Movie"RED : คนอึด ต้องกลับมาอึด"

ข่าวบันเทิง Tuesday October 5, 2010 17:59 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--5 ต.ค.--สหมงคลฟิล์ฒ ชื่อภาษาไทย คนอึดต้องกลับมาอึด ประเภท Action/Comedy กำหนดฉาย 14 ตุลาคม 2553 ความยาว 111 นาที เว็บไซด์ภาพยนตร์ http://www.red-themovie.com/ บริษัทจัดจำหน่าย มงคลเมเจอร์ อำนวยการสร้าง ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (Transformers 1 & 2, G.I. Joe) กำกับ โรเบิร์ต ชเวนท์เก (Flightplan, The Time Traveler's Wife) เขียนบท อิริช & จอน โฮห์เบอร์ (Whiteout) นำแสดง บรูซ วิลลิส (Die Hard 1-4, The Sixth Sense) มอร์แกน ฟรีแมน (The Dark Knight, Wanted) เฮเลน มิเรน (National Treasure 2, The Queen) จอห์น มัลโควิช (Con Air, Burn After Reading) แมรี่-หลุยส์ ปาร์กเกอร์ (Weeds, The West Wing) สมรรถภาพ “ความอึด” ไม่เคยมีคำว่า "หมดอายุ" หนังแอ็คชั่นมันส์ทะลุวัย นำทีมดาราฝีมือเก๋าโดย บรูซ วิลลิส ผลงานจากผู้สร้าง Transformers และ G.I. Joe เนื้อเรื่อง ผลงานจากผู้อำนวยการสร้าง Transformers ทั้งสองภาค Red ดัดแปลงจากการ์ตูนใน DC Comics โดยฝีมือการเขียนเรื่องของ วอร์เรน เอลลิส นักเขียนที่มีผลงานในการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดังอย่าง Iron Man, X-Man และ Thor โดยเป็นการรวมเอานักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือเก๋าอย่าง บรูซ วิลลิส, มอร์แกน ฟรีแมน, เฮเลน มิเรน, จอห์น มัลโควิช, แมรี่-หลุยส์ ปาร์กเกอร์, และ ริชาร์ด เดรย์ฟัส มาช่วยกันให้กำเนิดหนังแอ็คชั่นสุดมันส์ Red เป็นเรื่องของ แฟรงค์ โมเซส (บรูซ วิลลิส) อดีตสายลับซีไอเอประจำหน่วยจู่โจมพิเศษ ที่ล้างมือจากวงการและใช้ชีวิตหลังเกษียญอย่างสงบ จนกระทั่งวันหนึ่งหน่วยสังหารมืออาชีพบุกเข้ามาและพยายามตามเก็บเขา ด้วยความลับในตัวตนที่แท้จริงของ แฟรงค์ ถูกเปิดโปง และทำให้ชีวิตของ ซาร่าห์ (แมรี่-หลุยส์ ปาร์กเกอร์) ผู้หญิงที่เขารักต้องตกอยู่ในอันตราย แฟรงค์ จึงออกเดินทางรวบรวมอดีตสมาชิกหน่วยพิเศษ ประกอบไปด้วย โจ (มอร์แกน ฟรีแมน) มันสมองของทีม, มาร์วิน (จอห์น มัลโควิช) มือปืนสุดเพี้ยน และ วิคตอเรีย (เฮเลน มิเรน) นักแม่นปืนจากหน่วยสืบราชการลับอังกฤษ ที่ทั้งหมดต่างตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกเขาต้องร่วมกันสืบสวนเพื่อหาว่าทำไมถึงถูกตามเก็บ Red กำกับโดย โรเบิร์ต ชเวนเก้ (The Time Traveler’s Wife, Flightplan) จากบทภาพยนตร์ของ อิริช และ จอน โฮห์เบอร์ (Whiteout, Montana) โดยได้ทีมงานคุณภาพมาร่วมงานมากมาย เช่น ผู้กำกับภาพ ฟลอเรียน เบาฮัส (Marley & Me, The Devil Wears Prada) และผู้ตัดต่อที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ ทอม โนเบิ้ล (Witness, Thelma & Louise), ผู้ออกแบบงานสร้าง อเล็ค แฮมมอนด์ (Donnie Darko) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ซูซาน ไลออล (Rachel Getting Married) ที่ทั้งหมดเคยร่วมงานกับ ชเวนเก้ มาแล้วใน Flightplan จุดเริ่มต้นความอึด Red สร้างจากการ์ตูนที่เขียนเรื่องโดย วอร์เรน เอลลิส และวาดภาพโดย คัลลี่ แฮมเนอร์ ถูกตีพิมพ์ใน DC Comics โดยออกวางจำหน่าย 3 เล่มในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนที่จะรวมเล่มวางจำหน่ายในเวลาต่อมา ถึงแม้ว่า Red จะมีความยาวเพียงแค่ 66 หน้า แต่ เกรกอรี่ นอเว็ค ประธานกรรมการของ DC Comics ก็รู้ว่ามันจะต้องถูกดัดแปลงให้เป็นภาพยนตร์ในอนาคต โนเว็ค เผยว่า "ทันทีที่ได้อ่าน Red ผมก็หลงรักมันทันที วอร์เรน และ คัลลี่ คือแสงสว่างแห่งวงการหนังสือการ์ตูน ทั้งคู่ได้ร่วมกันสร้างการ์ตูนแอ็คชั่น/ทริลเลอร์ที่เจ๋งสุดๆ ซึ่งมีตัวละครนำและเรื่องราวที่น่าติดตาม พวกเรามีแนวทางในการคัดเลือกวัตถุดิบว่าจะไม่ดัดแปลงการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองหาการ์ตูนแนวอื่นในการสร้างเป็นหนัง Red คือการ์ตูนที่ผมตั้งเป้าหมายว่าจะต้องดัดแปลงตั้งแต่เข้ามารับในตำแหน่งนี้" โนเว็ค เล่าต่อว่า "แน่นอนที่เรื่องราวของ วอร์เรน ต้องถูกขยายออกไปเพื่อที่จะสร้างเป็นหนังความยาวสองชั่วโมง แต่เราก็ต้องพยายามรักษาองค์ประกอบหลักของการ์ตูน โดยเฉพาะตัวละครนำที่มีความขัดแย้งภายในจิตใจ และไอเดียที่ว่าด้วยเรื่องของสังคมที่ละทิ้งผู้คนมากมายไว้เบื้องหลัง ในกรณีนี้คืออดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอในช่วงสงครามเย็น เมื่อพวกเขาถึงจุดหนึ่งของชีวิต ก็ถูกคนรุ่นใหม่ที่ทันโลกเข้ามาแทนที่" โนเว็ค ทำหน้าที่กุมบังเหียนในตำแหน่งควบคุมงานสร้าง โดยนำ จอน และ อิริช โฮห์เบอร์ เข้ามาดัดแปลงให้เป็นบทภาพยนตร์ และนำบทส่งไปให้ทาง มาร์ค วาราเดี้ยน หนึ่งในผู้บริหารของ ดิ โบนาเวนทูร่า พิคเจอร์ ก่อนที่จะนำไปให้กับผู้อำนวยการสร้าง ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า ผู้อำนวยการสร้าง วาราเดี้ยน พูดถึงวัตถุดิบที่ได้รับว่า "ลอเรนโซ่ และผมรู้สึกประทับใจกับคุณภาพของบทที่เฉียบคม และทัศนคติของโลกในหนังสือการ์ตูน พวกเราชอบอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างบรรทัด และพบว่ามันน่าสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตสายลับ โดยเฉพาะเมื่อมีทีมใหม่เข้ามาเก็บกวาดของเก่า พวกเรามองหาโปรเจ็คที่ดึงดูดกลุ่มนักแสดงมือเก๋า ที่ให้ความสนใจในการแสดงในหนังที่สร้างมาจากการ์ตูน ดิ โบนาเวนทูร่า เห็นด้วยกับเพื่อนร่วมงาน