(2) การรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำมันเปลี่ยนแปลงการใช้น้ำมันเบนซินคุณภาพสูงเกินความจำเป็น (“ใช้เบนซินให้ถูกชนิด ช่วยเศรษฐกิจของประเทศ”)
ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันเบนซินเพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการเติมสารเติมแต่งที่ไม่จำเป็น การผลิตน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงกว่ามาตรฐาน และการใช้น้ำมันอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยยกเลิกน้ำมันเบนซินประเภทออกเทน 95 ที่มีสารเคลือบบ่าวาล์ว และเพิ่มน้ำมันเบนซินประเภทออกเทน 91 ที่มีคุณภาพปานกลาง และเบนซิน 87 ที่มีคุณภาพต่ำ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นมานั้น สพช. ร่วมกับกรมทะเบียนการค้าได้จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ “ใช้น้ำมันให้ถูกชนิด ช่วยเศรษฐกิจของชาติ” ขึ้น เพื่อโน้มน้าวและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จากการใช้น้ำมันเบนซินที่มีคุณภาพสูงเกินความจำเป็น และเพื่อสร้างทัศนคติให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคมีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกใช้น้ำมันเบนซินที่มีคุณภาพเหมาะสมกับเครื่องยนต์ และสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าสารต่างๆ ที่นำมาผสมในน้ำมัน และทำให้ประหยัดต้นทุนการผลิตในที่สุด โดยดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง มิถุนายน 2541
(3) การรณรงค์ปีอนุรักษ์พลังงานไทย ปี 2542
จากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในปัจจุบัน ทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน ดังนั้น การรณรงค์ปีอนุรักษ์พลังงานไทย ปี 2542 จึงได้ดำเนินการต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ร่วมใจกันประหยัดพลังงาน โดยกระทำให้ติดเป็นนิสัยมิใช่ทำเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเท่านั้น พร้อมกับเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานการณ์พลังงาน วิธีในการหยัดพลังงานในประเด็นที่ลึกซึ้งขึ้นจากปีก่อน โดยกลุ่มเป้าหมายยังคงเป็นประชาชนทั่วไป เยาวชน องค์กรต่างๆ และสื่อมวลชน ซึ่งจะมีกิจกรรมทั้งที่ผ่านสื่อมวลชน และที่ไปถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มโดยตรง เช่น การประกวดประหยัดน้ำมันและไฟฟ้าระหว่างจังหวัด สถานีวิทยุคลื่นพลังงาน การประกวดโรงเรียนรวมพลังหาร 2 ค่ายเยาวชนอนุรักษ์พลังงาน ปีที่ 3 องค์กรรวมพลังหาร 2 ปีที่ 2 รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2542 ถึงเดือนมีนาคม 2543
(4) การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการยกเลิกการควบคุมราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว
เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ให้ยกเลิกการควบคุมราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีในตลาดก๊าซปิโตรเลียมเหลว และทำให้ราคาของก๊าซปิโตรเลียมเหลวสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง อันจะส่งผลให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สพช. จึงได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง และตระหนักถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้ประกอบการค้า ทุกระดับ ซึ่งการประชาสัมพันธ์ประกอบด้วย การจัดสนทนาทางรายการโทรทัศน์และวิทยุ ประสานงานส่งข้อมูลให้นักข่าว จัดการแถลงข่าว จัดการสัมภาษณ์ผู้บริหาร การผลิตและเผยแพร่สารคดีทางวิทยุและหนังสือพิมพ์ และผลิตวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งการดำเนินโครงการจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง เดือนสิงหาคม 2542 และระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึง เดือนสิงหาคม 2543
5. การส่งเสริมให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
