PRG คาดงวดปี 52 รายได้ทรงตัวจากปีก่อน 2 พันลบ.ลุ้นปีนี้ปริมาณขายโต 30%

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday July 2, 2009 14:46 —SMS: IQ ข่าวหุ้น

บมจ.ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี(PRG)คาดรายได้รวมงวดปี 52(สิ้นสุด มิ.ย.)ทรงตัวจากปีก่อนที่ 2 พันล้านบาทและกำไรอาจจะลดลง หลังรายได้จากการขายในในประเทศวูบ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่"ข้าวกาบาไรซ์"รายได้-กำไรยังไม่ได้ตามเป้า แต่ได้รายได้จากการส่งออกยังช่วยเข้ามาหนุนทำให้ภาพรวมไม่แย่ลง ตั้งความหวังงวดปี 53 ปริมาณขายเติบโตอย่างน้อย 30% รอลุ้นแค่ว่าจะได้ประโยชน์จากราคาข้าวอย่างไร

พร้อมศึกษาขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ข้าวเป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะประเภทอาหารพร้อมรับประทาน(ready to eat)และยังศึกษาหาลู่ทางจังหวะเหมาะสมในการเข้าเทคโอเวอร์ธุรกิจในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อเข้ามาเสริมรายได้

นายสมเกียรติ มรรคยาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ PRG เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า รายได้จากการขายในประเทศหดตัวลงไปจาก 2 สาเหตุสำคัญ คือ ราคาข้าวที่ตกตั้งแต่ก.ค.51 กระทบโดยตรงต่อบริษัท และ อีกสาเหตุหนึ่งคือปริมาณไม่เติบโต ทำให้รายได้จากการขายในประเทศในงวดปี 52(สิ้น มิ.ย.52)ลดลงไปประมาณ 20% จากปีก่อน

ขณะที่บริษัทฯ ได้หันมามุ่งขยายตลาดส่งออกหลังจากในประเทศชะลอตัว ซึ่งน่าจะทำให้รายได้จากการส่งออกขยายตัวประมาณ 35-40% จากปีก่อน เพียงแต่มูลค่าอาจจะไม่มากนัก โดยปริมาณในปีนี้การส่งออกน่าจะอยู่ที่ 20,000 ตัน จากปี 51 ที่ส่งออกไปประมาณ 15,000 ตัน แต่ก็รายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นก็มาช่วยทดแทนรายได้ในประเทศที่ลดลงไป ทำให้คาดว่ารายได้รวมของบริษัทในปีนี้ยังใกล้เคียง 2,000 ล้านบาท

"รายได้รวมยัง hold ได้ 2,000 ล้านบาทในปี 52 ทั้งในและต่างประเทศ จากปีที่แล้วรายได้รวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ปีนี้กับปีที่แล้วรายได้รวมใกล้เคียงกันถึงแม้ราคาต่อหน่วยลดลงมา"นายสมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาข้าวจะตกลงมาบ้างในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็ถือว่าเป็นราคาที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยข้าวหอมมะลิในประเทศที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของบริษัทตอนนี้อยู่ที่ 28-29 บาท/ก.ก. หรือ 28,000-29,000 บาท/ตัน ส่วนราคาขายต่างประเทศตอนนี้อยู่ระดับ 880-920 เหรียญสหรัฐ/ตันก็ยังถือว่ายังสูง

นายสมเกียรติ กล่าวว่า กำไรงวดปี 52 ลดลงด้วย ในขณะที่บริษัทคาดว่าจะสามารถจ่ายปันผลในงวดครึ่งหลังของงวดปี 52 ได้ไม่ต่ำกว่างวดครึ่งปีแรกที่จ่าย 1.25 บาท/หุ้น หรืออาจจะต่ำกว่านั้นไม่มากนัก ขณะที่งวดครึ่งปีแรกของงวดปี 51 บริษัทจ่ายปันผลที่ 1.50 บาท/หุ้น ก็จะเหลือรอผลประกอบการ 6 เดือนหลังที่คงลดลงไปโดยเฉพาะงวดในไตรมาส 4/52 (เม.ย.-มิ.ย.52)

"performance ไตรมาส 4/52 (สิ้นมิ.ย.) รายได้ก็จะลดลงแน่ๆเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/51 เพราะปีที่แล้วราคาสภาวะไม่ปกติ รายได้ลดลงไปเยอะเลย ยิ่งไตรมาส 4 รายได้ลดลงจากไตรมาส 4/51 แน่อยู่แล้ว เพราะราคา drop ลงไปเยอะมาก แต่ยังมีกำไรอยู่แต่จะลดลง"นายสมเกียรติ กล่าว