เชากล่าวว่า "วอร์เรน และ คัลลี่ สร้างผลงานที่น่าดึงดูด โดยมันยังเป็นงานต้นฉบับไม่ได้ดัดแปลงจากไหน และทำให้ผมจินตนาการถึงที่หนังผสมผสานด้วยฉากแอ็คชั่น การเดินทาง ความโรแมนติก สถานการณ์ตลก และบอกเราว่าอายุไม่ใช่อุปสรรคของการทำสิ่งที่ต้องการ มันยังสำคัญต่อการที่เราจะซื่อตรงต่อจิตวิญญาณของการ์ตูนที่พวกเขาให้กำเนิด และผมก็คิดว่าพวกเราทำได้อย่างลุล่วง ดิ โบนาเวนทูร่า เล่าต่อว่า "มันยังเป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำงานร่วมกับผู้เขียนบทอย่างสองพี่น้องโฮห์เบอร์ มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ในการได้เห็นสองคนนี้ทำงาน แต่ละคนมีสิ่งที่พวกเขาสนใจมากกว่าอีกคนหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้บทภาพยนตร์มีความแข็งแรงในทุกด้าน พวกเขาคือมือเขียนบทที่รับผิดชอบบทตั้งแต่ต้นจนจบ" วาราเดี้ยน เสริมต่อว่า "เมื่อพูดถึงเรื่องการเขียนบท มันก็ต้องมีการขยับขยายเพิ่มเติมจากสิ่งที่เกิดขึ้นในการ์ตูน ซึ่งทั้ง จอน และ อิริช ก็ได้เพิ่มไอเดียสุดโต่งเข้ามา พวกเขาขยายเรื่องราวและเปลี่ยนโทนจากในการ์ตูน ด้วยการแนะนำตัวละครใหม่ การเดินทางข้ามประเทศ แต่มันก็ยังซื่อสัตย์ต่อ แฟรงค์ โมเซส และเนื้อเรื่องหลักจากการ์ตูน พวกเขาให้ทุกสิ่งที่เราต้องการ และทำให้เรามีหนังที่ผสมผสานหนังหลายแนวเข้าด้วยกัน" จอน โฮห์เบอร์ ได้พูดถึงสิ่งที่เขาเขียนว่า "หนังสือการ์ตูนมีความยาวเพียงแค่ 66 หน้า แต่พวกเราก็ใช้มันเป็นแท่นกระโดดไปสู่ขอบเขตที่ใหญ่กว่า เริ่มต้นนั้นเราแนะนำตัวละครนำของเรื่องอย่าง แฟรงค์ เขาเป็นผู้ชายที่อันตรายที่สุดในโลก เขาฆ่าคนมาแล้วนับไม่ถ้วนนตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังมีด้านที่บริสุทธิ์ นี่คือผู้ชายที่ปลอมตัวมาทั้งชีวิต และหลบเลี่ยงการมีความสัมพันธ์กับคนอื่น หลังจากการปลดระวางเขาค้นพบเป็นครั้งแรกว่า การใช้ชีวิตแบบคนปกตินั้นเป็นยังไง เขาพยายามหาความสุขด้วยกิจกรรมอย่างการตกแต่งบ้านสำหรับวันคริสต์มาส เขาโทรไปหา ซาร่าห์ โดยไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดอะไรกับเธอ กลัวว่าจะเปิดเผยเรื่องราวของตัวเอง เพราะเขาคือนักฆ่าที่มีประสบการณ์ แต่เขาก็เปลี่ยนร่างเป็นนักเรียนไฮสกูลที่พยายามรวบรวมความกล้าในการคุยกับผู้หญิง คุณจะอดใจไม่ได้ที่จะแอบหลงรักเขาสักนิด" อิริช โฮห์เบอร์ อธิบายต่อว่า "พวกเราเริ่มต้นด้วยไอเดียว่าถ้า แฟรงค์ เป็นซีไอเอรุ่นเก๋าที่เกษียญและตอนนี้กลับกลายเป็นเป้าหมาย มันจะต้องมีอดีตสายลับที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันด้วย ด้วยความตั้งใจแบบนั้นทำให้เราสามารถแนะนำสายลับคนอื่นๆในหนัง และมอบอิสระให้เราเล่นกับชีวิตส่วนตัวของตัวละครอื่นนอกจาก แฟรงค์" จอน เสริมว่า "แต่ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่เราก็พยายามทำให้อารมณ์ของหนังดูสนุกตื่นเต้น พวกเราต้องการสร้างความรู้สึกแบบหนังรวมดาวโรจน์ ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่ระหว่าง แฟรงค์ และ มาร์วิน หรือ แฟรงค์ และ โจ หรือ แฟรงค์ และ วิคตอเรีย หรือแม้กระทั่ง แฟรงค์ กับผู้หญิงธรรมดาอย่าง ซาร่าห์ เราพยายามสร้างความรู้สึกด้วยการจับคู่ตัวละคร ทั้งเรื่องความขัดแย้งและการปรองดอง ทุกอย่างถ่ายทอดด้วยความเป็นธรรมชาติ" คัลลี่ แฮมเนอร์ ผู้วาดภาพการ์ตูนให้กับ วอร์เรน เอลลิส เล่าถึงการได้เห็นสิ่งที่เขาวาดถูกพัฒนาเป็นภาพยนตร์ "ผมคิดว่า จอน, อิริช และผู้กำกับ โรเบิร์ต ทำหน้าที่ได้อย่างเยี่ยมยอดในการร่วมมือกันดัดแปลง Red ให้เป็นภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์ ถึงแม้เวอร์ชั่นหนังมีความตลกและโหดน้อยกว่าการ์ตูน แต่มันก็ไม่สูญเสียจิตวิญญาณที่ผมและ วอร์เรน มอบให้กับตัวต้นฉบับไปเลย" ทางด้าน วอร์เรน เอลลิส ที่แวะไปที่กองถ่ายภาพยนตร์ก็เล่าว่า "ผมรู้ตั้งแต่การขายสิทธิ์ไปแล้วว่ามันจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ซึ่งผมก็ไม่ได้คัดค้านอะไรกับการกระทำเช่นนั้น ความรู้สึกแรกที่ผมได้อ่านบทภาพยนตร์ก็คือความแปลกใจ เมื่อบทของ จอน และ อิริช ยังอุดมไปด้วยบรรยากาศของหนังสือการ์ตูน ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่อย่างครบถ้วน พวกเขาทำให้ผมรู้สึกภูมิใจจริงๆ" เอลลิส ยังรู้สึกประทับใจกับการเลือกผู้กำกับของ ดิ โบนาเวนทูร่า ที่ได้ โรเบิร์ต ชเวนท์เก เข้ามานั่งแท่นผู้กำกับ "หลายคนอาจไม่รู้ว่า โรเบิร์ต เป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือการ์ตูน ครั้งแรกที่ผมพบเขา โรเบิร์ต ได้พูดประโยคที่ผมเคยเขียนในการ์ตูนเล่มแรกที่เขียน เขาได้รับแรงบันดาลใจในการกำกับจากหนังสือการ์ตูนและเรื่องราวที่เกิดขึ้น" ดิ โบนาเวนทูร่า พูดถึงผู้กำกับว่า "โรเบิร์ต เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด พวกเรารู้ตั้งแต่แรกว่าต้องการใครสักคนที่มีความเข้าใจในวัตถุดิบที่มีอย่างถ่องแท้ และสามารถถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นมืออาชีพ รวมถึงการผสมผสานขององค์ประกอบของหนัง ตลก ดราม่า แอ็คชั่น และ โรแมนติก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความชื่นชอบในการ์ตูน โรเบิร์ต ก็สามารถรับมือได้อย่างเยี่ยมยอด" อิริช โฮห์เบอร์ สรุปถึงตัวผู้กำกับว่า "โรเบิร์ต เป็นผู้กำกับที่มีไหวพริบ เขายังชื่นชอบหนังอย่างจริงจัง เขาเข้าใจในการอ้างอิงถึงหนังเรื่องอื่นๆในบทภาพยนตร์แบบไม่ต้องอธิบาย และสามารถถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างถูกต้อง เขาเข้าใจอารมณ์ขันแบบตลกร้ายที่มีอยู่ในบทภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี" การคัดเลือกนักแสดงแบบอึดๆ Red นำทีมนักแสดงโดย บรูซ วิลลิส นักแสดงที่มีผลงานการแสดงมาแล้วกว่า 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นหนังคุณภาพอย่าง Pulp Fiction, The Sixth Sense และ Nobody’s Fool รวมไปถึงหนังแอ็คชั่นที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่าง Die Hard ทั้งสี่ภาคและ Armageddon ดิ โบนาเวนทูร่า พูดถึงนักแสดงนำของเรื่องว่า "เมื่อคุณเห็นหน้าปกหนังสือการ์ตูน คุณก็รู้แล้วว่าใครเหมาะสมที่จะเข้ามารับบทเป็น แฟรงค์ โมเซส พวกเราทุกคนต่างต้องการให้ บรูซ เข้ามารับบท และผมก็ภาวนาให้เขาชอบบทภาพยนตร์ และตอบตกลงเพื่อเข้ามารับเล่นบทนี้" ดูเหมือนคำภาวนาจะเป็นผล เมื่อ บรูซ ตอบตกลงแบบไม่ลังเล เขาเล่าว่า "มีบางอย่างที่สดใหม่ในโปรเจ็คนี้ และนั้นทำให้ผมรู้สึกสนใจ มันมีองค์ประกอบของการเดินทาง มีความตลกและโรแมนติก และยังมีองค์ประกอบของหนังแอ็คชั่นที่ผมคุ้นเคย แต่ภายใต้ทุกสิ่งก็ยังมีเรื่องของความเหงา และความรู้สึกที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เบิ้องหลัง เพราะด้วยความที่คุณอายุมากเกินไปหรือไล่ตามคนอื่นไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าทุกอย่างทำให้หนังที่มีส่วนผสมที่ลงตัว" ผู้อำนวยการสร้าง วาราเดี้ยน เสริมว่า "บรูซ เป็นนักแสงที่มีความสามารถหลายด้าน เขาสามารถแสดงตลกได้อย่างน่าเชื่อถือและดูอันตรายในเวลาเดียวกัน เขาคือนักแสดงที่เราต้องการให้มารับบทตั้งแต่วินาทีแรก และเมื่อเขาเข้ามาร่วมงานจริงๆ มันก็เหมือนเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้นักแสดงคนอื่นๆเข้ามาร่วมสนุกในโปรเจ็คด้วย" ดิ โบนาเวนทูร่า เผยต่อว่า "การได้รวบรวมทีมนักแสดงในเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมเป็นผู้อำนวยการสร้างในเรื่อง Oceans Eleven ทุกอย่างเริ่มต้นอย่างเชื่องช้าในการทำให้นักแสดงนำเข้ามาเซ็นสัญญา แต่หลังจากนั้นนักแสดงทั่วทั้งฮอลลิวู้ดก็ถูกดึงดูดเข้ามาเอง และมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งใน Red ทุกครั้งที่เราได้ตัวนักแสดงใหม่เข้ามา มันก็ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นยิ่งขึ้นไปอีก" หลังจาก บรูซ วิลลิส เข้ามารับบทนำ นักแสดงคนที่สองที่เข้ามาร่วมแสดงก็คือเจ้าของรางวัลออสการ์ มอร์แกน ฟรีแมน ที่รับบทเป็น โจ มอร์ริสัน เจ้าหน้าที่อาวุโสของทีม Red ฟรีแมน ยอมรับว่าเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับนักแสดงรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนในหนังเรื่องเดียวกันมาก่อน ฟรีแมน ที่เคยร่วมงานกับ บรูซ มาแล้วใน Lucky Number Slevin เผยว่า "ผมรู้ว่าตัวเองต้องได้ร่วมงานกับเขาอีกครั้ง พวกเรามีประสบการณ์ที่ดีในกองถ่าย แต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองยังจะได้ร่วมงานกับ เฮเลน มิเรน, จอห์น มัลโควิช, แมรี่-หลุยส์ ปาร์คเกอร์ และ ริชาร์ด เดรยฟัส อีกด้วย ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการได้ทำงานร่วมกับคนที่คุณนับถือ ไม่มีใครที่ทำตัวแปลกแยกในการถ่ายทำ ทุกคนต่างทำหน้าที่ได้อย่างเป็นมืออาชีพที่สุด" นักแสดงอีกคนที่กระโดดเข้ามาร่วมแสดงใน Red คืเจ้าของรางวัลออสการ์อีกคนอย่าง เฮเลน มิเรน โดยสำหรับผู้อำนวยการสร้าง ดิ โบนาเวนทูร่า และ วาราเดี้ยน รวมถึงนักเขียนบทอย่าง จอน และ อินิช โฮห์เบอร์ เฮเลน มิเรน ถือเป็นนักแสดงที่เหมาะสมที่สุดในบท วิตอเรีย เจ้าหน้าที่เอ็มไอ-ซิกซ์ของเครือสหราชอาณาจักร ที่หลังจากเกษียญเธอก็ไปเปิดให้เช่าบ้านพักสุดหรู แต่ก็ยังรับงานนอกบ้างเป็นครั้งคราว" จอน โฮห์เบอร์ พูดถึง เฮเลน มิเรน ว่า "พวกเราไม่อยากเขียนบทที่อ้างอิงจากนักแสดงคนไหน เพราะว่ามันมีโอกาสน้อยที่คนคนนั้นจะเข้ามารับบทจริงๆ แต่ภาพของ เฮเลน ที่ถือปืนไรเฟิลมันติดอยู่ในหัวเรามาโดยตลอด จนทำให้ วิคตอเรีย กลายเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เฮเลน และเราก็ดีใจสุดๆเมื่อเธอตอบตกลงเพื่อมารับเล่นบท" เฮเลน มิเรน นักแสดงที่มาจากเมืองเล็กๆในอังกฤษเหมือนกับให้ให้กำเนิด Red อย่าง วอร์เรน เอลลิส เล่าว่า "ฉันรู้สึกเป็นปลึ้มใจที่ จอน และ อิริช เขียนบทนี้โดยมีฉันอยู่ในใจ แต่มันก็มีองค์ประกอบอื่นที่ทำให้ฉันสนใจบทนี้ เริ่มแรกเลยก็คือโอกาสในการร่วมงานกับ บรูซ มันอาจฟังดูซ้ำซากที้บอกว่านักแสดงคนโน้นคนนี้เป็นคนดี แต่ บรูซ เป็นคนดีจริงๆ เขาเป็นคนที่เกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง เขาไม่ถือตัวและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดี เขาต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมและไม่ปลีกตัวจากคนอื่น ฉันคิดว่ามันเหมาะกับบทบาทที่เขาได้รับในเรื่องนี้ บรูซ คือผู้นำของทีม" แรงบันดาลใจหลักของ เฮเลน มิเรน มาจากใครบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสังหารหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่กลับเป็นนักธุรกิจหญิงและเจ้าแม่แห่งไลฟ์สไตล์ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วโลกอย่าง มาร์ธา สจ๊วร์ต มิเรน เผยว่า "มาร์ธา สจ๊วร์ต คือแรงบันดาลใจของฉัน ซึ่งรวมไปถึงกระทั่งทรงผม (หัวเราะ) เธออาจไม่ใช่มือสังหารแบบในหนังเรื่องนี้ แต่เธอทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้อย่างเชี่ยวชาญ เธอเป็นคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ และฉันก็ชอบเธอในการผสมผสานของความอ่อนโยนในแบบผู้หญิง และความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพแบบผู้ชาย ฉันคิดว่าเธอคงไม่เสียใจในการตีความของฉัน เพราะว่าฉันก็เป็นแฟนรายการของเธอ" นักแสดงคนต่อไปคือ จอห์น มัลโควิช ที่ได้รับบทเป็น มาร์วิน บ็อคส์ เจ้าแห่งการปลอมตัวประจำซีไอเอ ที่กลายเป็นหนูทดลองขององค์กร โดยได้รับยากล่อมประสาททุกวันเป็นระยะเวลาถึง 11 ปีติดต่อกัน มัลโควิช พูดถึงการเข้ามาร่วมงานว่า "ตอนที่ผมได้รับการติดต่อให้เข้ามารับบท ผมสัญญาที่จะรับบทในหนังเรื่องอื่นอยู่แล้ว แต่โชคดีที่มันเกิดปัญหาและทำให้ผมมีโอกาสเข้ามารับบทนี้ ผมชอบบทภาพยนตร์และตัวละครในหนังเรื่องนี้มาก ประกอบกับนักแสดงที่เข้ามารับบทแล้วก่อนหน้า ผมบอกกับทีมงานว่าไม่ต้องเปลี่ยนอะไรในบทภาพยนตร์ เพราะมันตลกและสนุกมาก" มัลโควิช พูดถึงตัวละครของเขาต่อว่า "มาร์วิน เป็นคนที่ไม่ออกไปไหนอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อ แฟรงค์ และ ซาร่าห์ มาหาเขาที่หน้าบ้าน เขาสันนิษฐานว่า แฟรงค์ มาหาเพื่อที่จะเก็บเขา มาร์วิน เป็นพวกวิตกจริตตลอดเวลา แต่ในทางกลับกันสิ่งที่เขากลัวกลับเป็นเรื่องจริงแทบทั้งสิ้น" ถึงแม้ว่า มาร์วิน จะไม่สบายใจกับการร่วมเดินทางกับ ซาร่าห์ ที่รับบทโดย แมรี่-หลุยส์ ปาร์คเกอร์ แต่ มัลโควิช ก็เผยว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อ ปาร์คเกอร์ เป็นในทางตรงกันข้าม มัลโควิช พูดถึงนักแสดงร่วมจอคนนี้ว่า "แมรี่-หลุยส์ กับผมเคยร่วมงานกันมาในเรื่อง The Portrait of a Lady และผมก็ประทับใจเธอมาก เธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน และยังมีอารมณ์ขันที่ร้ายกาจ เธอเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการเข้ามาแสดงในบทนี้ เธอเปิดรับการแสดงของทุกคนและตอบสนองออกมาได้อย่างเต็มที่ เธอยังมีความเคารพต่อนักแสดงรุ่นใหญ่ทุกคน" วิลลิส ก็พูดถึง แมรี่-หลุยส์ ว่า "เธอเป็นผู้หญิงที่ฮามาก เธอมีจังหวะในการเล่นมุขเฉียบขาด และมีไอเดียมากมายในการแสดง เธอพยายามให้ผมทดลองบางอย่างที่ผมไม่เคยทำมาก่อนในการแสดง" ปาร์คเกอร์ ที่รับบทเป็น ซาร่าห์ ผู้หญิงที่เดินทางรอบโลกในนิยายน้ำเน่าที่เธออ่านจนติด มอบเครดิตให้ผู้กำกับ โรเบิร์ต ชเวนท์เก ที่สนับสนุนให้นักแสดงทุกคนร่วมมือกันสร้างสรรค์การแสดงกันเอง "โรเบิร์ต เป็นผู้กำกับที่ฉันชื่นชม เขามีแนวทางการทำงานที่ฉลาด เขาไม่พยายามอธิบายทุกอย่างมากจนเกินไป สไตล์การทำงานของเขาเป็นประโยชน์สำหรับฉัน" ผู้อำนวยการสร้าง วาราเดี้ยน อธิบายถึงตัวละครอย่าง ซาร่าห์ ว่า "นี่คือตัวละครมีความท้าทายในการตีความ ซาร่าห์ เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ถูก แฟรงค์ พาเเข้าไปในโลกที่ผู้คนฆ่าแกงกัน ดังนั้นในขณะที่ แฟรงค์ แสดงให้เธอเห็นถึงโลกที่เธอเคยอ่านเจอแต่ในนิยาย เธอก็ยังเปิดโลกให้เขาได้สัมผัสถึงด้านที่อ่อนโยน และอบอุ่นในแบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน มันเป็นความขัดแย้งที่จุดกำเนิดความโรแมนติกได้เป็นอย่างดี" ธีมหลักของเรื่องอย่าง "รุ่นใหม่เจอรุ่นเก๋า" ของเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ถูกทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวเพราะความสัมพันธ์ระหว่าง แฟรงค์ โมเซส และมือสังหารไฮเทค วิลเลี่ยม คูเปอร์ ที่รับบทโดย คาร์ล เออร์บัน เออร์บัน ที่ค้นคว้าข้อมูลด้วยการอ่านหนังสือที่เขียนโดย โรเบิร์ต บาวเออร์ อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ และเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของหนังเรื่องนี้ เล่าถึงตัวละครของเขาว่า "คูเปอร์ เป็นมือเก็บกวาดดาวรุ่งของซีไอเอ ที่ได้รับการฝึกฝนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก วันหนึ่งเขาได้รับหน้าที่ให้กำจัด แฟรงค์ โมเซส ซึ่งกลายเป็นงานที่หินกว่าที่คาดเอาไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะมีการติดตามด้วยดาวเทียมและอุกรณ์ไฮเทคภายในองค์กร แต่ แฟรงค์ มีอาวุธที่เจ๋งกว่าอย่างเช่นประสบการณ์กว่า 30 ปี" เออร์บัน เผยต่อว่า "บทของผมมีความน่าสนใจเพราะ คูเปอร์ มีทั้งภรรยาและลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ แฟรงค์ และเพื่อนๆในรุ่นไม่เคยสัมผัสในสมัยก่อน ความขัดแย้งระหว่างการเป็นพ่อที่อบอุ่นกับการต้องเป็นนักฆ่าเลือดเย็นเพราะงาน ทำให้ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่าในตัวละครตัวนี้" ดิ โบนาเวนทูร่า พูดถึงนักแสดงดาวรุ่งคนนี้ว่า "คาร์ล ยอดเยี่ยมมากในบท เขาทำให้ตัวละครนี้มีความเที่ยงตรงกับความเป็นจริง ตั้งแต่การค้นคว้าศึกษาข้อมูล จนไปถึงการฝึกฝนร่างกายเพื่อทำให้ตัวเองพร้อมกับฉากแอ็คชั่น เขาแสดงได้อย่างเป็นมืออาชีพ คาร์ล ทำได้อย่างนักแสดงรุ่นเก๋า และผมก็รู้สึกดีใจที่ได้เขาเข้ามาร่วมงาน" ดิ โบนาเวนทูร่า สรุปถึงทีมนักแสดงว่า " เมื่อคนดูได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว พวกเขาจะมีประสบการณ์เดียวกับตอนที่เราสร้าง นั้นคือเราจะพบกับตัวละครทีละคน เริ่มต้นด้วย แฟรงค์ จากนั้นเราก็จะพบ ซาร่าห์ จากนั้นเราพบ โจ จากนั้นก็ มาร์วิน และ วิคตอเรีย หนังมีจังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใคร เพราะว่ามันเปิดโอกาสให้เราทำความรู้จักกับความเป็นมาของแต่ละคน