สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร--8 ต.ค..--บิสนิวส์
1. สถานการณ์สินค้า
1.1. สินค้าที่มีปัญหา
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่มีปัญหา
1.2. สินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
2. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ
2.1. ข้าว : นโยบายและมาตรการข้าว ปี 2542/43
คณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข.) ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 และได้อนุมัติ
ให้ดำเนินนโยบายและมาตรการ ข้าวในปี 2542/43 ดังนี้
1. นโยบายข้าวปี 2542/43
(1) การส่งออกข้าว จะใช้กลไกลของผู้ส่งออกภาคเอกชนเป็นหลักสำหรับการส่งออกข้าวของ
ภาครัฐบาล จะดำเนินการเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
(2) การรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก เมื่อจำเป็นจะดำเนินการผ่านสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร
ตลาดกลาง และผู้ประกอบการค้าข้าว รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
(3) จะกำกับดูแลให้มีสต็อกข้าวอยู่ในระดับที่เหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอสำหรับการบริโภค
ภายในประเทศ
(4) การรับจำนำข้าวเปลือก จะให้ ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานหลักในการให้สินเชื่อแก่เกษตรกร
ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
(5) การให้บริการสินเชื่อ แก่ผู้ค้าข้าวเปลือกและผู้ส่งออกในปริมาณที่เพียงพอโดยธนาคารแห่ง
ประเทศไทยและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยรวมทั้งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระบบการค้าข้าวให้ผู้
ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น
2. มาตรการข้าว
อนุมัติมาตรการและโครงการข้าว ปี 2542/43 ซึ่งประกอบด้วย 4 มาตรการ รวม 10 โครง
การ พร้อมทั้งวงเงินดำเนินการ ดังนี้
(1) มาตรการสนับสนุนตลาดข้าวสาร ประกอบด้วย
1) การส่งออกข้าวในรูปแบบรัฐบาล มอบให้กรมการค้าต่าง-ประเทศ จำนวนไม่เกิน
750,000 ตัน วงเงินชดเชยจ่ายขาด 525 ล้านบาท
2) การแทรกแซงตลาดข้าวสาร โดย อคส. และ อตก. จำนวนไม่เกิน 500,000 ตัน
จำแนกหน่วยงานละ 250,000 ตัน วงเงินชดเชยจ่ายขาด 555.95 ล้านบาท
(2) มาตรการสนับสนุนตลาดข้าวเปลือก
3) รับจำนำข้าวเปลือก โดย ธ.ก.ส. จำนวน 2.5 ล้านตัน วงเงินชดเชยจ่ายขาด
1,023 ล้านบาท
4) การเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ วงเงิน 1,500
ล้านบาท โดยเป็นเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 1,000 ล้านบาท และกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
จำนวน 500 ล้านบาท
5) การเก็บรวบรวมข้าวเปลือกของกลุ่มเกษตรกร วงเงิน 200 ล้านบาท
6) การแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของกระทรวงมหาดไทยวงเงิน 300 ล้านบาท
7) - 8) การแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของกองทัพอากาศ นทพ. บก.ทหารสูงสุด
วงเงิน 5 และ 15 ล้านบาท ตามลำดับ
(3) มาตรการสนับสนุนสินเชื่อ
9) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ค้าข้าวเปลือกของธนาคารแห่งประเทศไทย
วงเงิน 20,000 ล้านบาท และผู้ส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย วงเงิน 20,000 ล้านบาท
(4) มาตรการเสริม
