แท็ก
เกษตรกร
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร--24 มิ.ย.--บิสนิวส์
รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตร
1. สถานการณ์สินค้า
1.1 สินค้าที่มีปัญหา
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่มีปัญหา
1.2 สินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
กุ้งกุลาดำ : ราคาโน้มลดลง
กุ้งกุลาดำราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท/กก.)
ปี มค. กพ. มีค. เมย. พค. พค.
ส.1 ส.2 ส.3 ส.4 ส.5
2541 440.50 445.75 404.25 346.33 333.75 330.00 335.00 335.00 335.00 -
2542 285.00 258.75 274.50 297.00 276.60 297.00 298.00 297.00 252.00 239.00
แตกต่างร้อยละ -35.30 -41.95 -32.10 -14.24 -17.12 -10.00 -11.04 -11.34 -24.78
หมายเหตุ : ส. หมายถึงสัปดาห์
: กุ้งขนาด 31-40 ตัว/กก.
ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคากุ้งกุลาดำได้โน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ กุ้งกุลาดำขนาด
31-40 ตัว/กก. เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 297.00 บาท ในสัปดาห์ที่ 1 โน้มลดลงเหลือกิโลกรัมละ 239.00 บาท
ในสัปดาห์ที่ 5 หรือลดลงร้อยละ 19.53 และทรงตัวที่กิโลกรัมละ 239.00 บาท ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน
สาเหตุที่ทำให้ราคาตกต่ำ พอสรุปได้ดังนี้ คือ
1. เนื่องจากผู้ค้าคนกลางหรือที่เรียกกันว่า โบรกเกอร์ที่แพปลามหาชัย ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่มีการซื้อ-ขาย
ปล่อยข่าวไปยังเกษตรกรรายย่อยว่า ช่วงนี้ปริมาณกุ้งออกสู่ตลาดจำนวนมาก หากไม่รีบจับกุ้งขึ้นมาขายราคาจะยิ่งตก
ทั้งที่ความเป็นจริงผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ เพราะปัญหาโรคไวรัสตัวแดง-ดวงขาว และการห้ามเลี้ยงกุ้งกุลา
ดำในพื้นที่น้ำจืด อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวดังกล่าวส่งผลทางจิตวิทยา ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งเร่งจับกุ้งออกมาขายมากขึ้น จึง
เกิดภาวะกุ้งล้นตลาด นอกจากนี้ปัจจุบันรูปแบบการซื้อกุ้งของพ่อค้าคนกลางและห้องเย็นเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยซื้อกุ้งเข้า
สต็อกบางรายชะลอการซื้อกุ้งชั่วคราวเนื่องปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน บางรายหันไปนำเข้ากุ้งจากอินเดีย
และบังกลาเทศเพราะราคาถูกกว่ากุ้งไทย
2. การส่งออกกุ้งของไทยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2542 มีปริมาณ 30,240 ตัน มูลค่า 9,555.14 ล้านบาท
ลดลงจากปริมาณ 34,161 ตัน มูลค่า 17,011.85 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 11.48 และ 43.88
ตามลำดับ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตลาดหลักของไทยมีแนวโน้มลดลงจากนำเข้ากุ้งลดลง กล่าวคือสหรัฐอเมริกามีการนำเข้ากุ้ง
ลดลงภาวะการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นยังประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้หันไปซื้อกุ้งราคาถูกจากประเทศคู่แข่งของไทย
ส่วนตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งกุ้งไทยถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งหมด ตั้งแต่ 1 มกราคม 2542 กุ้งไทยต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น
จากร้อยละ 9.7 เป็นร้อยละ 14.4 ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของกุ้งไทยลดลง ภาวะดังกล่าวส่งผล
กระทบต่อราคากุ้งในประเทศด้วย
ข้อคิดเห็น
1. เกษตรกรไม่ควรเร่งจับกุ้งออกขายเนื่องจากในปี 2542 ผู้เลี้ยงกุ้งรายใหญ่ของโลกซึ่งรวมทั้งประเทศไทย
ประสบปัญหาโรคกุ้งระบาดอย่างมากคาดว่าผลผลิตกุ้งของโลกจะมีปริมาณน้อยกว่าความต้องการของผู้บริโภคน่าจะส่งผลให้
ราคากุ้งในครึ่งปีหลังโน้มสูงขึ้นมากกว่าครึ่งปีแรก
2. ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาช่วยเหลือด้านราคาและการตลาดสินค้าเกษตรได้มีมติเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน
2541 ให้กรมการค้าภายในยืมเงินจากกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ห้องเย็นและ
ผู้ส่งออกยืมเป็นเงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกกุ้งจำนวน 5,000 ตัน โดยกำหนดราคาเป้าหมายนำกุ้ง
ขนาด 20-30 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 224 บาท กุ้งขนาด 31-40 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 194 บาท โดยมี
ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่ธันวาคม 2541-กันยายน 2542 ซึ่งหากเกิดปัญหากุ้งราคาตกต่ำลงอีก ก็สามารถดำเนิน
การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งตามมาตรการดังกล่าวได้
2. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ
2.1 ปาล์มน้ำมัน : โครงการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์ม ปี 2542
