Interview: “ต้อม-ยุทธเลิศ สิปปภาค” กลับมาปล่อยของ สยองนองเลือดอีกครั้ง ใน บุปผาราตรี 3

ข่าวบันเทิง Thursday March 12, 2009 17:24 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--12 มี.ค.--สหมงคลฟิล์ม เคยสร้างความหวาดผวาขนหัวลุกทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้วถึง 2 ภาคใน “บุปผาราตรี” (2546) และ “บุปผาราตรี เฟส 2” (2548) หลังจากห่างหายไปนานถึง 4 ปี มาปีนี้ผู้กำกับมากฝีมือ “ยุทธเลิศ สิปปภาค” ขอกลับมาปล่อยของสยองขวัญสั่นประสาทอีกครั้งในฉบับไตรภาคกับ “บุปผาราตรี 3” ที่จะทำให้คุณกรี๊ดลั่นโรง 9 เม.ย. นี้ แน่นอน เรื่องราวต่อยอดความสยอง คือเราไม่ต้องพูดถึงเรื่องย่อได้มั้ย อย่าไปสนใจเรื่องย่อมาก เพราะไม่งั้นมันจะดูหนังไม่สนุกแล้ว เอาเป็นว่าบุปผาราตรีภาค 3 มันยังคงเป็นภาคต่อเนื่องมาจากภาค 1 และ 2 แต่ว่าภาค 3 เนี่ย มันเหมือนกับ 10 ปีผ่านไปหลังจากบุปผาถูกเผา เรื่องมันเริ่มขึ้นที่ 10 ปีต่อมา พอบุปผาถูกเผาก็ไปเกิดเลย มันจะเป็นการที่ชีวิตบุปผาไปเกิดใหม่ แต่ก็ยังต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้บุปผาต้องมาวนเวียนอยู่ในที่เดิมๆ อย่างออสการ์อพาร์ตเม้นต์อยู่ดี ความแตกต่างจาก 2 ภาคแรก คือภาค 1 มันจะเป็นมู้ดความรักเศร้าๆ ของบุปผาในประสบการณ์ที่เจอะเจอมา พอมาภาค 2 ก็ยังเจอกับความรักที่ไม่แน่ใจ ไม่แน่นอน ความรักที่ไม่มั่นคงของผู้ชายที่ตัวเองรัก มาถึงภาค 3 นี้ความรักของบุปผาเริ่มไม่มีเหลือละ มันจะเหลือแต่ความแค้น ความโกรธเกรี้ยว อาฆาตอะไรพวกนี้ นั่นมันจะทำให้บุปผาภาค 3 เนี่ย เป็นบุปผาที่ค่อนข้างจะโหดขึ้น น่ากลัวขึ้น มันจะเป็นครั้งแรกที่บุปผาจะฆ่าคน ปกติจะไม่ฆ่าใคร แค่หลอกให้กลัวเฉยๆ แต่ครั้งนี้เอาถึงตายเลย คือฆ่าไม่เหลือหน้าเลย ไม่เลือกว่าคนนั้นจะเป็นใคร แม้กระทั่งมาริโอ้เองก็ด้วยครับ (หัวเราะ) ทำไมถึงเลือกมาริโอ้ให้มาเห็นผี ต้องมาโดนมีดฟัน เปลี่ยนลุคมาริโอ้ไปเลย คือ อย่างแรกที่เลือกมาริโอ้เนี่ยนะครับ ก็เพราะลักษณะการแสดงแบบน้อยๆ ของเค้า เล่นน้อยๆ พูดน้อยๆ เราชอบลักษณะการแสดงแบบนี้อยู่แล้ว และมันก็ไปตรงกับสิ่งที่เราเขียนมา คือในบทเนี่ยไอ้เด็กคนหนึ่ง เด็กคนนี้จะเป็นเด็กที่บุปผาเคยสอนพิเศษให้หลังเลิกเรียน คือเค้าก็จะต่างกันเป็น 10 ปี เด็กมันก็จะแก่แดดหน่อย แอบหลงรักพี่บุปผา แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งผ่านไปเป็น 10 ปี เด็กคนนี้ก็โตมาเป็นมาริโอ้ แล้วก็ดันย้ายมาอยู่ที่ออสการ์อพาร์ตเม้นต์จนมาเจอบุปผา