10) การรับจำนำข้าวสารในโกดังกลาง โดยองค์การคลังสินค้า จำนวน 500,000 ตัน
วงเงินชดเชยจ่ายขาด 275 ล้านบาท
การประชาสัมพันธ์ อนุมัติให้กรมการค้าภายใน ดำเนินการประชาสัมพันธ์ นโยบายและมาตรการข้าวปี
2542/43 ในวงเงินชดเชยจ่ายขาด 2.0 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์การแทรกแซงตลาดข้าวสารและการรับจำนำ
ข้าวเปลือกและข้าวสาร
ทั้งนี้ ให้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อขออนุมัติวงเงิน
ดำเนินการมาตรการข้าว ปี 2542/43 รวม 3,200.95 ล้านบาท จำแนกเป็นวงเงินชดเชยจ่ายขาด จำนวน 2,380.95
ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 820 ล้านบาท และให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไป
1.3 ราคาเป้าหมายข้าวเปลือกและราคารับจำนำ
เห็นชอบให้กำหนดราคาเป้าหมายนำข้าวเปลือก ปี 2542/43 เท่ากับราคาเป้าหมายนำปี
2541/42 และกำหนดราคารับจำนำในอัตราร้อยละ 95 ของราคาเป้าหมายนำ ดังนี้
หน่วย:บาท/ตัน
ชนิดข้าว ราคาเป้าหมายข้าวเปลือก ราคารับจำนำ
ข้าวเปลือกหอมมะลิ 6,840 6,495
ข้าวเปลือกเจ้า 100% 5,560 5,280
ข้าวเปลือกเจ้า 5% 5,460 5,185
ข้าวเปลือกเจ้า 10% 5,260 4,995
ข้าวเปลือกเจ้า 15% 5,160 4,900
ข้าวเปลือกเจ้า 25% 4,960 4,710
ข้าวเปลือกเหนียว10% เมล็ดยาว 6,200 5,890
ข้าวเปลือกเหนียวคละ 5,900 5,605
2.2 นมและผลิตภัณฑ์นม : การยกเลิกมาตรการ Local Content สินค้านมและการกำหนดให้ต้องมีฉลาก
แสดงที่ภาชนะบรรจุนม
มาตรการ Local Content สินค้านมที่ประเทศไทยใช้อยู่ คือ ประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม
เรื่องนโยบายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม (แก้ไขเพิ่มเติม) ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2526 กำหนดให้ผู้ประกอบการผลิต
ผลิตภัณฑ์นมที่ใช้หางนมผงหรือนมผงเป็นวัตถุดิบ ต้องใช้น้ำนมดิบที่ผลิตได้ในประเทศอย่างน้อย 1 ส่วนต่อน้ำนมคืนรูป 1 ส่วน
และจะต้องเพิ่มปริมาณรับซื้อน้ำนมดิบในอัตราร้อยละ 20 ต่อปีทุกปีจากปริมาณการรับซื้อในปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยเข้าเป็น
สมาชิก WTO จะต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวภายในวันที่ 1 มกราคม 2543 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนา
การปศุสัตว์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2542 วันที่ 8 กันยายน 2542 เห็นว่ามาตรการ Local Content นี้ไม่ประสบผลในทางปฏิบัติ
จึงเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีมาตรการด้านภาษีและการเปิดตลาดซึ่งสามารถคุ้ม
ครองการผลิตน้ำนมดิบในประเทศได้
สำหรับการกำหนดให้ต้องมีฉลากแสดงที่ภาชนะบรรจุนม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 ให้
กระทรวงสาธารณสุขรับไปดำเนินการ เรื่องการแสดงฉลากที่ภาชนะบรรจุนมพร้อมดื่มให้ชัดเจนว่าเป็นนมพร้อมดื่มที่ผลิตจากน้ำนมดิบ
หรือนมสด หรือผลิตจากนมผงขาดมันเนยหรือนมคืนรูป หรือผลิตโดยส่วนผสมระหว่างนมสดกับนมคืนรูป เพื่อประโยชน์ในการควบ
คุมทางด้านการผลิตและการตลาด โดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคในการที่จะเลือกบริโภคสินค้าที่ต้องการอย่างแท้จริง
โดยกระทรวงสาธารณสุข จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้เข้าใจถึงคุณภาพและประโยชน์ของนมแต่ละชนิด