กรมการค้าภายในรายงานตัวเลขผลปาล์มเข้าโรงงานเดือนเมษายนมีจำนวน 375,605 ตันเพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม
ซึ่งเข้าโรงงาน จำนวน 293,098 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.14 และเพิ่มขึ้นจากปริมาณที่เข้าโรงงานของระยะ
เวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งมีจำนวน 218,213 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 72.13 สำหรับเดือนพฤษภาคม โรงงาน
สกัดน้ำมันปาล์ม คาดว่าผลปาล์มเข้าโรงงานในปริมาณที่ใกล้เคียงกับเดือนเมษายน และในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
(เมย.-พค.) โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเกือบทุกโรงทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากผลปาล์มที่เข้าโรงงานมี
จำนวนมากกว่าที่เคยมีมา ดังนั้นในช่วงเดือนมิถุนายนโรงงานสกัดฯ บางโรงอาจต้องหยุดรับซื้อผลปาล์มเป็นการชั่วคราว
ทั้งนี้ เพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักรมิให้เสียหาย โดยสภาพปกติโรงงานสกัดฯ เดินเครื่องจักรภายใน 1 สัปดาห์ จะหยุด
1 วัน เพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร แต่เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกร โรงงานสกัดฯ ได้วางแผนสลับกันหยุดพักเครื่อง
จักร
สำหรับ โครงการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์ม ปี 2542 ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2542 อคส. ตกลงซื้อน้ำมัน
ปาล์มดิบจากโรงงานสกัดฯ 19 ราย จำนวน 26,700 ตัน หรือคิดเป็นผลปาล์มสด 60,527.892 ตัน อย่างไร
ก็ตามเนื่องจากฤดูการผลิตนี้ผลปาล์มออกสู่ตลาดมาก และจะมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ เฉลี่ย 56,000 ตันต่อเดือนส่งผล
ให้ราคาเกษตรกรขายได้เฉลี่ยสัปดาห์นี้ (7-13 มิย42) ลดลงเหลือกิโลกรัมละ1.59 บาท ดังนั้น โครงการแทรกแซง
ตลาดน้ำมันปาล์มปี 2542 ที่กรมการค้าภายในดำเนินการไม่สามารถทำให้ราคาเกษตรกรขายได้เพิ่มขึ้นตามราคาเป้า
หมายนำที่กำหนดไว้ที่กิโลกรัมละ 2.72 บาท กรมการค้าภายใน โดย อคส. จึงได้เสนอเพิ่มวงเงินรับซื้อน้ำมันปาล์ม
ดิบอีก 400 ล้านบาท และขยายเวลารับซื้อจากเดิม (กค. 42) ไปถึงเดือนกันยายน 2542 โดยเรื่องนี้จะนำเข้า
พิจารณาในคณะอนุกรรมการ คชก. ในวันที่ 14 มิถุนายน 2542 และคณะกรรมการ คชก. ในวันที่ 18 มิถุนายน 2542
เพื่อให้ความเห็นชอบ
2.2 สุกร : ราคาสุกรเริ่มมีแนวโน้มลดลง
มค.42 กพ. มีค. เมย. พค. มิย.
ราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท/กก.) 43.02 44.42 45.16 47.34 48.16 48.37
ราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศในปี 2542 ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเฉลี่ยกิโลกรัม
ละ 43.02 บาทในเดือนมกราคม เป็นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.16 บาทในเดือนพฤษภาคม หรือสูงขึ้นร้อยละ 11.95
ทั้งนี้ราคาสุกรได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 เนื่องจากได้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและโรค
ท้องร่วงระบาดในสุกรขุนและลูกสุกรในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2541 ส่งผลให้ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลาย
ปี 2541 ลดน้อยลงไม่พอเพียงกับความต้องการราคาสุกรจึงปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้ในสัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.37 บาท ลดลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมี
ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.45 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.17 คาดว่าราคาสุกรจะเริ่มอ่อนตัวลง เนื่องจากตั้งแต่
เดือนเมษายนเป็นต้นมามีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพอากาศไม่ร้อนมากสุกรมีการเจริญเติบโตได้ดี สุกรที่จะออก
สู่ตลาดเริ่มมีปริมาณเพิ่มขึ้น และในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากตามฤดูกาล อาจทำให้ราคาสุกร
มีแนวโน้มลดลง คาดว่าราคาสุกรในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 42-43 บาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเมื่อ
เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 39-42 บาท
--รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรประจำวันที่ 7 - 13 มิ.ย. 2542--
รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตร
1. สถานการณ์สินค้า
1.1 สินค้าที่มีปัญหา
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่มีปัญหา
1.2 สินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
กุ้งกุลาดำ : ราคาโน้มลดลง
กุ้งกุลาดำราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท/กก.)