ในช่วงที่ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันของประเทศก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อันเนื่องมาจากความต้องการใช้เชื้อเพลิงลดลงอย่างมากทั้งภายในประเทศและภายใน ภูมิภาคเอเชีย ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันของประเทศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้ง เพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเพื่อนำไปสู่การใช้ การจัดหา และการจำหน่ายพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้มีการดำเนินมาตรการในหลายๆ มาตรการ ได้แก่ การปรับลดปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งบริษัทตัวกลาง เพื่อบริหารงานของบริษัทโรงกลั่น น้ำมัน ระยองและสตาร์ การสนับสนุนทางการเงินของ ปตท. เพื่อเพิ่มทุนในบริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเตา เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการทบทวนกฎเกณฑ์ในภาคธุรกิจยางมะตอย เพื่อเป็นการลดการผูกขาดในธุรกิจ ด้านพลังงาน และได้มีการปรับปรุงมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงให้มี ประสิทธิภาพมาเป็นลำดับ ตลอดจน ได้มีการจัดทำมาตรการในการส่งเสริมคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมันเพื่อให้การแก้ไขปัญหาการลักลอบฯ มีความรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีดังนี้
5.1 การปรับปรุงปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาวิตต์ โพธิวิหค) ได้ประชุมหารือกับ สพช. ปตท. กลุ่ม โรงกลั่นน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 7 ราย คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และบริษัทคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 และมีความเห็นร่วมกันว่าควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎเกณฑ์ของรัฐในเรื่องการสำรองน้ำมัน เชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว โดยลดปริมาณการสำรองน้ำมันลง ทำให้สามารถนำน้ำมันที่สำรองไว้ในประเทศ บางส่วนมาจำหน่ายเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ จากการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งในปีหนึ่งๆ มีมูลค่านำเข้าประมาณ 200,000 ล้านบาท ลงได้ส่วนหนึ่ง
ต่อมา สพช. ได้จัดทำแนวทางการดำเนินการในการลดอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเสนอต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาวิตต์ โพธิวิหค) เพื่อนำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม 2540 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ให้ลดอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงจากอัตราเดิมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2539) เป็นอัตราใหม่ คือ น้ำมันที่จัดหาในประเทศทุกชนิด ให้ลดจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 3 น้ำมันดิบที่นำเข้ามาในประเทศให้ลดจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 3 และ น้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้าในประเทศให้ลดจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 6 และยกเว้นการสำรองน้ำมันดิบในส่วนที่โรงกลั่นน้ำมันจัดหามาเพื่อใช้ในการกลั่นเพื่อส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการดังกล่าว โดยให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2540) เรื่อง กำหนดชนิดและอัตราของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรอง เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 122 ง ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
จากการดำเนินการลดปริมาณการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวข้างต้น จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 9,437 ล้านบาท/ปี ทำให้ประหยัดเงินสำรองระหว่างประเทศได้ประมาณ 236 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ปี และยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องของระบบการเงินของประเทศประมาณ 11,064 ล้านบาท/ปี
5.2 การจัดตั้งบริษัทตัวกลางเพื่อบริหารงานของบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน 2 ราย
บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (RRC) ได้เสนอคำร้องให้รัฐบาลสนับสนุนแผนการจัดตั้งบริษัทตัวกลาง เพื่อบริหารงานของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (SPRC) และบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (RRC) เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน และเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 บริษัท สพช. ได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวและได้จัดทำข้อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เห็นชอบในหลักการแผนการจัดตั้งบริษัทตัวกลาง และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ดังนี้
ให้กระทรวงอุตสาหกรรมแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจัดสร้างและประกอบกิจการโรงกลั่นปิโตรเลียม เพื่อให้บริษัท RRC และ SPRC สามารถจัดให้บริษัทตัวกลางเข้ามาบริหารงานในโรงกลั่นน้ำมันได้
ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุญาตให้ช่างฝีมือต่างชาติของทั้งสองบริษัทไปปฏิบัติงานในบริษัทตัวกลางได้
ให้กรมทะเบียนการค้าอนุญาตให้บริษัทตัวกลางประกอบกิจการบริหารโรงกลั่นน้ำมัน และจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันได้
ให้กรมสรรพสามิตพิจารณาดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับการดำเนินการยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งถ่ายเทระหว่าง 2 โรงกลั่น
ให้กระทรวงการคลังเร่งรัดให้กรมสรรพากรพิจารณาสนับสนุนการรวมโรงกลั่น โดยให้กำหนดแนวทางการดำเนินการมิให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
5.3 การเพิ่มทุนและสนับสนุนทางการเงินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด
บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (THAPPLINE) ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินโครงการท่อส่งน้ำมันจาก ศรีราชาถึงสระบุรี ต่อมา ผู้ถือหุ้นได้หารือและเห็นชอบให้ดำเนินโครงการต่อท่อเชื่อมจากศรีราชาไปมาบตาพุด เพื่อให้สามารถรับน้ำมันผ่านท่อเพิ่มได้ ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนและจัดหาเงินกู้เพิ่ม ดังนั้น ปตท. จึงได้จัดทำเรื่องเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ ปตท. เพิ่มทุนใน THAPPLINE และสนับสนุน THAPPLINE ในการจัดหาเงินกู้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ให้ ปตท. คงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ตามเดิม คือ ร้อยละ 30.6 และกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยสละสิทธิการเพิ่มทุน ให้ ปตท. รับไปเจรจากับผู้ร่วมทุนรายอื่นให้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นแทน
ต่อมา THAPPLINE ได้เรียกเงินเพื่อเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นรายอื่น และในส่วนที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนนั้น ปตท. และ THAPPLINE ได้ติดต่อบริษัท Trans Canada International (TCI) ให้เข้าร่วมทุนใน THAPPLINE สำหรับในส่วนที่ ปตท. ถือหุ้น โดยได้นำเสนอต่อคณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ ปตท. เพิ่มทุนใน THAPPLINE ในการดำเนินโครงการ ต่อท่อเชื่อมมาบตาพุด-ศรีราชา
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจให้ ปตท. เพิ่มทุนใน THAPPLINE ได้ตามสัดส่วนที่ ปตท. ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 30.6 คิดเป็นเงิน 115.5 ล้านบาท และในกรณีที่ THAPPLINE จำเป็นต้องเพิ่มทุน เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของผู้ให้กู้ และผู้ถือหุ้น ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนด้วยแล้ว ให้ ปตท. สามารถเพิ่มทุนได้อีกภายในวงเงิน 218 ล้านบาท เพื่อรักษา สัดส่วนการถือหุ้นเดิมที่ร้อยละ 30.6 หรือให้ ปตท. ลดสัดส่วนการถือหุ้นลง กรณีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมทุนหรือ ผู้ร่วมทุนเดิมประสงค์จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน THAPPLINE ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. จะต้อง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
5.4 การทบทวนกฎเกณฑ์ในภาคธุรกิจยางมะตอยการดำเนินธุรกิจยางมะตอยในปัจจุบันนั้นยังเป็นธุรกิจที่มีการผูกขาด เนื่องจากกฎเกณฑ์ของรัฐที่เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติ เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเพียงรายเดียว สพช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้พิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2539 ข้อ 16 (5) เพื่อไม่ให้เกิดสภาพผูกขาด และได้ยกเลิกกฎระเบียบปฏิบัติของกรมทางหลวง และหน่วยงานของรัฐที่กำหนดให้ผู้รับเหมาที่ประมูลงานของรัฐหรือผู้จำหน่ายยางมะตอยให้กับรัฐต้องมีใบรับรองผลคุณภาพยางมะตอยของกรมทางหลวง และคำสั่งกรมทางหลวง ที่ 45/2539 ซึ่งกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานควบคุมคุณภาพยางมะตอยที่โรงงาน เนื่องจากการควบคุมคุณภาพ โดยการปฏิบัติตามระบบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นมาตรการที่เพียงพอและรัดกุมอยู่แล้ว และกรมทางหลวงมีจำนวนเจ้าหน้าที่จำกัดไม่เพียงพอกับจำนวนโรงงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการบางราย
5.5 มาตรการส่งเสริมคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน (คสน.)