ถึงมันจะมองเห็นผีได้ แต่มันก็ไม่รู้นะว่าบุปผากลายเป็นผีไปแล้ว ก็จะมาสารภาพรักกับบุปผา หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวเยอะแยะเกิดขึ้น ซึ่งมาริโอ้เนี่ย คือเรามองหานักแสดงวัยรุ่นที่มีอายุเท่านี้ มีศักยภาพทางการแสดงแล้วเนี่ย มาริโอ้มันเหมาะที่สุด ก็เลยเลือกมาริโอ้ แล้วมันก็คงเป็นความซวยของมาริโอ้ด้วย คือเราก็ไม่ได้บอกว่าโอ้ต้องโดนอะไรบ้าง แล้วสุดท้ายมาริโอ้ก็ต้องโดนฟัน (หัวเราะ) ไม่รู้จะพูดยังไง รู้แต่โดนฟันเละเลยครับ (หัวเราะ) ความเปลี่ยนแปลงของผีสาวตัวแม่อย่างบุปผาในภาคนี้ คือเวลาเกิดใหม่เนี่ย เวลากระโดดข้ามภพข้ามอะไรพวกนี้ มันก็จะมีความสับสน ความงุนงง เค้าเรียกวิกลจริต เหมือนคนวิกลจริต คนสับสน แต่พอเป็นผีสับสน มันจะน่ากลัวกว่าเดิม คือมาเกิดใหม่มันก็ยังมีความทุกข์ซ้ำซ้อน ความโกรธซ้ำซ้อน ไอ้มู้ดแบบเนี่ยทำให้บุปผามีคาแร็คเตอร์ที่ไม่น่าไว้วางใจ คือเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมาจังหวะไหน เราไม่รู้บุปผาจะคิดอะไร บางครั้งก็เป็นคนที่โกรธเกรี้ยว บางครั้งก็เป็นผีที่น่ากลัว บางครั้งก็เป็นผีขี้เล่นขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะขี้เล่นหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในมือเค้าจะมีมีดโกนอยู่ตลอด ซึ่งปกติคือถ้าเป็นภาคที่แล้วก็จะใช้เลื่อย แต่ภาคนี้เค้ามีมีดโกนหนวดติดมือไปด้วยตลอด ไอ้นี่นอกจากน่ากลัวแล้ว มันยังให้ความรู้สึกที่อันตรายตลอดเวลา สำหรับบุปผาภาคนี้ สำหรับความรู้สึกของเรา ไอ้มู้ดแบบนี้ ไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันทำให้บุปผาน่ากลัวมากกว่าภาค 1 และภาค 2 เพราะความไม่แน่นอนของอารมณ์บุปผา แต่ลุคของบุปผาในภาคนี้ก็ดูสวยขึ้นด้วย ภาคนี้บุปผาไม่ต้องการบทยาวขึ้น แต่ต้องการขนตาที่ยาวขึ้นเพียงเท่านั้นครับ (หัวเราะ) คือสิ่งที่เปลี่ยนไปของบุปผาคือ บุปผาสวยขึ้นซึ่งเราก็อยากให้ผีบุปผาเนี่ย ทำไมจะต้องน่ากลัว เฮ้ย เราทำให้ความสวยงามน่ากลัวได้มั้ย สวยซ่อนโหดอะไรอย่างนี้ แต่ทั้งหมดก็คือบุปผาจะโหดขึ้นด้วย จะเล่นของมีคม แล้วคนที่รองรับบทโหดเนี่ยคือหน้าหล่อมาริโอ้ โดนเละครับ คือใครที่หมั่นไส้ว่ามาริโอ้เนี่ยหล่อเกินไป ขอเชิญชมบุปผา 3 ครับ หน้าแหกกันกลางจอครับ (หัวเราะ) บุพเพสันนิวาสหรือบุปผาอาละวาดกันแน่ที่พลอยกับมาริโอ้มาเจอกันเป็นครั้งที่ 2 จะเรียกว่าบุพเพก็ได้ หรือบุปผาพาเฮ บุปผาพามาก็ได้ เพราะว่าผมก็เพิ่งมานึกได้ว่า เฮ้ย...