ปี มค. กพ. มีค. เมย. พค. พค.
ส.1 ส.2 ส.3 ส.4 ส.5
2541 440.50 445.75 404.25 346.33 333.75 330.00 335.00 335.00 335.00 -
2542 285.00 258.75 274.50 297.00 276.60 297.00 298.00 297.00 252.00 239.00
แตกต่างร้อยละ -35.30 -41.95 -32.10 -14.24 -17.12 -10.00 -11.04 -11.34 -24.78
หมายเหตุ : ส. หมายถึงสัปดาห์
: กุ้งขนาด 31-40 ตัว/กก.
ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคากุ้งกุลาดำได้โน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ กุ้งกุลาดำขนาด
31-40 ตัว/กก. เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 297.00 บาท ในสัปดาห์ที่ 1 โน้มลดลงเหลือกิโลกรัมละ 239.00 บาท
ในสัปดาห์ที่ 5 หรือลดลงร้อยละ 19.53 และทรงตัวที่กิโลกรัมละ 239.00 บาท ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน
สาเหตุที่ทำให้ราคาตกต่ำ พอสรุปได้ดังนี้ คือ
1. เนื่องจากผู้ค้าคนกลางหรือที่เรียกกันว่า โบรกเกอร์ที่แพปลามหาชัย ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่มีการซื้อ-ขาย
ปล่อยข่าวไปยังเกษตรกรรายย่อยว่า ช่วงนี้ปริมาณกุ้งออกสู่ตลาดจำนวนมาก หากไม่รีบจับกุ้งขึ้นมาขายราคาจะยิ่งตก
ทั้งที่ความเป็นจริงผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ เพราะปัญหาโรคไวรัสตัวแดง-ดวงขาว และการห้ามเลี้ยงกุ้งกุลา
ดำในพื้นที่น้ำจืด อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวดังกล่าวส่งผลทางจิตวิทยา ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งเร่งจับกุ้งออกมาขายมากขึ้น จึง
เกิดภาวะกุ้งล้นตลาด นอกจากนี้ปัจจุบันรูปแบบการซื้อกุ้งของพ่อค้าคนกลางและห้องเย็นเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยซื้อกุ้งเข้า
สต็อกบางรายชะลอการซื้อกุ้งชั่วคราวเนื่องปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน บางรายหันไปนำเข้ากุ้งจากอินเดีย
และบังกลาเทศเพราะราคาถูกกว่ากุ้งไทย
2. การส่งออกกุ้งของไทยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2542 มีปริมาณ 30,240 ตัน มูลค่า 9,555.14 ล้านบาท
ลดลงจากปริมาณ 34,161 ตัน มูลค่า 17,011.85 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 11.48 และ 43.88
ตามลำดับ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตลาดหลักของไทยมีแนวโน้มลดลงจากนำเข้ากุ้งลดลง กล่าวคือสหรัฐอเมริกามีการนำเข้ากุ้ง
ลดลงภาวะการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นยังประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้หันไปซื้อกุ้งราคาถูกจากประเทศคู่แข่งของไทย
ส่วนตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งกุ้งไทยถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งหมด ตั้งแต่ 1 มกราคม 2542 กุ้งไทยต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น
จากร้อยละ 9.7 เป็นร้อยละ 14.4 ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของกุ้งไทยลดลง ภาวะดังกล่าวส่งผล
กระทบต่อราคากุ้งในประเทศด้วย
ข้อคิดเห็น
1. เกษตรกรไม่ควรเร่งจับกุ้งออกขายเนื่องจากในปี 2542 ผู้เลี้ยงกุ้งรายใหญ่ของโลกซึ่งรวมทั้งประเทศไทย
ประสบปัญหาโรคกุ้งระบาดอย่างมากคาดว่าผลผลิตกุ้งของโลกจะมีปริมาณน้อยกว่าความต้องการของผู้บริโภคน่าจะส่งผลให้
ราคากุ้งในครึ่งปีหลังโน้มสูงขึ้นมากกว่าครึ่งปีแรก
2. ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาช่วยเหลือด้านราคาและการตลาดสินค้าเกษตรได้มีมติเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน
2541 ให้กรมการค้าภายในยืมเงินจากกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ห้องเย็นและ
ผู้ส่งออกยืมเป็นเงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกกุ้งจำนวน 5,000 ตัน โดยกำหนดราคาเป้าหมายนำกุ้ง
ขนาด 20-30 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 224 บาท กุ้งขนาด 31-40 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 194 บาท โดยมี
ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่ธันวาคม 2541-กันยายน 2542 ซึ่งหากเกิดปัญหากุ้งราคาตกต่ำลงอีก ก็สามารถดำเนิน
การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งตามมาตรการดังกล่าวได้
2. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ
2.1 ปาล์มน้ำมัน : โครงการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์ม ปี 2542