เพื่อเป็นการส่งเสริมการประกอบกิจการคลังน้ำมันในด้านการค้าระหว่างประเทศ และเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงให้รัดกุมยิ่งขึ้น สพช. ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้จัดทำข้อเสนอมาตรการในการส่งเสริมคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน (คสน.) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 และมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
ให้กรมทะเบียนการค้าแก้ไขประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 124) พ.ศ. 2540 ให้ผู้นำน้ำมันเข้ามาเก็บใน คสน. ไม่ต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 แต่ไม่มีสิทธินำน้ำมันดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศ เว้นแต่ผู้นำเข้าที่อยู่นอกราชอาณาจักร และมิได้มีสำนักงานตัวแทนหรือสถานประกอบกิจการค้าภายในราชอาณาจักรขายน้ำมันที่ นำเข้าเก็บใน คสน. นั้น ให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 เพื่อนำมาใช้ในราชอาณาจักรได้
ให้กรมศุลกากรแก้ไขประกาศกรมศุลกากร ที่ 37/2541 เรื่อง ระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน ให้ผู้นำเข้ามาเก็บใน คสน. ไม่ต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 และกำหนดให้เจ้าของคลังสินค้าต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก และเก็บรักษาน้ำมัน ซึ่งเป็นของผู้ที่มิใช่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 ตามที่กรมทะเบียนการค้ากำหนด รวมทั้ง ให้เจ้าของคลังสินค้าต้องติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งการเดินทางเข้าออกของเรือขนส่งน้ำมัน และข้อมูลอื่นๆ ตามที่กรมศุลกากรกำหนด
ให้กรมสรรพสามิตดำเนินการสนับสนุนการประกอบกิจการคลังน้ำมันที่มีการเก็บน้ำมันไว้รอการส่งออก โดยให้ผู้ส่งออกสามารถนำน้ำมันจากโรงกลั่นไปเก็บไว้ที่คลังน้ำมันเพื่อรอการส่งออกได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี และมีเงื่อนไขควบคุมการประกอบกิจการทำนองเดียวกันกับกรมศุลกากร กล่าวคือ ให้ผู้นำน้ำมันเข้ามาเก็บในคลังไม่ต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 และกำหนดให้เจ้าของคลังน้ำมันต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก และเก็บรักษาน้ำมัน ซึ่งเป็นของผู้ที่มิใช่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 ตามที่กรมทะเบียนการค้ากำหนด รวมทั้ง ให้เจ้าของคลังน้ำมันต้องติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งการเดินทางเข้าออกของเรือขนส่งน้ำมัน และข้อมูลอื่นๆ ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด
ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกพื้นที่ในคลังน้ำมันส่วนที่เป็นคลังสินค้า ทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมันของกรมศุลกากร และส่วนที่เป็นคลังน้ำมันส่งออกของกรมสรรพสามิตออกจากกัน ซึ่งทำให้ไม่คล่องตัวในการประกอบกิจการและเป็นการลดขีดความสามารถของคลังน้ำมันในการรับน้ำมัน
ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 ซึ่งให้กรมศุลกากรระงับการอนุญาตให้จัดตั้ง คสน. ไว้ก่อนจนกว่าปัญหาความเสี่ยงภัยในการเกิดการลักลอบจะได้รับการแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ให้กองทัพเรือ กรมตำรวจ และกรมศุลกากร จัดให้มีหน่วยงานรับข้อมูลจาก คสน. ของกรมศุลกากร และคลังน้ำมันที่ขออนุญาตนำน้ำมันจากโรงกลั่นเข้ามาเก็บไว้เพื่อรอการส่งออก โดยได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
5.6 การแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
การลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ค้าน้ำมันสุจริตที่เสียภาษีโดยครบถ้วน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา และได้มีการพิจารณาปรับปรุง มาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ โดยการดำเนินการในช่วงปี 2541 มีความก้าวหน้า ดังนี้
กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการยกเลิกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดคุณสมบัติสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon Solvent) ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 และออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดคุณสมบัติสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน และระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอนที่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ลงวันที่ 7 มกราคม 2541 แทน โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันออกประกาศเป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบคลุมสารละลายทุกชนิดที่จะใช้ปลอมปนในน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อควบคุมการจำหน่ายว่าได้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมจริง
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ประชุมคณะกรรมการร่างกฎหมายคณะที่ 1 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อให้อำนาจในการริบเรือ ทุกขนาดที่ใช้ในการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรได้ และกำหนดมาตรการห้ามขนถ่ายสิ่งของในทะเลนอกเขตท่า ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้เสนอเรื่องไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป กรมสรรพสามิตได้พิจารณาคัดเลือกคุณสมบัติของสาร Marker ที่จะนำมาใช้เติมในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ส่งออก โดยได้คัดเลือกสาร Marker ของบริษัท BASF เนื่องจากมีความเหมาะสมที่สุด
