1. สถานการณ์การผลิต
แม่พันธ์กุ้งขาดแคลนอาจกระทบต่อการส่งออก
ขณะนี้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งกำลังประสบภาวะขาดแคลนแม่พันธุ์กุ้ง ทำให้ราคาแม่พันธุ์กุ้งขยับตัวสูงขึ้นถึงตัวละ 7,000-8,000 บาท เดือนธันวาคมปีที่แล้วมีราคาเพียงตัวละ 2,300-2,500 บาท เท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องมาจากจำนวนแม่พันธุ์กุ้งที่จับจากแหล่งต่างๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมกันมีเพียง 400-500 ตัว/วัน ในขณะที่ความต้องการแม่พันธุ์กุ้งมีมากถึงวันละ 700 ตัว/วัน
สาเหตุที่ทำให้แม่พันธุ์กุ้งมีปริมาณลดลงเนื่องจาก
1) ปรากฎการณ์ เอลนิโน ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณจังหวัดสตูล เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งแม่พันธุ์กุ้งอาศัยอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้แม่พันธุ์กุ้งอพยพย้ายถิ่น
2) จำนวนแมงกะพรุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก บริเวณแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีแม่พันธุ์กุ้งน้อยลง และแม้ว่าจะจับแม่กุ้งได้แต่ที่มีอัตรารอดต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งยังมีอัตราวางไข่ต่ำมากเพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น
3) การเก็บเกี่ยวแม่พันธุ์กุ้งจากธรรมชาติ มาป้อนอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้ง กระทำกันมานานนับสิบปี แต่ไม่ได้คืนหรือเพิ่มแม่พันธุ์กุ้งสู่ทะเลเลย
4) มีการลักลอบส่งแม่พันธุ์กุ้งไปขายต่างประเทศ เพราะราคาแม่พันธุ์กุ้งที่ต่างประเทศ เสนอซื้อสูงกว่าในประเทศ
จากภาวะการขาดแคลนแม่พันธุ์กุ้งดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตกุ้งกุลาดำในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 216,000 ตัน อาจจะไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งด้วย
สำหรับแนวทางแก้ไขการขาดแคลนแม่พันธุ์กุ้งนั้น กรมประมงได้ดำเนินการแล้วดังนี้
1) ศึกษาวิจัยเพื่อเพาะพ่อแม่พันธุ์กุ้งขึ้นเอง โดยต้องเป็นพันธุ์ที่ปลอดโรคเพื่อใช้ในการเลี้ยงเพื่อส่งออก ขณะนี้ทำการเพาะถึงรุ่นลูกแล้วและกำลังวิจัยในรุ่นหลาน คาดว่าประมาณปี 2542 คงสามารถขายพ่อแม่พันธุ์กุ้งปลอดโรคให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้
2) สร้างพ่อแม่พันธุ์กุ้งในธรรมชาติด้วยการปล่อยลูกกุ้งลงสู่ทะเลปีละ 500 ล้านตัวแม้จะมีอัตรารอดเพียงร้อยละ 5
3) เมื่อเดือนเมษายนนี้ได้ปล่อยกุ้งโตอายุประมาณ 4 เดือน ลงในทะเลประมาณ 1 แสนตัวเพื่อให้เติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ในเวลาอันรวดเร็ว คาดว่าประมาณ 6 เดือน ก็สามารถโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้
4) มีการนำเข้าแม่พันธุ์กุ้งจากต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น แต่ถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง ทำให้ราคาแม่กุ้งซึ่งสูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก ขณะนี้กรมประมงกำลังดำเนินการเพื่อขอลดภาษีดังกล่าว
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-18 เม.ย. 41) สัตว์น้ำทุกชนิดส่งเข้าประมูลจำหน่ายที่องค์การสะพานปลากรุงเทพฯ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,431.47 ตัน แยกเป็นสัตว์น้ำเค็ม 1,968.26 ตัน สัตว์น้ำจืด 1,463.21 ตัน ประกอบด้วยสัตว์น้ำที่สำคัญ ได้แก่
1.1 ปลาดุก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 23.26 ตัน
1.2 ปลาช่อน ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 24.87 ตัน
1.3 กุ้งทะเล ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 162.43 ตัน
1.4 ปลาทู ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 524.87 ตัน
1.5 ปลาหมึก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 116.55 ตัน
2. สถานการณ์การตลาด
