1. สถานการณ์การผลิต
ปลากะตัก : ปัญหาการทำประมงพื้นบ้านกับประมงปลากะตัก
ปริมาณการจับปลากะตักมีแนวโน้มสูงขึ้นมาตลอด คือ ในปี 2518-2522 เฉลี่ย ปีละ 15,656 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยปีละ 77,632 ตัน ในช่วงปี 2528-2532 สำหรับในปี 2533 ปริมาณที่จับได้เพิ่มขึ้นอีกเป็น 124,740 ตัน และ 161,970 ตัน ในปี 2539
สาเหตุที่ทำให้จับปลากะตักได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากชาวประมงได้มีการพัฒนาเครื่องมือประมงจากอวนรุน อวนล้อม อวนลาก ซึ่งเป็นเครื่องมือทำประมงปลากะตักตอนกลางวันมาเป็นเครื่องมือประเภทที่มีแสงไฟล่อ เช่น อวนยก อวนครอบและอวนล้อมปลากะตักปั่นไฟ ซึ่งทำประมงปลากะตักกลางคืนมีประสิทธิภาพในการจับสูงขึ้นและได้มีการขยายพื้นที่ทำประมงจากบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ไปยังอ่าวไทยฝั่งตะวันตก เนื่องจาก มีความต้องการปลากะตักเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปมากขึ้น
ปัญหา
การทำประมงปลากะตักโดยใช้แสงไฟล่อประกอบอวนตาถี่ ก่อให้เกิดปัญหา ดังนี้
(1) เกิดการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำขนาดเล็กที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ปลาอินทรี ปลาทู ปลากุเลา ปลาหลังเขียว ปลาหมึก และสัตว์น้ำวัยอ่อนอีกมากมาย ซึ่งถูกจับด้วยวิธีการประมงดังกล่าวในระยะยาวสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจดังกล่าวอาจสูญพันธุ์หมดได้
(2) ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งยังชีพด้วยการจับปลาเศรษฐกิจ จับปลาได้น้อยลงในระยะสั้นรายได้ลดลงจากวันละ 700-800 บาท เหลือเพียงวันละ 200 บาท ในระยะยาวอาจต้องเลิกอาชีพทำประมง
ปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
มาตรการที่ดำเนินการแล้ว
(1) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2526
ห้ามใช้เครื่องมือที่มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ทำการประมงปลาในทะเลหรืออ่าว ในท้องที่จังหวัดชายทะเลทุกจังหวัดโดยเด็ดขาด (ประกาศฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงเกษตรฯ ปี 2539)
(2) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2534
ห้ามใช้เครื่องมือที่มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ทำการประมงเวลากลางคืนในทะเลหรืออ่าว ในท้องที่จังหวัดชายทะเลทุกจังหวัดโดยเด็ดขาด
(3) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 15 มีนาคม 2539
อนุญาติให้เครื่องมืออวนช้อน อวนยก และอวนครอบ มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซ็นติเมตรใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำการประมงปลากะตักได้โดยต้องเป็นเรือประมงที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 16 เมตร และทำประมงห่างฝั่ง 3,000 เมตร
(4) คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2542 วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน 2542 ได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดมาตรการระยะสั้นโดย
(1) แบ่งเขตทำการประมงโดยกำหนดให้ระยะห่างฝั่งถึง 5 กิโลกเมตร เป็นเขตอนุรักษ์ห้ามทำการประมงปลากะตัก
(2) เขตระยะ 5-12 กิโลเมตรเป็นเขตทำการประมงปลากะตักพื้นบ้าน
(3) เขตห่างฝั่งตั้งแต่ 12 กิโลเมตรขึ้นไปให้เป็นเขตทำการประมงปลากะตักเชิงพาณิชย์ และสำหรับมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงให้กรมประมงศึกษาหาข้อมูลผลกระทบที่เกิดจากการใช้เครื่องมือแต่ละประเภทเพื่อแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว จากประกาศดังกล่าวทำให้กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดสงขลาและจังหวัด ใกล้เคียงยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอข้อเรียกร้องดังนี้คือ
1. ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 15 มีนาคม 2539
2. ให้กลับไปใช้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2526
3. ให้มีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห้ามทำการประมงปลากะตัก โดยใช้วิธีการปั่นไฟในราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาด
4. สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการกวดขัน ตรวจจับอย่างเข้มงวด หลังจากมีการประกาศห้าม
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 10-18 มิย.42) สัตว์น้ำทุกชนิดส่งเข้าประมูลจำหน่ายที่องค์การสะพานปลากรุงเทพฯ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,859.04 ตัน แยกเป็นสัตว์น้ำเค็ม 886.77 ตัน สัตว์น้ำจืด 972.27 ตัน ประกอบด้วยสัตว์น้ำที่สำคัญ ได้แก่
1.1 ปลาดุก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 8.38 ตัน
1.2 ปลาช่อน ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 10.13 ตัน