เค้าก็เคยเล่นด้วยกันนี่หว่า แต่ตอนนั้นเป็นพี่น้องกัน (จากเรื่อง “รักแห่งสยาม”) แต่ช่วงนี้มันเกิดความคิดที่ว่า มันจำเป็นมั้ยที่เป็นแฟนกันต้องอายุเท่ากัน หรือผู้ชายต้องอายุมากกว่า นี่มันปีไหนแล้ว นี่มันโลกสมัยไหนแล้ว แล้วบุปผา 3 มันพูดถึง 10 ปีในอนาคตอะไรอย่างงี้ ผีแก่รักโคอ่อน (หัวเราะ) เอ้ย...ไม่ใช่ มันเป็นรักร่วมสมัย พูดถึงรักต่างวัยไม่พอ ยังเป็นรักต่างภพอีก อันนี้ก็คือแกนเรื่องของบุปผาภาค 3 คือคนกับผีจะรักกันยังไงด้วยครับ มีนักแสดงใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มสีสันฮาสยองด้วย เอ่อ...จำชื่อนักแสดงไม่ค่อยได้ด้วยสิ (หัวเราะ) มีแม่แดง ฉันทนา กิติยาพันธ์ มาเป็น “เจ๊สาม” พี่สาวเจ๊สี่ ซึ่งพอเจ๊สี่เสียชีวิต เจ๊สามก็เข้ามาจัดการออสการ์อพาร์ตเม้นต์แทน ถ้าจำได้ภาคก่อนเจ๊สี่จะเปิดศาลเจ้าพ่อเห้งเจียหลอกชาวบ้านใช่มั้ยครับ มาภาคนี้พี่สาวคือเจ๊สามเล่นเปิดบ่อนเถื่อนเลย (หัวเราะ) แล้วก็มีอีกหลายคนครับทั้งสมทบจากภาคก่อนๆ อย่าง “หมวดอังเคิล-จ่าบุญถิ่น” ก็ยังมีอยู่, “ยามอ่าง เถิดเทิง”, พี่สมเล็กที่เล่น “หมอคง” ที่เคยเป็นหมอผีปราบบุปผาในภาค 2 เนี่ย พอมาในภาค 3 คาแร็คเตอร์ก็จะเปลี่ยนไปเลย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน และก็ดารารับเชิญใหม่ๆ ฮาๆ ทั้งนั้นต้องลองดูกันครับ แล้วก็จะมีพี่หนุ่ม สันติสุข พี่หนุ่มเนี่ยคิดว่าเป็นบทที่โหดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย คราวนี้จะ เห็นสันติสุขในบท dark side ด้านมืดค่อนข้างเยอะ แต่คนอื่นที่มารับบทก็จะมีสีสันแตกต่างกันไป คือไม่รู้สึกหนักใจกับนักแสดงหน้าใหม่หรือรับเชิญอะไรเลยนะ แต่จะยินดีเลย คือรู้สึกสนุก เหมือนทุกคนดูบุปผาหมดแล้ว แล้วพอเดินเข้าเซ็ตเหมือนทุกคนรู้จักบุปผา รู้จักคาแร็คเตอร์บุปผาหมดแล้ว คือทุกคนอยากสนุก อยากให้ผีบุปผาหลอก มันเป็นมู้ดสนุกในการทำงานซึ่งก็แปลกดี นอกจากผีบุปผาแล้ว ยังมีผีเด็กมาเพิ่มความสยองด้วย คือผีเด็กเนี่ย ถ้าคนเห็นภาพเนี่ย ด้วยความที่มีผีเด็กอยู่เนี่ย ยิ่งทำให้หนังดูรุนแรง ดูหมิ่นเหม่ต่ออะไรหลายอย่างได้ แต่จุดตรงนี้ เรารู้สึกว่ามันมีผลกระทบกับคนดูได้มากที่สุด ซึ่งความรุนแรงเนี่ยเป็นสิ่งที่เราตั้งใจไปหามัน ผีเด็กก็จะเป็นตัวถ่ายทอดความรุนแรงของเด็ก ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าความรุนแรงแบบนี้เวลาที่เด็กทำมันจะเพิ่มดับเบิ้ลหรือดูน้อยลง ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ในความรู้สึกของเราคือมันน่าสนใจตรงที่เมื่อมีคนกระทำทารุณทำร้ายเด็กเนี่ย