ซึ่งก็เหมือนกับการถ่ายทำที่มีนักแสดงแต่ละคนเข้ามาทำงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผมแล้วการถ่ายทำก็เหมือนการเปิดห่อของขวัญวันคริสมาสต์ ทุกๆสิบนาทีคุณก็จะพบกับตัวละครใหม่" เบื้องหลังการถ่ายทำสุดอึด การถ่ายทำเริ่มต้นในวันที่ 12 มกราคม 2010 ช่วงระหว่างหน้าหนาวของเมืองโตรอนโต้ ก่อนที่ทีมงานจะย้ายลงมาถ่ายทำในสถานที่ที่อบอุ่นกว่าอย่างรัฐนิวออร์ลีนส์ ผู้อำนวยการสร้าง ดิ โบนาเวนทูร่า บอกว่าเขาตั้งใจที่จะใช้สองเมืองใหญ่นี้สำหรับการถ่ายทำตั้งแต่ต้น เขาเล่าว่า "โตรอนโต้ และ นิวออร์ลีนส์ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวในหนัง เพราะว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนการเดินทาง ตอนเริ่มแรกเราพบว่าตัวละครของ บรูซ ที่กำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ที่เงียบสงบ จากนั้นทีมสังหารก็บุกเข้ามาหา และเขาก็ต้องมุ่งหน้าไปอีกเมืองเพื่อหาตัว ซาร่าห์ จากนั้นเขาก็เดินทางไปตามเมืองต่างๆเพื่อรวมทีม เขาและ ซาร่าห์ ไปหา มอร์แกนที่นิวออร์ลีนส์ ไปหนองรัฐฟลอริด้าเพื่อหา มัลโควิช ไปรัฐอลาบาม่า เพื่อหา เฮเรน ก่อนที่จะไปศูนย์บัญชาการของซีไอเอที่รัฐเวอร์จิเนีย ระหว่างทางเขาก็พยายามสืบไปด้วยว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง" ดิ โบนาเวนทูร่า และทีมงานของเขารวมถึงผู้ออกแบบงานสร้าง อเล็ค แฮมมอนด์ ช่วยในการทำให้พวกเขารู้ว่าตอนนี้ยังอยู่ตรงไหน โดยผู้อำนวยการสร้าง วาราเดี้ยน เล่าว่า "แต่ละวัน อเล็ค จะเป็นคนบอกเราว่าตอนนี้เราเดินทางไปถึงตรงไหนกันแล้ว เหมือนกับว่าเรามีจีพีเอสอยู่ในกองถ่าย (หัวเราะ) เขาจะเป็นคนดูแลว่าฉากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง" สำหรับ แฮมมอนด์ Red ถือเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ในการทำงานร่วมกับ ชเวนเก้ อีกครั้ง รวมถึงผู้กำกับภาพ ฟลอเรียน บอลเฮาอัส และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ซูซาน ไลออล ซึ่งทุกคนต่างก็เคยร่วมงานกับผู้กำกับมาใน Flightplan แฮมมอนด์ เผยว่า "Red จึงมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความร่วมมือ เพราะทุกคนเป็นทีมงานเดียวกันที่เคยร่วมงานกันมา" แฮมมอนด์ อธิบายว่า 40% ของหนังถ่ายทำในสตูดิโอ และอีก 60% ถ่ายทำในสถานที่จริง "นอกจากที่เราต้องสร้างฐานหลบภัยที่ไม่เหมือนใครในสตูดิโอ เรายังต้องสร้างกองบัญชาการของซีไอเอขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากแน่นอนที่พวกเขาคงไม่อนุญาตให้เราเข้าไปถ่ายทำในสถานที่จริงอยู่แล้ว" นอกจากสถานปฏิบัติการณ์ของซีไอเอและบังเกอร์ แฮมมอนด์ ยังต้องสร้างภายในบ้านของ แฟรงค์ และห้องลับของ อเล็กซ์แซนเดอร์ อันนิ่ง (ริชาร์ด เดรย์ฟัส) อีกด้วย "นอกจากนั้น ทุกบ้าน สำนักงาน อพาร์ทเม้นท์ และท้องถนนหรือหนองน้ำ ล้วนแต่เป็นสถานที่จริงทั้งสิ้น" แฮมมอนด์ เล่าถึงความสนุกที่เขาสร้างบังเกอร์ของ มาร์วิน ว่า "การสร้างบังเกอร์ของ มาร์วิน เป็นสิ่งที่ผมได้รับการสนุกอย่างเต็มที่ มันมีความแปลกแยกไม่เหมือนใครและแสดงความเพี้ยนสุดขั้วของตัวละครของ มัลโควิช มันมีหลายล้านสิ่งที่ มาร์วิน กำลังทำหรือให้ความสนใจ และเหนือสิ่งอื่นใด เขาถือเป็นพวกวิตกจริตขั้นสูงสุด" แฮมมอนด์ เผยต่อว่า "จอห์น ขอร้องอย่างนึงในตอนที่ผมสร้างห้องนิรภัยของ มาร์วิน นั้นคือให้ มาร์วิน ไม่ห่างจากอาวุธภายในระยะสามฟุต ดังนั้นนอกจากที่เขาจะมีชั้นวางอาวุธนานาชนิดอยู่บนผนัง เขายังซ่อนปืนไว้ทุกหนทุกแห่ง ใต้นิตยสาร ระเบิดน้อยหน่าใต้โซฟา ระเบิดซีโฟร์ใต้โต๊ะ คำขอของเขาถือเป็นเรื่องวิเศษมาก เพราะว่าคุณรู้ว่า จอห์น จะนำเอาความเพี้ยนเข้ามาในการแสดง และสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความไม่เหมือนใครของ มาร์วิน ได้อย่างเต็มที่" นอกจากนั้นทีมงานก็ยังใช้โรงแรมรอยัล ยอร์ค รวมถึงสถานที่อื่นๆในเมืองโตรอนโต้อีก เช่น คฤหาสน์ริมทะเลสาบ ที่ถูกใช้เป็นโรงแรมของ เฮเลน มิเรน ไชน่าทาวน์ในโตรอนโต้ถูกใช้แทนไชน่าทาวน์ของแมนแฮตตัน รวมถึงศาลสูงสุดของเมืองโตรอนโต้ก็ถูกใช้เป็นสถานทูตรัสเซีย เมื่อการถ่ายทำในโตรอนโต้เสร็จในเดือนมีนาคม 2010 ทีมงานก็มุ่งหน้าไปยังเมืองนิวออร์ลีนส์ ในการถ่ายทำระยะเวลาสองอาทิตย์ เพื่อจับเอาบรรยากาศรวมถึงสถานที่สำคัญของเมืองที่เอกลักษณ์มากที่สุดของสหรัฐ แฮมมอนด์ เผยว่า "การถ่ายทำในนิวออร์ลีนส์ ถือเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับพวกเรา การปิดสี่แยกเพื่อถ่ายทำก็ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ เมื่อทั้งเจ้าของร้าน นักท่องเที่ย วและผู้คนแถวนั้นต่างอดทนรอพวกเรา และทำให้เราสามารถถ่ายทำทั้งกองหนึ่งและกองสองได้อย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวจำนวนมากตื่นเต้นกับการได้เห็น บรูซ วิลลิส เดินออกมาจากรถตำรวจที่กำลังหมุนติ้วเพื่อยิงผู้ร้าย นี่เป็นสองอาทิตย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับผม" สถานที่อื่นที่ทีมงานได้ถ่ายทำในรัฐนิวออร์ลีนส์ก็คือ เซนต์วินเซ็นต์ เกสท์เฮ้าส์ ถูกใช้เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุที่ โจ ตัวละครของ มอร์แกน ฟรีแมน ใช้เป็นที่พักพิง รวมถึงบ้านใกล้หนองน้ำในเมืองหลุยส์เซียน่า ที่ใช้เป็นสถานที่แทนรัฐฟลอริด้า แหล่งหลบภัยของ มาร์วิน และท่าเรือนิวออร์ลีนส์ ที่ แฮมมอนด์ ใช้สร้างเป็นฉากแอ็คชั่นที่ใหญ่ที่สุดของเรื่อง แฮมมอนด์ พูดถึงฉากสำคัญของเรื่องว่า "ผมสนใจสถานทื่เก็บคอนเทนเนอร์ของท่าเรือ มันเหมือนเป็นตัวต่อเลโก้ขนาดมหึมา พวกเราพบลานกว้างขนาดใหญ่ในพื้นที่ของท่าเรือ และเอาคอนเทนเนอร์กว่า 200 ตู้เข้ามาใส่เอง มันเป็นการริเริ่มของเราและช่วยให้ผมสามารถสร้างว่ามันควรมีรูปร่างเป็นยังไง และสุดท้ายแล้วเราก็มอบสิ่งที่ โรเบิร์ต ต้องการ มันเป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับผม" Red ถือเป็นหนังที่มีทั้ง แอ็คชั่น ตลก และ โรแมนติก สำหรับ บรูซ วิลลิส นี่ถือเป็นโปรเจ็คที่มีความทะเยอทะยาน และต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เขาเผยถึงประสบการณ์ที่ได้รับว่า "คุณรู้ไหม หนังเรื่องนี้เป็นกระจกสะท้อนประสบการณ์ในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ พวกเราเริ่มเรื่องด้วยการมีเพียงแค่ผมอยู่ในบ้าน แต่พวกเราจบด้วยการมีนักแสดงที่ยอดเยี่ยมเก้าคนเผชิญหน้ากันที่โรงไฟฟ้าร้าง ผมนึกไม่ถึงว่ามันจะเติบโตจนกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่พวกเราก็ได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างในการทำงาน มันเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยประสบมาก่อน มันมีทั้งความกล้าบ้าลิ่นและความสนุกตื่นเต้น และการได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังที่มีเอกลักษณ์แบบนี้" ประวัตินักแสดง บรูซ วิลลิส (รับบทเป็น แฟรงค์ โมเซส) บรูซ วิลลิส ได้แสดงให้เห็นความสามารถที่รอบด้าน เขารับบทมาแล้วสารพัดไม่ว่าจะเป็นบทที่สร้างชื่อให้กับเชาอย่าง นักสืบจอห์น แมคแคลน จาก Die Hard ทั้ง 4 ภาค บทนักมวยใน Pulp Fiction ของ เควนติน ทาแรนติโน่ หนุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างใน Nobody’s Fool ของ โรเบิร์ต เบนตัน เรื่อง หรือนักท่องกาลเวลาใน Twelve Monkeys ของ เทอรี่ กิลเลี่ยม รวมถึงจิตแพทย์ในหนังที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน เรื่อง The Sixth Sense ซึ่งทำให้ วิลลิส ได้รับรางวัลพีเพิ่ลชอยส์ อะวอร์ด วิลลิส สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอนท์แคลร์ สเตท เอกการละคร โดยหนุ่มผู้มาจากเมืองนิวเจอร์ซีย์คนนี้มีผลงานละครเวทีและโฆษณาโทรทัศน์ ก่อนจะได้รับบทนำในละครเวทีเรื่อง Fool for Love ของ แซม เชพเพิร์ด ในปี 1984 ซึ่งเป็นละครนอกบรอดเวย์ที่เคยเปิดการแสดงถึง 100 รอบ เขาประสบความสำเร็จและคว้ารางวัลมามากมาย ตั้งแต่รางวัลเอมมี่จนถึงรางวัลลูกโลกทองคำ สำหรับการแสดงนำในบทนักสืบเอกชน เดวิด แอ๊ดดิสัน ในละครซีรี่ย์สุดฮิตเรื่อง Moonlighting โดยผลงานจอเงินเรื่องแรกเขาก็ได้ประกบคู่กับ คิม บาซิงเจอร์ ในหนังรักโรแมนติกคอเมดี้ของ เบลค เอ็ดเวิร์ด เรื่อง Blind Date ก่อนที่ในปี 1988 เขาจะมารับบท จอห์น แมคเคลน ในหนังบล็อคบัสเตอร์เรื่อง Die Hard และก็รับบทเดิมในภาคต่อของเรื่องนี้ถึง 4 ภาค นั้นคือ Die Hard 2: Die Harder, Die Hard with A Vengeance และภาคล่าสุดคือ Die Hard 4.0 จากการที่ วิลลิส ทำงานในวงการมากว่า 3 ทศวรรษ ทำให้เขาได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังหลายคน เช่น ไมเคิล เบย์ ใน Armageddon, เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน ใน The Sixth Sense และ Unbreakable, อลัน รูดอล์ฟ ใน Mortal Thoughts, Breakfast of Champions, วอลเตอร์ ฮิล ใน Last Man Standing, โรเบิร์ต เบนตัน ใน Billy Bathgate, Nobody’s Fool, ร็อบ ไรเนอร์ ใน The Story of Us, เอ็ด ซวิค ใน The Siege, ลุค เบสสัน ใน The Fifth Element, แบร์รี่ เลวินสัน ใน Bandits, โรเบิร์ต เซเมกคิส ใน Death Becomes Her และ อังตวน ฟูกัว ใน Tears of the Sun ภาพยนตร์อื่นๆ ก็ได้แก่ The Surrogates, The Jackal, Mercury Rising, The Whole Nine Yards และหนังภาคต่อ The Whole Ten Yards รวมถึง Hostage, Sin City, 16 Blocks, Lucky Number Slevin และหนังของดิสนีย์เรื่อง The Kid เขายังทำหน้าที่พากย์เสียงให้หนังดังมากมาย เช่น Look Who’s Talking และ Look Who’s Talking Too, Rugrats Go Wild และ Over the Hedge มอร์แกน ฟรีแมน (รับบทเป็น โจ มาเธอร์สัน) มอร์แกน ฟรีแมน เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1937 เขาเริ่มชีวิตการแสดงตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่มักได้รับบทประกอบที่ไม่สำคัญนัก เขาเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างในปี 1989 เมื่อรับบทในภาพยนตร์เรื่อง Driving Miss Daisy คู่กับ เจสซิกา แทนดีย์ และภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา Glory คู่กับ แมททิว บรอเดอริก และ เดนเซล วอชิงตัน รวมถึงหนังที่ได้รับเสียงชื่นชมจากคนดูมากที่สุดในปี 1994 อย่าง The Shawshank Redemption ในปี 1989 ฟรีแมน ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงยอดเยี่ยมประเภทภาพยนตร์เพลงหรือคอเมดี้ ในภาพยนตร์เรื่อง Miss Daisy และในปี 2004 เขาได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมจากบทบาท เอดดี้ ดูพริส ในภาพยนตร์เรื่อง Million Dollar Baby มอร์แกน ฟรีแมน มีผลงานคุณภาพมากมาย เช่นการแสดงในภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของผู้กำกับ คลินต์ อีสต์วู้ด Unforgiven (ปี 1992) ซึ่งเขารับบทมือปืนกลับใจที่ชื่อ เน็ด โลแกน Seven (ปี 1995) ที่เขารับบทเป็นตำรวจที่ออกตามรอยฆาตกรต่อเนื่องไปกับตำรวจมือใหม่ (แสดงโดย แบรด พิตต์) Amistad (ปี 