กรมการค้าภายในรายงานตัวเลขผลปาล์มเข้าโรงงานเดือนเมษายนมีจำนวน 375,605 ตันเพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม
ซึ่งเข้าโรงงาน จำนวน 293,098 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.14 และเพิ่มขึ้นจากปริมาณที่เข้าโรงงานของระยะ
เวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งมีจำนวน 218,213 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 72.13 สำหรับเดือนพฤษภาคม โรงงาน
สกัดน้ำมันปาล์ม คาดว่าผลปาล์มเข้าโรงงานในปริมาณที่ใกล้เคียงกับเดือนเมษายน และในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
(เมย.-พค.) โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเกือบทุกโรงทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากผลปาล์มที่เข้าโรงงานมี
จำนวนมากกว่าที่เคยมีมา ดังนั้นในช่วงเดือนมิถุนายนโรงงานสกัดฯ บางโรงอาจต้องหยุดรับซื้อผลปาล์มเป็นการชั่วคราว
ทั้งนี้ เพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักรมิให้เสียหาย โดยสภาพปกติโรงงานสกัดฯ เดินเครื่องจักรภายใน 1 สัปดาห์ จะหยุด
1 วัน เพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร แต่เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกร โรงงานสกัดฯ ได้วางแผนสลับกันหยุดพักเครื่อง
จักร
สำหรับ โครงการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์ม ปี 2542 ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2542 อคส. ตกลงซื้อน้ำมัน
ปาล์มดิบจากโรงงานสกัดฯ 19 ราย จำนวน 26,700 ตัน หรือคิดเป็นผลปาล์มสด 60,527.892 ตัน อย่างไร
ก็ตามเนื่องจากฤดูการผลิตนี้ผลปาล์มออกสู่ตลาดมาก และจะมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ เฉลี่ย 56,000 ตันต่อเดือนส่งผล
ให้ราคาเกษตรกรขายได้เฉลี่ยสัปดาห์นี้ (7-13 มิย42) ลดลงเหลือกิโลกรัมละ1.59 บาท ดังนั้น โครงการแทรกแซง
ตลาดน้ำมันปาล์มปี 2542 ที่กรมการค้าภายในดำเนินการไม่สามารถทำให้ราคาเกษตรกรขายได้เพิ่มขึ้นตามราคาเป้า
หมายนำที่กำหนดไว้ที่กิโลกรัมละ 2.72 บาท กรมการค้าภายใน โดย อคส. จึงได้เสนอเพิ่มวงเงินรับซื้อน้ำมันปาล์ม
ดิบอีก 400 ล้านบาท และขยายเวลารับซื้อจากเดิม (กค. 42) ไปถึงเดือนกันยายน 2542 โดยเรื่องนี้จะนำเข้า
พิจารณาในคณะอนุกรรมการ คชก. ในวันที่ 14 มิถุนายน 2542 และคณะกรรมการ คชก. ในวันที่ 18 มิถุนายน 2542
เพื่อให้ความเห็นชอบ
2.2 สุกร : ราคาสุกรเริ่มมีแนวโน้มลดลง
มค.42 กพ. มีค. เมย. พค. มิย.
ราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท/กก.) 43.02 44.42 45.16 47.34 48.16 48.37
ราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศในปี 2542 ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเฉลี่ยกิโลกรัม
ละ 43.02 บาทในเดือนมกราคม เป็นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.16 บาทในเดือนพฤษภาคม หรือสูงขึ้นร้อยละ 11.95
ทั้งนี้ราคาสุกรได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 เนื่องจากได้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและโรค
ท้องร่วงระบาดในสุกรขุนและลูกสุกรในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2541 ส่งผลให้ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลาย
ปี 2541 ลดน้อยลงไม่พอเพียงกับความต้องการราคาสุกรจึงปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้ในสัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.37 บาท ลดลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมี
ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.45 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.17 คาดว่าราคาสุกรจะเริ่มอ่อนตัวลง เนื่องจากตั้งแต่
เดือนเมษายนเป็นต้นมามีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพอากาศไม่ร้อนมากสุกรมีการเจริญเติบโตได้ดี สุกรที่จะออก
สู่ตลาดเริ่มมีปริมาณเพิ่มขึ้น และในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากตามฤดูกาล อาจทำให้ราคาสุกร
มีแนวโน้มลดลง คาดว่าราคาสุกรในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 42-43 บาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเมื่อ
เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 39-42 บาท
--รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรประจำวันที่ 7 - 13 มิ.ย. 2542--