2.3 สุกร : การแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำ
ราคาสุกรได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2542 โดยราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ
ปรับตัวสูงขึ้นจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 43.02 บาทในเดือนมกราคม เป็นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.16 บาทในเดือนพฤษภาคม
และราคาลูกสุกรได้ปรับตัวสูงขึ้น จากเฉลี่ยตัวละ 1,400 บาท เป็นเฉลี่ยตัวละ 1,500 บาท ซึ่งนับเป็นราคาที่สูงมากอย่างที่ไม่
เคยปรากฏมาก่อน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ปริมาณการผลิตสุกรได้ลดลง เนื่องจากในปี 2541 ผู้เลี้ยงสุกรขาดสภาพคล่องประกอบ
กับได้เกิดโรคระบาดในสุกรส่งผลให้ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2542 ขาดแคลน ราคาจึงได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก
ดังกล่าว ราคาสุกรที่อยู่ในระดับสูงจูงใจให้มีการขยายการเลี้ยง ผู้เลี้ยงสุกรบางส่วนใช้สุกรขุนเป็นแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกสุกร การ
เพิ่มปริมาณสุกรจึงเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ราคาสุกรเริ่มอ่อนตัวลงมาเป็นลำดับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542 เพราะปริมาณสุกรที่ออก
สู่ตลาดเริ่มมีมากขึ้น ราคาสุกรจึงปรับตัวลดลงเหลือเฉลี่ยกิโลกรัมละ 37.67 บาท และราคาลูกสุกรลดลงเหลือเฉลี่ยตัวละ 650
บาทในเดือนกันยายน สำหรับในสัปดาห์นี้สุกรมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 35.41 บาท ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีราคากิโลกรัมละ
36.86 บาท ร้อยละ 3.93 ส่วนราคาลูกสุกรทรงตัวที่ตัวละ 600 บาท คาดว่าราคาสุกรจะอ่อนตัวลงอีก เนื่องจาก เดือนตุลาคม
เป็นช่วงเทศกาลกินเจและปิดภาคเรียนความต้องการบริโภคลดลง ประกอบกับช่วงปลายปีสภาพอากาศเอื้ออำนวยให้สุกรโตเร็ว
ทำให้มีสุกรออกสู่ตลาดมากกว่าปกติ โดยคาดว่าช่วงปลายปีสุกรจะมีราคากิโลกรัมละ 30 - 33 บาท แต่ผู้เลี้ยงรายเล็กและราย
ย่อยจะขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ขณะที่ต้นทุนการผลิตจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 34-38 บาท ทำให้ผู้เลี้ยงประสบการ
ขาดทุนและบางรายอาจจะต้องเลิกเลี้ยงสุกรไปเช่นเดียวกับเมื่อเกิดภาวะสุกรราคาตกต่ำช่วงปลายปี 2540 ถึงต้นปี 2541
สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วย
เหลือเกษตรกร ได้อนุมัติเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 235 ล้านบาท ให้กรมการค้าภายในดำเนินการแทรกแซงตลาด ดังนี้
1. กำหนดราคาเป้าหมายนำสุกรมีชีวิต ณ ตลาดกรุงเทพฯ กิโลกรัมละ 39.28 บาท
2. จัดจำหน่ายสุกรชำแหละราคาถูก 2 กิโลกรัมต่อ 100 บาท จำนวน 35 ล้านบาท ระยะเวลา 6
เดือน ตั้งแต่ตุลาคม 2542-มีนาคม 2543
3. จัดทำโครงการเก็บสต็อกเนื้อสุกรเข้าห้องเย็น โดยการจัดสรรให้ผู้เลี้ยง ผู้ค้า และโรงงานแปรรูปยืม
วงเงิน 200 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ตุลาคม 2542 - กันยายน 2543
2.4 ไก่เนื้อ : ราคาตกต่ำ คชก. อนุมัติเงิน 300 ล้านบาทเก็บสต็อกเข้า
ห้องเย็น
จากการที่ราคาไก่เนื้ออ่อนตัวลงตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ความต้อง
การในประเทศทรงตัว ขณะที่การส่งออกชลอตัว สาเหตุจากสหรัฐอเมริกามีสต็อกไก่เนื้อเหลือมาก ค่าเงินของบราซิลอ่อนตัว
สหภาพยุโรปลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะหวาดกลัวสารพิษไดออกซินปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
และราคาไก่เนื้อภายในประเทศ โดยราคาไก่เนื้อที่เกษตรกรขายได้ในภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ ราคาลดลงจากกิโลกรัม
ละ 31.08 บาทในเดือนกรกฎาคม เหลือกิโลกรัมละ 24.89 บาทในเดือนสิงหาคม ล่าสุดเดือนกันยายน เฉลี่ยกิโลกรัมละ
20.35 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตไก่เนื้อกิโลกรัมละประมาณ 26.10 บาท จากการคาดการณ์ว่าแนวโน้มของปัญหาการส่งออก
คงจะไม่คลี่คลายในเวลาอันสั้น กอปรกับความต้องการภายในอยู่ในสภาพชลอตัว เพราะจะเข้าสู่เทศกาลกินเจและปิดภาคการ
ศึกษาในเดือนตุลาคม ในขณะที่ผลผลิตจะยังมีปริมาณอยู่ในระดับสูง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนต่อเกษตรกร
ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาราคาไก่เนื้อตกต่ำ คชก. ได้อนุมัติเงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ยจำนวน 300 ล้าน
บาท เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 ให้สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย และ
สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก กู้ยืมเพื่อนำไปให้สมาชิกรับซื้อไก่เนื้อจากเกษตรกร เพื่อชำแหละเนื้อไก่เก็บสต็อกเข้าห้อง
เย็น จำนวน 3,500 ตัน กำหนดราคาเป้าหมายนำกิโลกรัมละ 28 บาท ระยะเวลาโครงการฯ ตุลาคม 2542-30 กันยายน
2543 ระยะเวลาเก็บสต็อกตุลาคม 2542-30 มิถุนายน 2543
--รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรประจำวันที่ 27 ก.ย. - 3 ต.ค. 2542--
1. สถานการณ์สินค้า
1.1. สินค้าที่มีปัญหา
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่มีปัญหา
1.2. สินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
2. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ
2.1. ข้าว : นโยบายและมาตรการข้าว ปี 2542/43
คณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข.) ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 และได้อนุมัติ
ให้ดำเนินนโยบายและมาตรการ ข้าวในปี 2542/43 ดังนี้
1. นโยบายข้าวปี 2542/43
(1) การส่งออกข้าว จะใช้กลไกลของผู้ส่งออกภาคเอกชนเป็นหลักสำหรับการส่งออกข้าวของ
ภาครัฐบาล จะดำเนินการเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
(2) การรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก เมื่อจำเป็นจะดำเนินการผ่านสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร
ตลาดกลาง และผู้ประกอบการค้าข้าว รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
(3) จะกำกับดูแลให้มีสต็อกข้าวอยู่ในระดับที่เหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอสำหรับการบริโภค
ภายในประเทศ
(4) การรับจำนำข้าวเปลือก จะให้ ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานหลักในการให้สินเชื่อแก่เกษตรกร
ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
(5) การให้บริการสินเชื่อ แก่ผู้ค้าข้าวเปลือกและผู้ส่งออกในปริมาณที่เพียงพอโดยธนาคารแห่ง
ประเทศไทยและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยรวมทั้งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระบบการค้าข้าวให้ผู้
ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น
2. มาตรการข้าว
อนุมัติมาตรการและโครงการข้าว ปี 2542/43 ซึ่งประกอบด้วย 4 มาตรการ รวม 10 โครง
การ พร้อมทั้งวงเงินดำเนินการ ดังนี้
(1) มาตรการสนับสนุนตลาดข้าวสาร ประกอบด้วย
1) การส่งออกข้าวในรูปแบบรัฐบาล มอบให้กรมการค้าต่าง-ประเทศ จำนวนไม่เกิน
750,000 ตัน วงเงินชดเชยจ่ายขาด 525 ล้านบาท
2) การแทรกแซงตลาดข้าวสาร โดย อคส. และ อตก. จำนวนไม่เกิน 500,000 ตัน
จำแนกหน่วยงานละ 250,000 ตัน วงเงินชดเชยจ่ายขาด 555.95 ล้านบาท
(2) มาตรการสนับสนุนตลาดข้าวเปลือก
3) รับจำนำข้าวเปลือก โดย ธ.ก.ส. จำนวน 2.5 ล้านตัน วงเงินชดเชยจ่ายขาด
1,023 ล้านบาท
4) การเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ วงเงิน 1,500
ล้านบาท โดยเป็นเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 1,000 ล้านบาท และกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
จำนวน 500 ล้านบาท
5) การเก็บรวบรวมข้าวเปลือกของกลุ่มเกษตรกร วงเงิน 200 ล้านบาท
6) การแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของกระทรวงมหาดไทยวงเงิน 300 ล้านบาท
7) - 8) การแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของกองทัพอากาศ นทพ. บก.ทหารสูงสุด
วงเงิน 5 และ 15 ล้านบาท ตามลำดับ
(3) มาตรการสนับสนุนสินเชื่อ
9) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ค้าข้าวเปลือกของธนาคารแห่งประเทศไทย
วงเงิน 20,000 ล้านบาท และผู้ส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย วงเงิน 20,000 ล้านบาท
(4) มาตรการเสริม
10) การรับจำนำข้าวสารในโกดังกลาง โดยองค์การคลังสินค้า จำนวน 500,000 ตัน
วงเงินชดเชยจ่ายขาด 275 ล้านบาท
การประชาสัมพันธ์ อนุมัติให้กรมการค้าภายใน ดำเนินการประชาสัมพันธ์ นโยบายและมาตรการข้าวปี
2542/43 ในวงเงินชดเชยจ่ายขาด 2.0 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์การแทรกแซงตลาดข้าวสารและการรับจำนำ
ข้าวเปลือกและข้าวสาร
ทั้งนี้ ให้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อขออนุมัติวงเงิน
ดำเนินการมาตรการข้าว ปี 2542/43 รวม 3,200.95 ล้านบาท จำแนกเป็นวงเงินชดเชยจ่ายขาด จำนวน 2,380.95
ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 820 ล้านบาท และให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไป
1.3 ราคาเป้าหมายข้าวเปลือกและราคารับจำนำ
เห็นชอบให้กำหนดราคาเป้าหมายนำข้าวเปลือก ปี 2542/43 เท่ากับราคาเป้าหมายนำปี
2541/42 และกำหนดราคารับจำนำในอัตราร้อยละ 95 ของราคาเป้าหมายนำ ดังนี้
หน่วย:บาท/ตัน
ชนิดข้าว ราคาเป้าหมายข้าวเปลือก ราคารับจำนำ
ข้าวเปลือกหอมมะลิ 6,840 6,495
ข้าวเปลือกเจ้า 100% 5,560 5,280
ข้าวเปลือกเจ้า 5% 5,460 5,185
ข้าวเปลือกเจ้า 10% 5,260 4,995
ข้าวเปลือกเจ้า 15% 5,160 4,900
ข้าวเปลือกเจ้า 25% 4,960 4,710
ข้าวเปลือกเหนียว10% เมล็ดยาว 6,200 5,890
ข้าวเปลือกเหนียวคละ 5,900 5,605
2.2 นมและผลิตภัณฑ์นม : การยกเลิกมาตรการ Local Content สินค้านมและการกำหนดให้ต้องมีฉลาก
แสดงที่ภาชนะบรรจุนม
มาตรการ Local Content สินค้านมที่ประเทศไทยใช้อยู่ คือ ประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม
เรื่องนโยบายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม (แก้ไขเพิ่มเติม) ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2526 กำหนดให้ผู้ประกอบการผลิต