1.3 กุ้งทะเล ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 86.60 ตัน
1.4 ปลาทู ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 200.48 ตัน
1.5 ปลาหมึก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 86.01 ตัน
2. สถานการณ์การตลาด
ความเคลื่อนไหวของราคาสัตว์น้ำที่สำคัญประจำสัปดาห์นี้มีดังนี้
2.1 ปลาดุกบิ๊กอุย ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 31.70 บาท สูงขึ้นจาก 30.11 บาท ของสัปดาห์ก่อน 1.59 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 34.00 บาท ลดลงจาก 34.86 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.86 บาท
2.2 ปลาช่อน ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 54.23 บาท สูงขึ้นจาก 52.62 บาท ของสัปดาห์ก่อน 1.61 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70.00 บาท ลดลงจาก 80.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 10.00 บาท
2.3 กุ้งกุลาดำ กุ้งกุลาดำสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 255.00 บาท สูงขึ้นจาก 242.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 13.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 331.43 บาท ลดลงจาก 342.86 บาท ของสัปดาห์ก่อน 11.43 บาท
2.4 ปลาทู ปลาทูสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 20.31 บาท ลดลงจาก 22.23 บาท ของสัปดาห์ก่อน 1.92 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 27.71 บาท ลดลงจาก 31.71 บาท ของสัปดาห์ก่อน 4.00 บาท
2.5 ปลาหมึก ราคาปลาหมึกกระดองสดที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 43.75 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 60.71 บาท ลดลงจาก 80.00 บาท สัปดาห์ก่อน 19.29 บาท
2.6 ปลาเป็ดและปลาป่น ราคาปลาเป็ดที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.90บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 4.20 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.30 บาท
สำหรับราคาขายส่งปลาป่นชนิดโปรตีน 58-62.9% (21-25 มิย.42) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 15.70 บาท ลดลงจาก 15.82 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.12 บาท
--ข่าวการผลิต การตลาด ผลิตผลการเกษตร ฉบับที่ 24 ประจำวันที่ 21-27 มิ.ย. 2542--
ปลากะตัก : ปัญหาการทำประมงพื้นบ้านกับประมงปลากะตัก
ปริมาณการจับปลากะตักมีแนวโน้มสูงขึ้นมาตลอด คือ ในปี 2518-2522 เฉลี่ย ปีละ 15,656 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยปีละ 77,632 ตัน ในช่วงปี 2528-2532 สำหรับในปี 2533 ปริมาณที่จับได้เพิ่มขึ้นอีกเป็น 124,740 ตัน และ 161,970 ตัน ในปี 2539
สาเหตุที่ทำให้จับปลากะตักได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากชาวประมงได้มีการพัฒนาเครื่องมือประมงจากอวนรุน อวนล้อม อวนลาก ซึ่งเป็นเครื่องมือทำประมงปลากะตักตอนกลางวันมาเป็นเครื่องมือประเภทที่มีแสงไฟล่อ เช่น อวนยก อวนครอบและอวนล้อมปลากะตักปั่นไฟ ซึ่งทำประมงปลากะตักกลางคืนมีประสิทธิภาพในการจับสูงขึ้นและได้มีการขยายพื้นที่ทำประมงจากบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ไปยังอ่าวไทยฝั่งตะวันตก เนื่องจาก มีความต้องการปลากะตักเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปมากขึ้น
ปัญหา
การทำประมงปลากะตักโดยใช้แสงไฟล่อประกอบอวนตาถี่ ก่อให้เกิดปัญหา ดังนี้
(1) เกิดการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำขนาดเล็กที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ปลาอินทรี ปลาทู ปลากุเลา ปลาหลังเขียว ปลาหมึก และสัตว์น้ำวัยอ่อนอีกมากมาย ซึ่งถูกจับด้วยวิธีการประมงดังกล่าวในระยะยาวสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจดังกล่าวอาจสูญพันธุ์หมดได้
(2) ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งยังชีพด้วยการจับปลาเศรษฐกิจ จับปลาได้น้อยลงในระยะสั้นรายได้ลดลงจากวันละ 700-800 บาท เหลือเพียงวันละ 200 บาท ในระยะยาวอาจต้องเลิกอาชีพทำประมง
ปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
มาตรการที่ดำเนินการแล้ว
(1) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2526
ห้ามใช้เครื่องมือที่มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ทำการประมงปลาในทะเลหรืออ่าว ในท้องที่จังหวัดชายทะเลทุกจังหวัดโดยเด็ดขาด (ประกาศฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงเกษตรฯ ปี 2539)
(2) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2534
ห้ามใช้เครื่องมือที่มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ทำการประมงเวลากลางคืนในทะเลหรืออ่าว ในท้องที่จังหวัดชายทะเลทุกจังหวัดโดยเด็ดขาด