1997) หนังของผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก และ Deep Impact (ปี 1998) ในบทประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องจัดการกับอุกกาบาตยักษ์ที่กำลังจะพุ่งชนโลก ผลงานเรื่องอื่นๆของ ฟรีแมน ได้แก่ ภาพยนตร์ของลุค เบสซง เรื่อง Unleashed, ภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด เรื่อง An Unfinished Life, Batman Begins และภาคต่ออย่าง The Dark Knight, Lucky Number Slevin, ภาพยนตร์ตลกเรื่อง Bruce Almighty และภาคต่อ Evan Almighty, ภาพยนตร์ของเบน อัฟเฟล็ค เรื่อง Gone Baby Gone, ภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เบนตัน เรื่อง Feast of Love และด้วยน้ำเสียงทุ้มเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ ฟรีแมน มีผลงานการพากย์เสียงบรรยายในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์สารคดีฝรั่งเศส March of the Penguins (ฉบับเสียงภาษาอังกฤษ), The Bucket List ของผู้กำกับ ร็อบ ไรเนอร์ และ War of the Worlds ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก เฮเลน มิเรน (รับบทเป็น วิคตอเรีย) เฮเลน มิเรน คือนักแสดงหญิงที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เธอมีผลงานทั้งในจอเงิน จอแก้ว ละครเวที และคว้ารางวัลมาแล้วมากมายจากผลงานการแสดงอันทรงพลัง โดยหนึ่งในบทบาทยอดเยี่ยมเหล่านั้นก็คือบท พระราชินี ชาร์ล็อตต์ ในภาพยนตร์ของ นิโคลาส ฮิตเนอร์ เรื่อง The Madness of King George ก่อนที่จะมารับบทเป็นพระราชินีในภาพยนตร์เรื่อง The Queen ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์สาขาดาราหญิงยอดเยี่ยม และยังคว้ารางวัลจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ มิเรน เริ่มต้นเข้าวงการแสดงกับคณะละคร The National Youth Theatre ก่อนที่ในปี 1967 เธอได้เข้าร่วมแสดงกับคณะละคร Royal Shakespeare Company รับบทเป็น เครสซิด้า ในละครเรื่อง Troilus and Cressida และรับบทเป็นเลดี้แม็คเบ็ธ ในละครเวทีเรื่อง Macbeth ผลงานของ เทรเวอร์ นันน์ จนถึงปี 1972 เธอได้ร่วมงานกับคณะละครของผู้กำกับเลื่องชื่อ ปีเตอร์ บรู๊กส์ เส้นทางการแสดงในภาพยนตร์ของ มิเรน เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายยุค 1960 ในหนังของผู้กำกับ ไมเคิล พาวเวลล์ เรื่อง Age of Consent ซึ่งเธอแสดงนำร่วมกับ เจมส์ เมสัน ก่อนที่จะแจ้งเกิดกับเรื่อง The Long Good Friday ของผู้กำกับ จอห์น แม็คเคนซี่ ซึ่งเธอรับบทเป็น วิคตอเรีย ชู้รักกับตัวละครของ บ็อบ ฮอสกิ้นส์ ซึ่งทำให้เธอได้รับคำชมไปอย่างท่วมท้นในฐานะนักแสดงดาวรุ่งงคนใหม่ หลังภาพยนตร์เรื่อง The Long Good Friday มิเรน ก็มีผลงานที่ได้รับคำชมมากมาย เช่น หนังผจญภัย/แฟนตาซีของ จอห์น บัวร์แมน เรื่อง Excalibur และหนังทริลเลอร์ของ นีล จอร์แดน เรื่อง Cal ที่ทำให้ มิเรน ได้รับรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 1984 จากนั้นเธอยังคงเดินหน้าแสดงหนังต่อใน เช่น The Mosquito Coast นของ ปีเตอร์ เวียร์, The Cook, Thief, His Wife and Her Lover ของ ปีเตอร์ กรีนนาเวย์, และภาพยนตร์ของเทอร์รี่ จอร์จ เรื่อง Some Mother’s Son ซึ่งเธอยังร่วมอำนวยการสร้างด้วย ผลงานทางจอแก้วของเธอก็ยังมี Losing Chase ที่ทำให้เธอคว้ารางวัลลูกโลกทองคำดารานำหญิงยอดเยี่ยม, The Passion of Ayn Rand (ได้รับรางวัลเอ็มมี่สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม), Door to Door (ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลเอ็มมี่ และรางวัลจากสมาคมนักแสดง), The Roman Spring of Mrs Stone (ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลเอ็มมี่ และรางวัลจากสมาคมนักแสดง) และผลงานการร่วมสร้างของซีโฟร์และเอชบีโอ เรื่อง Elizabeth I ซึ่งได้รับคำชมไปอย่างท่วมท้นทั้งในอังกฤษและอเมริกา มิเรน ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 2 จากในภาพยนตร์ของโรเบิร์ต อัลท์แมน เรื่อง Gosford Park และได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากเรื่อง Calendar Girls และแสดงนำร่วมกับ โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด ในภาพยนตร์เรื่อง The Clearing จอห์น มัลโควิช (รับบทเป็น มาร์วิน) จอห์น มัลโควิช ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สองครั้งจากการรับบทเป็นคนตาบอดใน Places in the Heart ของผู้กำกับ โรเบิร์ต เบ็นตั้น ที่แสดงคู่กับ แซลลี่ ฟิลด์ และบทนักฆ่าโรคจิตในหนังทริลเลอร์การเมืองเรื่อง In the Line of Fire ของผู้กำกับ วูล์ฟกัง ปีเตอร์เซ็น ที่แสดงคู่กับ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด มัลโควิช ยังมีผลงานมากมาย เช่น The Killing Fields ของ โลแลนด์ โจ้ฟ, Empire of the Sun ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก, Miles from Home และ Of Mice and Men ของ แกรี่ ซีนิส , Dangerous Liaisons ของ สตีเฟ่น เฟรียร์ , The Sheltering Sky ของ เบอร์นาร์โด เบอร์โตลุคชี่, The Portrait of a Lady ของ เจน แคมเปี้ยน, Shadow of the Vampire ของ อี เอลเลียส เมอร์ไฮ, Ripley’s Game ของ ลิเลียน่า คาวานี่, Colour Me Kubrick ขอ งไบรอั้น ดับเบิ้ลยู คุก, The Great Buck Howard ของ ฌอน แม็คกินลี่, Changeling ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด, และ Being John Malkovich ของ สไปค์ โจนซ์ ที่ทำให้เขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์ค มัลโควิช ยังกำกับและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Dancer Upstairs ที่นำแสดงโดย ฮาเวียร์ บาร์เด็ม และยังอำนวยการสร้างผลงานชื่อดังมากมาย เช่น Ghost World ของ เทอร์รี่ ซวิกอฟ ที่ทำให้ ธอร่า เบิร์ช และ สตีฟ บุชเชมี่ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, The Libertine ของ ลอเร้นซ์ ดันมอร์ ที่นำแสดงโดย จอห์นนี่ เด็ป, และ Juno ภาพยนตร์สุดฮิตของ เจสัน รี้ทแมน ที่ได้รับรางวัล Independent Spirit Award ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และส่งให้บทภาพยนตร์ของ ไดอาโบล โคดี้ คว้ารางวัลออสการ์มากครองอีกด้วย แมรี่-หลุยส์ ปาร์กเกอร์ (รับบทเป็น ซาร่าห์) แมรี่-หลุยส์ ปาร์กเกอร์ คือเจ้าของสองรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลเอ็มมี่ รวมถึงรางวัลโทนี่ โดยเธอมีผลงานทั้งในแวดวงละครเวที ภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว โดยปัจจุบันซีรี่ย์สุดฮิตที่เธอรับบทนำอย่าง Weeds ก็กำลังเข้าสู่ปีที่ 6 ทางด้านผลงานจอเงินนั้นเธอก็มีบทบาทในหนังแอ็คชั่น/แฟนตาซีอย่าง The Spiderwick Chronicles และหนังคุณภาพที่นำแสดงโดย แบรด พิตต์ อย่าง The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford ปาร์กเกอร์ เริ่มต้นเข้าวงการด้วยการแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Fried Green Tomatoes ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง 2 รางวัลออสการ์ และภาพยนตร์ของ ลอว์เรนซ์ คัสแดน เรื่อง Grand Canyon ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆก็ยังมี The Client,ที่แสดงคู่กับ ทอมมี่ ลี โจนส์ และ ซูซาน ซาแรนดอน, Bullets Over Broadway ของผู้กำกับ วู้ดดี้ อัลเลน, The Portrait of a Lady ของ เจน แคมเปี้ยน ที่แสดงคู่กับ นิโคล คิดแมน, Red Dragon ภาคต่อของ ฮัลนิบาล เล็คเตอร์ ที่นำแสดงโดย แอนโธนี่ ฮ้อปกิ้นส์ และ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน รวมถึงมินิซีรี่ย์ที่ได้รับ 5 รางวัลลูกโลกทองคำอย่าง Angels in America ประวัติทีมสร้าง โรเบิร์ต ชเวนเก้ (ผู้กำกับ) เขาคือผู้กำกับที่ได้รับรางวัลมากมายในบ้านเกิดที่เยอรมัน ก่อนที่จะมาสร้างชื่อในฮอลลิวู้ดด้วยผลงานการกำกับเรื่อง Flightplan นำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ และ ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด ก่อนที่จะต่อยอดความสำเร็จด้วยหนังโรแมนติก-ไซไฟ The Time Traveler’s Wife ที่นำแสดงโดย เอริค บาน่า และ เรเชล แม็คอดัมส์ ชเวนเก้ สร้างชื่อจากการกำกับหนังเรื่องแรกในปี 2002 ที่ชื่อ Tattoo ก่อนที่จะเขียนบทและกำกับเรื่อง The Family Jewels ที่สร้างมาจากชีวิตในวัยเด็กของเขา ชเวนเก้ เกิดและเติบโตในเยอรมัน เข้าเรียนการทำหนังใน American Film Institute ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาและทำงานอยู่ในแวดวงโทรทัศน์ก่อนที่จะกำกับหนัง ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (ผู้อำนวยการสร้าง) เดือนกุมภาพันธ์ปี 1988 ดิ โบนาเวนทูร่า ได้เข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการของ วอร์เนอร์ บราเดอร์ โดยระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง เขาก็ได้อำนวยการสร้างหนังคุณภาพและหนังบล็อคบัสเตอร์มากมาย เช่น Matrix ทั้งสามภาค, Ocean’s Eleven, Three Kings, Harry Potter สามภาคแรก และ Training Day ในเดือนมกราคมปี 2003 เขาได้ออกมาก่อตั้งบริษัทสร้างหนังของตัวเอง โดยถึงปัจจุบันก็มีผลงานเรื่องฮิตออกมาอย่าง Transformers, Transformers: Revenge of The Fallen, GI Joe: The Rise of Cobra รวมถึง Salt ที่นำแสดงโดย แองเจลิน่า โจลี่ รวมถึง Transformers ภาคสาม ที่กำลังถ่ายทำอยู่ในขณะนี้ วอร์เรน เอลลิส (ผู้เขียนการ์ตูน) วอร์เรน เอลลิส คือผู้ให้กำเนิดการ์ตูนเรื่อง Red ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่น/คอมเมดี้ นำแสดงโดย บรูซ วิลลิส โดยเขาเป็นที่รู้จักกันในแวดวงหนังสือการ์ตูน ด้วยการสร้างเรื่องราวให้กับซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดังจากค่าย Marvel Comics มากมาย เช่น Thor กับเรื่องขนาด 4 ตอนจบ รวมถึง Wolverine, X-Men, Ultimate Fantastic Four และ Iron Man ส่วนงานเขียนอี่นที่ไม่ใช่การ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ นอกจากผลงานสร้างชื่ออย่าง Red แล้วก็ยังมี Transmetropolitan, Planetary, Hellblazer, The Authority, Global Frequency ซึ่งผลงานของเขาขึ้นชื่อในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์สังคม รวมถึงธีมเรื่องที่ผสมผสานเครื่องจักรและมนุษย์เข้าด้วยกัน โดยเขาได้รับรางวัล Eagle Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของวงการหนังสือการ์ตูนของสหราชอาณาจักร สาขานักเขียนยอดเยี่ยมรวมถึงรางวัลเกียรติยศในปี 2007 อิริช & จอน โฮห์เบอร์ (ผู้เขียนบท) ผลงาน >>> Whiteout, Montana, Battleship ฟลอเรียน เบาอัส (ผู้กำกับภาพ) ผลงาน >>> The Time Traveler’s Wife, Flightplan, The Devil Wears Prada, Marley & Me อเล็ค แฮมมอนด์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง) ผลงาน >>> Flightplan, Flightplan, Street Kings, The Contender

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