ผลิตภัณฑ์นมที่ใช้หางนมผงหรือนมผงเป็นวัตถุดิบ ต้องใช้น้ำนมดิบที่ผลิตได้ในประเทศอย่างน้อย 1 ส่วนต่อน้ำนมคืนรูป 1 ส่วน
และจะต้องเพิ่มปริมาณรับซื้อน้ำนมดิบในอัตราร้อยละ 20 ต่อปีทุกปีจากปริมาณการรับซื้อในปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยเข้าเป็น
สมาชิก WTO จะต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวภายในวันที่ 1 มกราคม 2543 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนา
การปศุสัตว์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2542 วันที่ 8 กันยายน 2542 เห็นว่ามาตรการ Local Content นี้ไม่ประสบผลในทางปฏิบัติ
จึงเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีมาตรการด้านภาษีและการเปิดตลาดซึ่งสามารถคุ้ม
ครองการผลิตน้ำนมดิบในประเทศได้
สำหรับการกำหนดให้ต้องมีฉลากแสดงที่ภาชนะบรรจุนม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 ให้
กระทรวงสาธารณสุขรับไปดำเนินการ เรื่องการแสดงฉลากที่ภาชนะบรรจุนมพร้อมดื่มให้ชัดเจนว่าเป็นนมพร้อมดื่มที่ผลิตจากน้ำนมดิบ
หรือนมสด หรือผลิตจากนมผงขาดมันเนยหรือนมคืนรูป หรือผลิตโดยส่วนผสมระหว่างนมสดกับนมคืนรูป เพื่อประโยชน์ในการควบ
คุมทางด้านการผลิตและการตลาด โดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคในการที่จะเลือกบริโภคสินค้าที่ต้องการอย่างแท้จริง
โดยกระทรวงสาธารณสุข จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้เข้าใจถึงคุณภาพและประโยชน์ของนมแต่ละชนิด
2.3 สุกร : การแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำ
ราคาสุกรได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2542 โดยราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ
ปรับตัวสูงขึ้นจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 43.02 บาทในเดือนมกราคม เป็นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.16 บาทในเดือนพฤษภาคม
และราคาลูกสุกรได้ปรับตัวสูงขึ้น จากเฉลี่ยตัวละ 1,400 บาท เป็นเฉลี่ยตัวละ 1,500 บาท ซึ่งนับเป็นราคาที่สูงมากอย่างที่ไม่
เคยปรากฏมาก่อน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ปริมาณการผลิตสุกรได้ลดลง เนื่องจากในปี 2541 ผู้เลี้ยงสุกรขาดสภาพคล่องประกอบ
กับได้เกิดโรคระบาดในสุกรส่งผลให้ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2542 ขาดแคลน ราคาจึงได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก
ดังกล่าว ราคาสุกรที่อยู่ในระดับสูงจูงใจให้มีการขยายการเลี้ยง ผู้เลี้ยงสุกรบางส่วนใช้สุกรขุนเป็นแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกสุกร การ
เพิ่มปริมาณสุกรจึงเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ราคาสุกรเริ่มอ่อนตัวลงมาเป็นลำดับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542 เพราะปริมาณสุกรที่ออก
สู่ตลาดเริ่มมีมากขึ้น ราคาสุกรจึงปรับตัวลดลงเหลือเฉลี่ยกิโลกรัมละ 37.67 บาท และราคาลูกสุกรลดลงเหลือเฉลี่ยตัวละ 650
บาทในเดือนกันยายน สำหรับในสัปดาห์นี้สุกรมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 35.41 บาท ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีราคากิโลกรัมละ
36.86 บาท ร้อยละ 3.93 ส่วนราคาลูกสุกรทรงตัวที่ตัวละ 600 บาท คาดว่าราคาสุกรจะอ่อนตัวลงอีก เนื่องจาก เดือนตุลาคม
เป็นช่วงเทศกาลกินเจและปิดภาคเรียนความต้องการบริโภคลดลง ประกอบกับช่วงปลายปีสภาพอากาศเอื้ออำนวยให้สุกรโตเร็ว
ทำให้มีสุกรออกสู่ตลาดมากกว่าปกติ โดยคาดว่าช่วงปลายปีสุกรจะมีราคากิโลกรัมละ 30 - 33 บาท แต่ผู้เลี้ยงรายเล็กและราย
ย่อยจะขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ขณะที่ต้นทุนการผลิตจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 34-38 บาท ทำให้ผู้เลี้ยงประสบการ
ขาดทุนและบางรายอาจจะต้องเลิกเลี้ยงสุกรไปเช่นเดียวกับเมื่อเกิดภาวะสุกรราคาตกต่ำช่วงปลายปี 2540 ถึงต้นปี 2541
สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วย
เหลือเกษตรกร ได้อนุมัติเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 235 ล้านบาท ให้กรมการค้าภายในดำเนินการแทรกแซงตลาด ดังนี้
1. กำหนดราคาเป้าหมายนำสุกรมีชีวิต ณ ตลาดกรุงเทพฯ กิโลกรัมละ 39.28 บาท
2. จัดจำหน่ายสุกรชำแหละราคาถูก 2 กิโลกรัมต่อ 100 บาท จำนวน 35 ล้านบาท ระยะเวลา 6
เดือน ตั้งแต่ตุลาคม 2542-มีนาคม 2543
3. จัดทำโครงการเก็บสต็อกเนื้อสุกรเข้าห้องเย็น โดยการจัดสรรให้ผู้เลี้ยง ผู้ค้า และโรงงานแปรรูปยืม
วงเงิน 200 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ตุลาคม 2542 - กันยายน 2543
2.4 ไก่เนื้อ : ราคาตกต่ำ คชก. อนุมัติเงิน 300 ล้านบาทเก็บสต็อกเข้า
ห้องเย็น
จากการที่ราคาไก่เนื้ออ่อนตัวลงตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ความต้อง
การในประเทศทรงตัว ขณะที่การส่งออกชลอตัว สาเหตุจากสหรัฐอเมริกามีสต็อกไก่เนื้อเหลือมาก ค่าเงินของบราซิลอ่อนตัว
สหภาพยุโรปลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะหวาดกลัวสารพิษไดออกซินปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
และราคาไก่เนื้อภายในประเทศ โดยราคาไก่เนื้อที่เกษตรกรขายได้ในภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ ราคาลดลงจากกิโลกรัม
ละ 31.08 บาทในเดือนกรกฎาคม เหลือกิโลกรัมละ 24.89 บาทในเดือนสิงหาคม ล่าสุดเดือนกันยายน เฉลี่ยกิโลกรัมละ
20.35 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตไก่เนื้อกิโลกรัมละประมาณ 26.10 บาท จากการคาดการณ์ว่าแนวโน้มของปัญหาการส่งออก
คงจะไม่คลี่คลายในเวลาอันสั้น กอปรกับความต้องการภายในอยู่ในสภาพชลอตัว เพราะจะเข้าสู่เทศกาลกินเจและปิดภาคการ
ศึกษาในเดือนตุลาคม ในขณะที่ผลผลิตจะยังมีปริมาณอยู่ในระดับสูง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนต่อเกษตรกร
ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาราคาไก่เนื้อตกต่ำ คชก. ได้อนุมัติเงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ยจำนวน 300 ล้าน
บาท เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 ให้สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย และ
สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก กู้ยืมเพื่อนำไปให้สมาชิกรับซื้อไก่เนื้อจากเกษตรกร เพื่อชำแหละเนื้อไก่เก็บสต็อกเข้าห้อง
เย็น จำนวน 3,500 ตัน กำหนดราคาเป้าหมายนำกิโลกรัมละ 28 บาท ระยะเวลาโครงการฯ ตุลาคม 2542-30 กันยายน
2543 ระยะเวลาเก็บสต็อกตุลาคม 2542-30 มิถุนายน 2543
--รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรประจำวันที่ 27 ก.ย. - 3 ต.ค. 2542--