กรมสรรพสามิตได้แก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2529) ว่าด้วยการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร และการขอรับคืนหรือยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมมีสิทธิได้รับคืนหรือยกเว้นภาษี เพื่อให้อำนาจกรมสรรพสามิตสามารถเติมสาร Marker ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ส่งออกได้ ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 และต่อมากรมสรรพสามิตได้ส่งเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาลงนามแล้ว
กรมทะเบียนการค้าได้ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ฉบับที่..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญ คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่จะนำหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรจะต้องเติมสาร Marker ตามระเบียบที่กรมศุลกากรหรือกรมสรรพสามิตกำหนดแล้วแต่กรณี สำหรับการดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงปี พ.ศ. 2541 ปรากฏว่า สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดสรุปได้ดังนี้
-ยังมีต่อ-
--สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ--
-ยก-
ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันเบนซินเพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการเติมสารเติมแต่งที่ไม่จำเป็น การผลิตน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงกว่ามาตรฐาน และการใช้น้ำมันอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยยกเลิกน้ำมันเบนซินประเภทออกเทน 95 ที่มีสารเคลือบบ่าวาล์ว และเพิ่มน้ำมันเบนซินประเภทออกเทน 91 ที่มีคุณภาพปานกลาง และเบนซิน 87 ที่มีคุณภาพต่ำ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นมานั้น สพช. ร่วมกับกรมทะเบียนการค้าได้จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ “ใช้น้ำมันให้ถูกชนิด ช่วยเศรษฐกิจของชาติ” ขึ้น เพื่อโน้มน้าวและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จากการใช้น้ำมันเบนซินที่มีคุณภาพสูงเกินความจำเป็น และเพื่อสร้างทัศนคติให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคมีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกใช้น้ำมันเบนซินที่มีคุณภาพเหมาะสมกับเครื่องยนต์ และสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าสารต่างๆ ที่นำมาผสมในน้ำมัน และทำให้ประหยัดต้นทุนการผลิตในที่สุด โดยดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง มิถุนายน 2541
(3) การรณรงค์ปีอนุรักษ์พลังงานไทย ปี 2542
จากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในปัจจุบัน ทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน ดังนั้น การรณรงค์ปีอนุรักษ์พลังงานไทย ปี 2542 จึงได้ดำเนินการต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ร่วมใจกันประหยัดพลังงาน โดยกระทำให้ติดเป็นนิสัยมิใช่ทำเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเท่านั้น พร้อมกับเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานการณ์พลังงาน วิธีในการหยัดพลังงานในประเด็นที่ลึกซึ้งขึ้นจากปีก่อน โดยกลุ่มเป้าหมายยังคงเป็นประชาชนทั่วไป เยาวชน องค์กรต่างๆ และสื่อมวลชน ซึ่งจะมีกิจกรรมทั้งที่ผ่านสื่อมวลชน และที่ไปถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มโดยตรง เช่น การประกวดประหยัดน้ำมันและไฟฟ้าระหว่างจังหวัด สถานีวิทยุคลื่นพลังงาน การประกวดโรงเรียนรวมพลังหาร 2 ค่ายเยาวชนอนุรักษ์พลังงาน ปีที่ 3 องค์กรรวมพลังหาร 2 ปีที่ 2 รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2542 ถึงเดือนมีนาคม 2543
(4) การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการยกเลิกการควบคุมราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว
เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ให้ยกเลิกการควบคุมราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีในตลาดก๊าซปิโตรเลียมเหลว และทำให้ราคาของก๊าซปิโตรเลียมเหลวสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง อันจะส่งผลให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สพช. จึงได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง และตระหนักถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้ประกอบการค้า ทุกระดับ ซึ่งการประชาสัมพันธ์ประกอบด้วย การจัดสนทนาทางรายการโทรทัศน์และวิทยุ ประสานงานส่งข้อมูลให้นักข่าว จัดการแถลงข่าว จัดการสัมภาษณ์ผู้บริหาร การผลิตและเผยแพร่สารคดีทางวิทยุและหนังสือพิมพ์ และผลิตวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งการดำเนินโครงการจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง เดือนสิงหาคม 2542 และระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึง เดือนสิงหาคม 2543
5. การส่งเสริมให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