ความเคลื่อนไหวของราคาสัตว์น้ำที่สำคัญประจำสัปดาห์นี้มีดังนี้
2.1 ปลาดุกบิ๊กอุย ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 35.00 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 36.00 บาท ทรวตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
2.2 ปลาช่อน ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 60.00 บาท สูงขึ้นจาก 50.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 10.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 70.00 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
2.3 กุ้งกุลาดำ กุ้งกุลาดำสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 334.00 บาท ลดลงจาก 375.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 41.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 600.00 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
2.4 ปลาทู ปลาทูสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 23.81 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 37.00 บาท สูงขึ้นจาก 35.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 2.00 บาท
2.5 ปลาหมึก ราคาปลาหมึกกระดองสดที่ชาวประมงขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 45.00 บาท ลดลง 52.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 7.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 64.28 บาท สูงขึ้นจาก 60.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 4.28 บาท
2.6 ปลาเป็ดและปลาป่น ราคาปลาเป็ดที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.40 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 3.43 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.03 บาท
สำหรับราคาขายส่งปลาป่นชนิดโปรตีน 58-62.9% สัปดาห์นี้ไม่มีรายงาน
--ข่าวการผลิต การตลาด ผลิตผลการเกษตร ฉบับที่ 15 ประจำวันที่ 20-26 เม.ย. 2541--
แม่พันธ์กุ้งขาดแคลนอาจกระทบต่อการส่งออก
ขณะนี้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งกำลังประสบภาวะขาดแคลนแม่พันธุ์กุ้ง ทำให้ราคาแม่พันธุ์กุ้งขยับตัวสูงขึ้นถึงตัวละ 7,000-8,000 บาท เดือนธันวาคมปีที่แล้วมีราคาเพียงตัวละ 2,300-2,500 บาท เท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องมาจากจำนวนแม่พันธุ์กุ้งที่จับจากแหล่งต่างๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมกันมีเพียง 400-500 ตัว/วัน ในขณะที่ความต้องการแม่พันธุ์กุ้งมีมากถึงวันละ 700 ตัว/วัน
สาเหตุที่ทำให้แม่พันธุ์กุ้งมีปริมาณลดลงเนื่องจาก
1) ปรากฎการณ์ เอลนิโน ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณจังหวัดสตูล เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งแม่พันธุ์กุ้งอาศัยอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้แม่พันธุ์กุ้งอพยพย้ายถิ่น
2) จำนวนแมงกะพรุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก บริเวณแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีแม่พันธุ์กุ้งน้อยลง และแม้ว่าจะจับแม่กุ้งได้แต่ที่มีอัตรารอดต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งยังมีอัตราวางไข่ต่ำมากเพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น
3) การเก็บเกี่ยวแม่พันธุ์กุ้งจากธรรมชาติ มาป้อนอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้ง กระทำกันมานานนับสิบปี แต่ไม่ได้คืนหรือเพิ่มแม่พันธุ์กุ้งสู่ทะเลเลย
4) มีการลักลอบส่งแม่พันธุ์กุ้งไปขายต่างประเทศ เพราะราคาแม่พันธุ์กุ้งที่ต่างประเทศ เสนอซื้อสูงกว่าในประเทศ
จากภาวะการขาดแคลนแม่พันธุ์กุ้งดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตกุ้งกุลาดำในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 216,000 ตัน อาจจะไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งด้วย