แล้ววิธีที่เด็กตอบโต้เนี่ย ตอบโต้ในระบบของผู้ใหญ่ ในความรู้สึกของเราคือ ถ้าคนดูเห็นการตอบโต้ของเด็กมันคือความสะใจ เวลาได้ตอบโต้คนเลว มันให้ผล 2 แง่มาก บางคนอาจจะดูว่า มีเด็กแล้วเบาลง แต่บางคนถ้ามองไปอีกทาง หนังรุนแรงมาก อันนี้แล้วแต่คนมองเลย เราไม่อาจไปตัดสินใจแทนได้ แต่การมีเด็กเนี่ย มันสะท้อนอะไรหลายอย่างทางสังคมชาวพุทธของเรานะ ออสการ์อพาร์ตเม้นต์เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 ของทีมงานบุปผาราตรีไปเลย ใช่ มันเหมือนบ้านหลังที่สอง เวลาเดินเข้าไป ทุกคนรู้เลยว่าจะไปตรงไหน เจ้าของเค้าก็เหมือนเค้าปิดตรงนี้ไว้รอให้เราถ่ายหนังอย่างเดียว คือตอนภาค 4 เราก็ยังนึกเลยว่าจะออกจากที่นี่หรือจะอยู่ต่อ จะให้ยังไง คือออสการ์อพาร์ตเม้นต์เป็นโลเกชั่นที่มีเสน่ห์เอามากๆ มันเหมือนสตูดิโอขนาดเล็ก แต่มีทุกอย่างอยู่ในนั้น แล้วมันก็จะทำได้เฉพาะหนังบุปผาฯ เรื่องเดียว เหมือนมีไว้สำหรับถ่ายทำบุปผาราตรีเรื่องเดียวไปซะแล้ว แต่คนที่นั่นก็จะรำคาญกันแล้ว (หัวเราะ) ก็ต้องขอโทษขอโพยกันไป การถ่ายทำก็ราบรื่น ไม่มีผีหลอกกลางกอง ไม่มี “ผีโปรโมท!!!” แน่นอนครับ (หัวเราะ) มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในออสการ์อพาร์ตเม้นต์ด้วยเหมือนกัน ก็มีเรโนเวท (Renovate) มีการปรับปรุงทาสีใหม่ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความน่ากลัวมันหายไปไหน นึกออกมั้ย คนมันยังอยู่เหมือนเดิม ชีวิตจริงก็ยังเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้ก็ยังคงสภาพนั้น แต่เปลี่ยนเป็นบ่อน เริ่มมีแบบอบายมุขมาแทน เป็นที่เตะตาตำรวจ ไอ้บ่อนเนี่ยมันก็จะดึงเอาดาราเก่าๆ ที่เล่นอยู่อย่าง หมอคง, หมวด-จ่า ขาประจำต้องกลับมาเพราะบ่อนตัวนี้ ซึ่งบ่อนนี้ก็จะมีหลายๆ เซียนพนันมาประลองฝีมือความฮากันด้วย เหมือนบุปผาราตรีจะเป็นหนังที่มีคนรอชมว่าแต่ละภาคจะมาไม้ไหนอีก เหมือนบุปผาเป็นตัวแทนที่จะคอยจัดการคนเลวๆ (หัวเราะ) คือถ้ามองว่าบุปผาเป็นฮีโร่ก็เป็นได้นะ แต่ไม่รู้ว่าถ้าเป็นฮีโร่ครั้งนี้ หลายคนคงจะมองว่าเป็นฮีโร่ที่แรงไปหรือเปล่า มันเหมือน...