ในช่วงที่ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันของประเทศก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อันเนื่องมาจากความต้องการใช้เชื้อเพลิงลดลงอย่างมากทั้งภายในประเทศและภายใน ภูมิภาคเอเชีย ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันของประเทศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้ง เพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเพื่อนำไปสู่การใช้ การจัดหา และการจำหน่ายพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้มีการดำเนินมาตรการในหลายๆ มาตรการ ได้แก่ การปรับลดปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งบริษัทตัวกลาง เพื่อบริหารงานของบริษัทโรงกลั่น น้ำมัน ระยองและสตาร์ การสนับสนุนทางการเงินของ ปตท. เพื่อเพิ่มทุนในบริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเตา เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการทบทวนกฎเกณฑ์ในภาคธุรกิจยางมะตอย เพื่อเป็นการลดการผูกขาดในธุรกิจ ด้านพลังงาน และได้มีการปรับปรุงมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงให้มี ประสิทธิภาพมาเป็นลำดับ ตลอดจน ได้มีการจัดทำมาตรการในการส่งเสริมคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมันเพื่อให้การแก้ไขปัญหาการลักลอบฯ มีความรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีดังนี้
5.1 การปรับปรุงปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาวิตต์ โพธิวิหค) ได้ประชุมหารือกับ สพช. ปตท. กลุ่ม โรงกลั่นน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 7 ราย คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และบริษัทคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 และมีความเห็นร่วมกันว่าควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎเกณฑ์ของรัฐในเรื่องการสำรองน้ำมัน เชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว โดยลดปริมาณการสำรองน้ำมันลง ทำให้สามารถนำน้ำมันที่สำรองไว้ในประเทศ บางส่วนมาจำหน่ายเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ จากการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งในปีหนึ่งๆ มีมูลค่านำเข้าประมาณ 200,000 ล้านบาท ลงได้ส่วนหนึ่ง
ต่อมา สพช. ได้จัดทำแนวทางการดำเนินการในการลดอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเสนอต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาวิตต์ โพธิวิหค) เพื่อนำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม 2540 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ให้ลดอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงจากอัตราเดิมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2539) เป็นอัตราใหม่ คือ น้ำมันที่จัดหาในประเทศทุกชนิด ให้ลดจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 3 น้ำมันดิบที่นำเข้ามาในประเทศให้ลดจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 3 และ น้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้าในประเทศให้ลดจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 6 และยกเว้นการสำรองน้ำมันดิบในส่วนที่โรงกลั่นน้ำมันจัดหามาเพื่อใช้ในการกลั่นเพื่อส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการดังกล่าว โดยให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2540) เรื่อง กำหนดชนิดและอัตราของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรอง เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 122 ง ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
จากการดำเนินการลดปริมาณการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวข้างต้น จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 9,437 ล้านบาท/ปี ทำให้ประหยัดเงินสำรองระหว่างประเทศได้ประมาณ 236 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ปี และยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องของระบบการเงินของประเทศประมาณ 11,064 ล้านบาท/ปี
5.2 การจัดตั้งบริษัทตัวกลางเพื่อบริหารงานของบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน 2 ราย
บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (RRC) ได้เสนอคำร้องให้รัฐบาลสนับสนุนแผนการจัดตั้งบริษัทตัวกลาง เพื่อบริหารงานของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (SPRC) และบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (RRC) เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน และเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 บริษัท สพช. ได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวและได้จัดทำข้อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เห็นชอบในหลักการแผนการจัดตั้งบริษัทตัวกลาง และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ดังนี้
ให้กระทรวงอุตสาหกรรมแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจัดสร้างและประกอบกิจการโรงกลั่นปิโตรเลียม เพื่อให้บริษัท RRC และ SPRC สามารถจัดให้บริษัทตัวกลางเข้ามาบริหารงานในโรงกลั่นน้ำมันได้
ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุญาตให้ช่างฝีมือต่างชาติของทั้งสองบริษัทไปปฏิบัติงานในบริษัทตัวกลางได้
ให้กรมทะเบียนการค้าอนุญาตให้บริษัทตัวกลางประกอบกิจการบริหารโรงกลั่นน้ำมัน และจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันได้
ให้กรมสรรพสามิตพิจารณาดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับการดำเนินการยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งถ่ายเทระหว่าง 2 โรงกลั่น