สำหรับแนวทางแก้ไขการขาดแคลนแม่พันธุ์กุ้งนั้น กรมประมงได้ดำเนินการแล้วดังนี้
1) ศึกษาวิจัยเพื่อเพาะพ่อแม่พันธุ์กุ้งขึ้นเอง โดยต้องเป็นพันธุ์ที่ปลอดโรคเพื่อใช้ในการเลี้ยงเพื่อส่งออก ขณะนี้ทำการเพาะถึงรุ่นลูกแล้วและกำลังวิจัยในรุ่นหลาน คาดว่าประมาณปี 2542 คงสามารถขายพ่อแม่พันธุ์กุ้งปลอดโรคให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้
2) สร้างพ่อแม่พันธุ์กุ้งในธรรมชาติด้วยการปล่อยลูกกุ้งลงสู่ทะเลปีละ 500 ล้านตัวแม้จะมีอัตรารอดเพียงร้อยละ 5
3) เมื่อเดือนเมษายนนี้ได้ปล่อยกุ้งโตอายุประมาณ 4 เดือน ลงในทะเลประมาณ 1 แสนตัวเพื่อให้เติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ในเวลาอันรวดเร็ว คาดว่าประมาณ 6 เดือน ก็สามารถโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้
4) มีการนำเข้าแม่พันธุ์กุ้งจากต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น แต่ถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง ทำให้ราคาแม่กุ้งซึ่งสูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก ขณะนี้กรมประมงกำลังดำเนินการเพื่อขอลดภาษีดังกล่าว
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-18 เม.ย. 41) สัตว์น้ำทุกชนิดส่งเข้าประมูลจำหน่ายที่องค์การสะพานปลากรุงเทพฯ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,431.47 ตัน แยกเป็นสัตว์น้ำเค็ม 1,968.26 ตัน สัตว์น้ำจืด 1,463.21 ตัน ประกอบด้วยสัตว์น้ำที่สำคัญ ได้แก่
1.1 ปลาดุก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 23.26 ตัน
1.2 ปลาช่อน ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 24.87 ตัน
1.3 กุ้งทะเล ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 162.43 ตัน
1.4 ปลาทู ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 524.87 ตัน
1.5 ปลาหมึก ส่งเข้าประมูลจำหน่าย 116.55 ตัน
2. สถานการณ์การตลาด
ความเคลื่อนไหวของราคาสัตว์น้ำที่สำคัญประจำสัปดาห์นี้มีดังนี้
2.1 ปลาดุกบิ๊กอุย ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 35.00 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯเฉลี่ยกิโลกรัมละ 36.00 บาท ทรวตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
2.2 ปลาช่อน ราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 60.00 บาท สูงขึ้นจาก 50.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 10.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 70.00 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
2.3 กุ้งกุลาดำ กุ้งกุลาดำสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 334.00 บาท ลดลงจาก 375.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 41.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 600.00 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
2.4 ปลาทู ปลาทูสดขนาดกลางราคาที่ชาวประมงขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 23.81 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 37.00 บาท สูงขึ้นจาก 35.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 2.00 บาท
2.5 ปลาหมึก ราคาปลาหมึกกระดองสดที่ชาวประมงขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 45.00 บาท ลดลง 52.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 7.00 บาท
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 64.28 บาท สูงขึ้นจาก 60.00 บาท ของสัปดาห์ก่อน 4.28 บาท
2.6 ปลาเป็ดและปลาป่น ราคาปลาเป็ดที่ชาวประมงขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.40 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 3.43 บาท ของสัปดาห์ก่อน 0.03 บาท
สำหรับราคาขายส่งปลาป่นชนิดโปรตีน 58-62.9% สัปดาห์นี้ไม่มีรายงาน
--ข่าวการผลิต การตลาด ผลิตผลการเกษตร ฉบับที่ 15 ประจำวันที่ 20-26 เม.ย. 2541--