ก็อย่างที่ดูภาค 1 ภาค 2 ตัวละครที่ถูกกระทำจะเป็นผู้หญิง แล้วบุปผาก็จะตอบโต้ด้วยวิธีการของบุปผา ซึ่งภาค 3 นี้บุปผาก็จะมีวิธีการตอบโต้ตามประสบการณ์ ตามสัญชาตญาณ ตามสภาพแวดล้อมที่โดนมา หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งวงจรชีวิตของบุปผามันจะเป็นอย่างนี้ ความรุนแรงหรือการตอบโต้ของบุปผามันจะรุนแรงขึ้น รุนแรงขึ้น ซึ่งไม่รู้ลิมิตของบุปผา คือรุนแรงที่สุดจะอยู่ได้ด้วยเรตติ้งอะไรนะครับ (หัวเราะ) เห็นว่าต่อจากนี้ บุปผาจะเปลี่ยนผู้ชายทุกภาคเลย (หัวเราะ) คงต้องเป็นอย่างงั้นละ คือตอนแรกที่ยังไม่ได้ทำบุปผาภาค 3 ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปทางไหน พอทำภาค 3 เสร็จก็รู้แล้วว่าวงจรบุปผาจะเป็นยังไง บุปผาอาจจะต้องเจอคนใหม่ไปเรื่อยๆ แต่บางครั้งอาจกลับมาเจอคนเก่า ซึ่งมันแล้วแต่ช่วงเวรช่วงกรรมของเค้าที่ทำไว้ ซึ่งวงจรของบุปผามันก็จะเป็นแบบนี้ คือหลังจากที่เค้าฆ่าคนๆ แรกคือลูกของเค้าเองเนี่ย กรรมที่มันทับถมๆ แล้วภาค 3 นี่เค้าฆ่าคนไปเยอะมากแล้วมันก็จะทับถมๆ จนเค้าจะจมอยู่ในห้วงทุกข์ เกิดมาก็จะเจอแต่ความทุกข์ เจ้ากรรมนายเวร มันคงจะทับถมเพิ่มความรุนแรงจนกระทั่งเรตติ้งอาจจะห้ามฉาย เมื่อนั้นบุปผาอาจจะต้องหยุดตัวลง คิดว่า พอเรื่องมันออกไปทางนี้ ทุกครั้งที่บุปผาไปเกิดอีกที่หนึ่ง ครั้งหน้าบุปผาอาจจะออกจากออสการ์แล้วก็เป็นไปได้เหมือนกัน มันอาจจะเหมือนหนังสือ “ขอชื่อสุธี 3-4 ชาติ” เคยอ่านมั้ย แต่บุปผาเนี่ยมันเกิน 3-4 ชาติแล้ว จะ 9 ชาติ 10 ชาติ ก็แล้วแต่ ตอนนี้มันมีบุปผาตั้งไว้คือ ภาค 2 บุปผา Returns ภาค 3 บุปผา Reborn แล้วก็ Revenge ภาค 5 อาจจะเป็น Recantation ภาค 6 เป็น Recycle ภาค 8 เป็น Reunion ไปเรื่อยเลยจนอาจถึง Republic เป็นเมืองของบุปผาไปเลย ผมว่ามันไปได้หมดเลย ผมว่าหนังบุปผามันเอื้อให้จินตนาการของเราแตกออกไปเรื่อย ๆ ทุกที่ๆ มีผีบุปผา ทุกที่ก็จะมีแต่ความสนุก ในความรุนแรงก็ยังมีความสนุกความตลกอยู่ตลอด คือเนื้อเรื่องที่มันเข้มข้นมาก มันไม่หลบเลี่ยง ไม่หนีความรุนแรง คือมันต้องพุ่งเข้าไปหาตรงนั้น แต่คนดูจะไม่ค่อยรู้สึกมากเพราะว่ามันจะมีความเป็นคอเมดี้ครอบคลุมอยู่ ความเป็นโรแมนติกผสมอยู่ด้วย เลี้ยงหนังไปตั้งแต่ต้นจนจบ ความรุนแรงเนี่ยมันจะมี แต่ความตลกจะแทรกอยู่ตลอดเวลา คนดูไม่น่าจะรู้สึกอึดอัด หรือถึงขนาดรับไม่ได้ เพราะว่าเราแทรกตลกไว้ตลอด แต่ภาคนี้บุปผาจะโหดกว่าภาคหนึ่งและสองนะครับ แต่ก็มีความซึ้งความโรแมนติกมากด้วยเหมือนกัน น่าจะซึ้งในทางซึ้งนะ เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่เค้าได้รับความรักที่บริสุทธิ์จากผู้ชายคนหนึ่ง เพราะในชีวิตเค้าไม่เคยเจอ นี่เป็นครั้งแรก แต่ในขณะที่ได้รับความรักที่บริสุทธิ์ มันก็ได้รับความเลวบริสุทธิ์จากไอ้ผู้ชายอีกคนหนึ่งเช่นกัน คือชีวิตของบุปผามันน่าสงสาร มันเป็นผีที่น่าสงสารแต่ก็ดันเป็นผีที่น่ากลัวด้วย