ให้กระทรวงการคลังเร่งรัดให้กรมสรรพากรพิจารณาสนับสนุนการรวมโรงกลั่น โดยให้กำหนดแนวทางการดำเนินการมิให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
5.3 การเพิ่มทุนและสนับสนุนทางการเงินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด
บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (THAPPLINE) ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินโครงการท่อส่งน้ำมันจาก ศรีราชาถึงสระบุรี ต่อมา ผู้ถือหุ้นได้หารือและเห็นชอบให้ดำเนินโครงการต่อท่อเชื่อมจากศรีราชาไปมาบตาพุด เพื่อให้สามารถรับน้ำมันผ่านท่อเพิ่มได้ ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนและจัดหาเงินกู้เพิ่ม ดังนั้น ปตท. จึงได้จัดทำเรื่องเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ ปตท. เพิ่มทุนใน THAPPLINE และสนับสนุน THAPPLINE ในการจัดหาเงินกู้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ให้ ปตท. คงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ตามเดิม คือ ร้อยละ 30.6 และกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยสละสิทธิการเพิ่มทุน ให้ ปตท. รับไปเจรจากับผู้ร่วมทุนรายอื่นให้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นแทน
ต่อมา THAPPLINE ได้เรียกเงินเพื่อเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นรายอื่น และในส่วนที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนนั้น ปตท. และ THAPPLINE ได้ติดต่อบริษัท Trans Canada International (TCI) ให้เข้าร่วมทุนใน THAPPLINE สำหรับในส่วนที่ ปตท. ถือหุ้น โดยได้นำเสนอต่อคณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ ปตท. เพิ่มทุนใน THAPPLINE ในการดำเนินโครงการ ต่อท่อเชื่อมมาบตาพุด-ศรีราชา
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจให้ ปตท. เพิ่มทุนใน THAPPLINE ได้ตามสัดส่วนที่ ปตท. ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 30.6 คิดเป็นเงิน 115.5 ล้านบาท และในกรณีที่ THAPPLINE จำเป็นต้องเพิ่มทุน เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของผู้ให้กู้ และผู้ถือหุ้น ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนด้วยแล้ว ให้ ปตท. สามารถเพิ่มทุนได้อีกภายในวงเงิน 218 ล้านบาท เพื่อรักษา สัดส่วนการถือหุ้นเดิมที่ร้อยละ 30.6 หรือให้ ปตท. ลดสัดส่วนการถือหุ้นลง กรณีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมทุนหรือ ผู้ร่วมทุนเดิมประสงค์จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน THAPPLINE ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. จะต้อง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
5.4 การทบทวนกฎเกณฑ์ในภาคธุรกิจยางมะตอยการดำเนินธุรกิจยางมะตอยในปัจจุบันนั้นยังเป็นธุรกิจที่มีการผูกขาด เนื่องจากกฎเกณฑ์ของรัฐที่เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติ เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเพียงรายเดียว สพช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้พิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2539 ข้อ 16 (5) เพื่อไม่ให้เกิดสภาพผูกขาด และได้ยกเลิกกฎระเบียบปฏิบัติของกรมทางหลวง และหน่วยงานของรัฐที่กำหนดให้ผู้รับเหมาที่ประมูลงานของรัฐหรือผู้จำหน่ายยางมะตอยให้กับรัฐต้องมีใบรับรองผลคุณภาพยางมะตอยของกรมทางหลวง และคำสั่งกรมทางหลวง ที่ 45/2539 ซึ่งกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานควบคุมคุณภาพยางมะตอยที่โรงงาน เนื่องจากการควบคุมคุณภาพ โดยการปฏิบัติตามระบบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นมาตรการที่เพียงพอและรัดกุมอยู่แล้ว และกรมทางหลวงมีจำนวนเจ้าหน้าที่จำกัดไม่เพียงพอกับจำนวนโรงงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการบางราย
5.5 มาตรการส่งเสริมคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน (คสน.)
เพื่อเป็นการส่งเสริมการประกอบกิจการคลังน้ำมันในด้านการค้าระหว่างประเทศ และเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงให้รัดกุมยิ่งขึ้น สพช. ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้จัดทำข้อเสนอมาตรการในการส่งเสริมคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน (คสน.) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 และมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
ให้กรมทะเบียนการค้าแก้ไขประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 124) พ.ศ. 2540 ให้ผู้นำน้ำมันเข้ามาเก็บใน คสน. ไม่ต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 แต่ไม่มีสิทธินำน้ำมันดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศ เว้นแต่ผู้นำเข้าที่อยู่นอกราชอาณาจักร และมิได้มีสำนักงานตัวแทนหรือสถานประกอบกิจการค้าภายในราชอาณาจักรขายน้ำมันที่ นำเข้าเก็บใน คสน. นั้น ให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 เพื่อนำมาใช้ในราชอาณาจักรได้
ให้กรมศุลกากรแก้ไขประกาศกรมศุลกากร ที่ 37/2541 เรื่อง ระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน ให้ผู้นำเข้ามาเก็บใน คสน. ไม่ต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 และกำหนดให้เจ้าของคลังสินค้าต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก และเก็บรักษาน้ำมัน ซึ่งเป็นของผู้ที่มิใช่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 ตามที่กรมทะเบียนการค้ากำหนด รวมทั้ง ให้เจ้าของคลังสินค้าต้องติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งการเดินทางเข้าออกของเรือขนส่งน้ำมัน และข้อมูลอื่นๆ ตามที่กรมศุลกากรกำหนด