(3) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 15 มีนาคม 2539
อนุญาติให้เครื่องมืออวนช้อน อวนยก และอวนครอบ มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซ็นติเมตรใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำการประมงปลากะตักได้โดยต้องเป็นเรือประมงที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 16 เมตร และทำประมงห่างฝั่ง 3,000 เมตร
(4) คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2542 วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน 2542 ได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดมาตรการระยะสั้นโดย
(1) แบ่งเขตทำการประมงโดยกำหนดให้ระยะห่างฝั่งถึง 5 กิโลกเมตร เป็นเขตอนุรักษ์ห้ามทำการประมงปลากะตัก
(2) เขตระยะ 5-12 กิโลเมตรเป็นเขตทำการประมงปลากะตักพื้นบ้าน
(3) เขตห่างฝั่งตั้งแต่ 12 กิโลเมตรขึ้นไปให้เป็นเขตทำการประมงปลากะตักเชิงพาณิชย์ และสำหรับมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงให้กรมประมงศึกษาหาข้อมูลผลกระทบที่เกิดจากการใช้เครื่องมือแต่ละประเภทเพื่อแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว จากประกาศดังกล่าวทำให้กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดสงขลาและจังหวัด ใกล้เคียงยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอข้อเรียกร้องดังนี้คือ
1. ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 15 มีนาคม 2539
2. ให้กลับไปใช้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2526
3. ให้มีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห้ามทำการประมงปลากะตัก โดยใช้วิธีการปั่นไฟในราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาด
4. สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการกวดขัน ตรวจจับอย่างเข้มงวด หลังจากมีการประกาศห้าม
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 10-18 มิย.42) สัตว์น้ำทุกชนิดส่งเข้าประมูลจำหน่ายที่องค์การสะพานปลากรุงเทพฯ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,859.04 ตัน แยกเป็นสัตว์น้ำเค็ม 886.77 ตัน สัตว์น้ำจืด 972.27 ตัน ประกอบด้วยสัตว์น้ำที่สำคัญ ได้แก่
1.1 ปลาดุก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 8.38 ตัน
1.2 ปลาช่อน ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 10.13 ตัน
1.3 กุ้งทะเล ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 86.60 ตัน
1.4 ปลาทู ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 200.48 ตัน
1.5 ปลาหมึก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 86.01 ตัน
2. สถานการณ์การตลาด
ความเคลื่อนไหวของราคาสัตว์น้ำที่สำคัญประจำสัปดาห์นี้มีดังนี้
2.1 ปลาดุกบิ๊กอุย ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 31.70 บาท สูงขึ้นจาก 30.11 บาท ของสัปดาห์ก่อน 1.59 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 34.00 บาท ลดลงจาก 34.86 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.86 บาท
2.2 ปลาช่อน ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 54.23 บาท สูงขึ้นจาก 52.62 บาท ของสัปดาห์ก่อน 1.61 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70.00 บาท ลดลงจาก 80.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 10.00 บาท
2.3 กุ้งกุลาดำ กุ้งกุลาดำสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 255.00 บาท สูงขึ้นจาก 242.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 13.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 331.43 บาท ลดลงจาก 342.86 บาท ของสัปดาห์ก่อน 11.43 บาท
2.4 ปลาทู ปลาทูสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 20.31 บาท ลดลงจาก 22.23 บาท ของสัปดาห์ก่อน 1.92 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 27.71 บาท ลดลงจาก 31.71 บาท ของสัปดาห์ก่อน 4.00 บาท
2.5 ปลาหมึก ราคาปลาหมึกกระดองสดที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 43.75 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 60.71 บาท ลดลงจาก 80.00 บาท สัปดาห์ก่อน 19.29 บาท
2.6 ปลาเป็ดและปลาป่น ราคาปลาเป็ดที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.90บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 4.20 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.30 บาท
สำหรับราคาขายส่งปลาป่นชนิดโปรตีน 58-62.9% (21-25 มิย.42) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 15.70 บาท ลดลงจาก 15.82 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.12 บาท
--ข่าวการผลิต การตลาด ผลิตผลการเกษตร ฉบับที่ 24 ประจำวันที่ 21-27 มิ.ย. 2542--