นี่คือคาแร็คเตอร์ของบุปผา เป็นความพิเศษของบุปผานั่นเองครับ ทิ้งช่วงจากสองภาคแรกไปนานหลายปี สัญญาได้มั้ยว่าจะกลับมาให้เร็วขึ้นอีก (หัวเราะ) คือตอนนี้เขียนไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ไม่ได้เขียนมานาน เขียนแล้วมันสนุก แล้วมันก็ยาวด้วย ตอนนี้ก็เลยคิดว่า บุปผาภาค 3 เนี่ยน่าจะแบ่งเป็น 2 ตอน พอตอนแรกออกไปเนี่ย ในอีกเพียง 3-4 เดือนก็จะมีบุปผาอีกตอนตามออกมาติดๆ เลย คือคนดูน่าจะได้ดูบุปผา 3.1 กับ 3.2 ภายในปีเดียวกันครับ บุปผาราตรีน่าจะเป็นอีกหนึ่งตำนานหนังผีได้ไม่ยาก คือเราก็ดีใจนะที่บุปผามันมาไกลถึงขนาดนี้ แล้วก็เห็นตัวละครของพลอยที่แข็งแรง มันเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ แต่ขณะเดียวกันพลอยก็ไปเล่นบทอื่นได้ แต่คนอื่นไม่มีใครจะมาเล่นเป็นบุปผาได้ นอกจากพลอย ด้วยความแข็งแรงมันเป็นแบบนั้น เราก็เลยรู้สึกว่า มันเป็นผีที่แข็งแรงในภาพลักษณ์ที่ชัดเจน มันไม่ค่อยมีหรอกผีที่เป็นแบบนี้ คือก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะว่า นางนากยังเป็นได้หลายคน แต่ผีบุปผาเนี่ย พลอยเค้าจองคนเดียวเลย มันก็คงจะเป็นตำนานจนกว่าพลอยจะแก่ตายไป (หัวเราะ) โดยส่วนตัวพี่ชอบหนัง “บุปผาราตรี” แล้วทุกครั้งที่คิดจะทำมันเนี่ย ไอเดียความคิดอะไรต่างๆ มันจะไหลออกมาเสมอ เพราะยิ่งทำมันยิ่งยาก มันตื่นเต้นที่จะทำ คือทุกคนจะไม่รู้ว่าเรื่องราวมันจะเป็นไปยังไง จะออกนอกลู่นอกทางมั้ย หรือมันจะซ้ำรอยเดิมมั้ย ซ้ำรอยเดิมก็ไม่ได้ ต้องคิดอะไรใหม่ๆ ไอ้ตรงนี้แหละที่มันสนุก เสน่ห์ของบุปผายากจะเลียนแบบ จริงๆ บุปผามันก็คงจะมีแฟนของบุปผาอยู่นะครับ ก็คือจะมีหลายเสียงนะที่เค้าบอกมาว่า เรารับเอฟเฟ็กต์มาว่า ภาคหนึ่งทำไมน่ากลัว เราทำหนังน่ากลัวจัง ตลกมีก็ดี ชอบ แต่มันน่ากลัวเกินไป พอภาคสองเราก็เลยลดความน่ากลัวลง เอาตลกมากขึ้น คนที่ชอบความน่ากลัวก็บอกว่า ทำไมไม่น่ากลัวเหมือนภาคแรกเลย คราวนี้ภาคสาม เราเอาเป็นว่า เราไม่เอาใจใครละกัน เราไม่ตามใจคนดูแล้วล่ะ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าคนดูต้องการอะไร ภาคนี้ก็เลยเป็นหนังตามใจตัวเองก็คือ มันจะเป็นบุปผาที่คิดว่าน่าจะตอบสนองความต้องการของทั้งสองภาคได้ครบถ้วนนะ หรืออาจจะมีมาแบบว่าอันนี้เกินไป ก็คงต้องว่ากันอีกที ดูหนังก่อนแล้วค่อยมาว่ากันว่าจะมีฟีดแบ็กยังไง เดี๋ยวภาค 4 และภาคต่อๆ ไป เดี๋ยวแก้ไข เดี๋ยวว่ากันไปอีกทีครับ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