ให้กรมสรรพสามิตดำเนินการสนับสนุนการประกอบกิจการคลังน้ำมันที่มีการเก็บน้ำมันไว้รอการส่งออก โดยให้ผู้ส่งออกสามารถนำน้ำมันจากโรงกลั่นไปเก็บไว้ที่คลังน้ำมันเพื่อรอการส่งออกได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี และมีเงื่อนไขควบคุมการประกอบกิจการทำนองเดียวกันกับกรมศุลกากร กล่าวคือ ให้ผู้นำน้ำมันเข้ามาเก็บในคลังไม่ต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 และกำหนดให้เจ้าของคลังน้ำมันต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก และเก็บรักษาน้ำมัน ซึ่งเป็นของผู้ที่มิใช่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 ตามที่กรมทะเบียนการค้ากำหนด รวมทั้ง ให้เจ้าของคลังน้ำมันต้องติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งการเดินทางเข้าออกของเรือขนส่งน้ำมัน และข้อมูลอื่นๆ ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด
ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกพื้นที่ในคลังน้ำมันส่วนที่เป็นคลังสินค้า ทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมันของกรมศุลกากร และส่วนที่เป็นคลังน้ำมันส่งออกของกรมสรรพสามิตออกจากกัน ซึ่งทำให้ไม่คล่องตัวในการประกอบกิจการและเป็นการลดขีดความสามารถของคลังน้ำมันในการรับน้ำมัน
ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 ซึ่งให้กรมศุลกากรระงับการอนุญาตให้จัดตั้ง คสน. ไว้ก่อนจนกว่าปัญหาความเสี่ยงภัยในการเกิดการลักลอบจะได้รับการแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ให้กองทัพเรือ กรมตำรวจ และกรมศุลกากร จัดให้มีหน่วยงานรับข้อมูลจาก คสน. ของกรมศุลกากร และคลังน้ำมันที่ขออนุญาตนำน้ำมันจากโรงกลั่นเข้ามาเก็บไว้เพื่อรอการส่งออก โดยได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
5.6 การแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
การลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ค้าน้ำมันสุจริตที่เสียภาษีโดยครบถ้วน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา และได้มีการพิจารณาปรับปรุง มาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ โดยการดำเนินการในช่วงปี 2541 มีความก้าวหน้า ดังนี้
กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการยกเลิกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดคุณสมบัติสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon Solvent) ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 และออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดคุณสมบัติสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน และระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอนที่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ลงวันที่ 7 มกราคม 2541 แทน โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันออกประกาศเป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบคลุมสารละลายทุกชนิดที่จะใช้ปลอมปนในน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อควบคุมการจำหน่ายว่าได้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมจริง
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ประชุมคณะกรรมการร่างกฎหมายคณะที่ 1 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อให้อำนาจในการริบเรือ ทุกขนาดที่ใช้ในการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรได้ และกำหนดมาตรการห้ามขนถ่ายสิ่งของในทะเลนอกเขตท่า ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้เสนอเรื่องไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป กรมสรรพสามิตได้พิจารณาคัดเลือกคุณสมบัติของสาร Marker ที่จะนำมาใช้เติมในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ส่งออก โดยได้คัดเลือกสาร Marker ของบริษัท BASF เนื่องจากมีความเหมาะสมที่สุด
กรมสรรพสามิตได้แก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2529) ว่าด้วยการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร และการขอรับคืนหรือยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมมีสิทธิได้รับคืนหรือยกเว้นภาษี เพื่อให้อำนาจกรมสรรพสามิตสามารถเติมสาร Marker ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ส่งออกได้ ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 และต่อมากรมสรรพสามิตได้ส่งเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาลงนามแล้ว
กรมทะเบียนการค้าได้ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ฉบับที่..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญ คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่จะนำหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรจะต้องเติมสาร Marker ตามระเบียบที่กรมศุลกากรหรือกรมสรรพสามิตกำหนดแล้วแต่กรณี สำหรับการดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงปี พ.ศ. 2541 ปรากฏว่า สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดสรุปได้ดังนี้
-ยังมีต่อ-
--สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ--
-ยก-