สามเดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 4.6 และปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 14.1) จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่อ่อนแอ
  • ค่าใช้จ่ายลงทุน ประมาณ 6.3 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2565-2566

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยบวก:

  • แนวโน้มอันดับเครดิตอาจกลับมามีเสถียรภาพหากแนวโน้มอันดับเครดิตของ SCC กลับมามีเสถียรภาพ โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่าง SCGC และ SCC ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ปัจจัยลบ:

  • การปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCC
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง SCGC และ SCC ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับอันดับเครดิตของ SCC ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคตได้แสดงในรายงานอันดับเครดิตของฟิทช์ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 ดังนี้
ปัจจัยบวก:

  • แนวโน้มอันดับเครดิตอาจกลับมามีเสถียรภาพได้หาก Net Debt/EBITDA ของ SCC ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 3.5 เท่า ได้ภายในปี 2566 โดยอาจเกิดจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สูงกว่าที่คาด หรือกระแสเงินสดจากการเพิ่มทุน

ปัจจัยลบ:

  • Net Debt/ EBITDA อยู่ในระดับสูงกว่า 3.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง

สภาพคล่อง
สภาพคล่องที่เพียงพอ: SCGC มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2566 จำนวน 8.0 หมื่นล้านบาท ร้อยละ 55 ของจำนวนนี้เป็นเงินกู้ยืมระหว่างกันจากบริษัทแม่ซึ่งมีลักษณะเป็นวงเงินหมุนเวียน สภาพคล่องของ SCGC ได้รับการสนับสนุนจาก SCC ภายใต้ระบบบริหารการเงินแบบรวมศูนย์ที่บริษัทแม่ ในขณะที่แหล่งเงินทุนที่ใช้สำหรับโครงการ LSP ในช่วงสองปีข้างหน้ามาจากวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่ง นอกจากนี้ สภาพคล่องของ SCGC ยังได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานประมาณ 2.0-3.0 หมื่นล้านบาทต่อปี

ข้อมูลบริษัท
SCGC เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย SCC และและเป็นบริษัทหลักของกลุ่ม SCC ในการดำเนินธุรกิจเคมิคอลส์ ซึ่งกลุ่ม SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย SCGC เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นปลายที่ใหญ่ป็นอันดับสองในประเทศไทยและอาเซียน สำหรับกลุ่มสินค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ โพลีโอเลฟินส์และพีวีซี

อันดับเครดิตที่เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตอื่น
อันดับเครดิตของ SCGC เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตของ SCC


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