*คาดปี 53 ปริมาณขายเติบโต 30% ทิศทางราคาดีขึ้น

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับทิศทางของบริษัทในงวดปี 53(ก.ค.-มิ.ย.53) บริษัทวางเป้าหมายที่จะมีปริมาณขายเติบโต 30% หรือมียอดขายเพิ่มขึ้น 2 หมื่นตันมาที่ 1.2 แสนตัน จากงวดปี 52 อยู่ที่ประมาณ 1 แสนตัน โดยจะเน้นการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก โดยเพาะในโซนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ตะวันออกกลาง จากงวดปีนี้ที่ขยายไปยังแคนาดา และยุโรปบางส่วน ซึ่งสินค้าที่ส่งออกมีทั้งข้าวถุงที่เป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว และ ข้าวปทุมธานี โดยสัดส่วนส่งออก 35-40%

"ราคาข้าวที่ปรับลงก็ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเราไม่สูงแล้ว...ถ้าจะเน้นส่งออกก็ไม่มีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเราทำฟอร์เวิร์ดประกันความเสี่ยงไว้ เราไม่ได้ไปเล่นเก็งกำไรทางด้านนี้ ไม่ได้กำไร แต่ไม่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน พอมีออร์เดอร์ก็ทำ ณ วันนี้ก็ quote ราคาวันนี้เลย ไม่เสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน"นายสมเกียรติ กล่าว

ด้านทิศทางราคาข้าวขณะนี้ทรงตัวและถือว่ามีเสถียรภาพมาระยะหนึ่งแล้ว โดยราคาข้าวหอมมะลิทรงตัวเพื่อรอการปรับขึ้น ส่วนข้าวขาวทรงตัวแต่ทิศทางไม่แน่นอน เพราะมีนโยบายรัฐบาลกำกับอยู่ ราคาข้าวขาวปัจจุบันขายตั้งแต่ราคา 100-160 บาท แต่ของเราอยู่ที่ 160 บาทขึ้นไป

ปริมาณวัตถุดิบตอนนี้ไม่ได้ขาดแคลนเพียงในตลาดหายากขึ้นถ้าต้องการแข่งขันราคาในตลาดโลก เนื่องจากเข้าไปอยู่ในสต็อกรัฐบาลสูงถึง 5-6 ล้านตัน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งราคาที่รัฐบาลรับจำนำค่อนข้างสูง ทำให้เมื่อมีออร์เดอร์ต่างประเทศเข้ามาจึงแข่งขันราคาค่อนข้างลำบาก จะทำได้แต่เฉพาะข้าวที่เกินจากโควต้ารับจำนำรัฐบาล ซึ่งก็จะมีเกษตรกรบางคนก็ออกมาขายในตลาดต่ำกว่าราคารับจำนำ

"ถ้าเกินมาก็มีส่วนหนึ่ง ซึ่งเราให้ราคาไม่ได้เท่าจำนำ แต่หากมีเหลือก็จะเข้ามาส่งเรา ถือว่าเราไม่ขาดแคลนวัตถุดิบแต่หาลำบากในการหาที่จะได้ราคาที่จะแข่งขันได้กับตลาดโลก"นายสมเกียรติ กล่าว

ในงวดปี 53 ประเด็นเรื่องวัตถุดิบหากดูจากนโยบายของรัฐบาลก็น่าจะมีปัญหาลดลง แม้ว่าการจำนำยังอาจจะต้องมีต่อไป แต่รัฐบาลมองเห็นปัญหาของการรับจำนำในราคาสูงกว่าตลาดจะส่งผลทำให้การระบายสต็อกมีปัญหาขาดทุน ก็น่าจะทำให้ประเด็นเรื่องราคาวัตถุดิบดีขึ้นจากปีที่แล้ว ประกอบกับต้นทุนการปลูกข้าวก็ลดลงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

*เล็งเพิ่มสินค้าอาหารสำเร็จรูปลงตลาดทั้งภายใต้บ.แม่-อินโนฟูดส์

นายสมเกียรติ กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งภายใต้บริษัทแม่ และบริษัทอินโนฟูดส์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งจะเพิ่มประเภทอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานในนามของมาบุญครอง ซึ่งถ้าจะฉีกแนวออกไปก็จะเป็นมาบุญครองพลัส ซึ่งอาจจะเป็นผงข้าวกล้องงอก กาแฟกึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น

"อินโนฟูดส์จะเป็นตัว drive ที่จะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกไป เราพยายามจะแยกอินโนฟูดส์ว่าตรงนี้จะเป็น value add ออกจากข้าวไป"นายสมเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกันก็ศึกษาตลาดโจ๊กและข้าวต้มสำเร็จรูป ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่ามีการแข่งขันกันดุเดือดมาก และมีเจ้าตลาดหลายรายทั้งโจ๊กคนอร์ของค่ายยูนิลิเวอร์ และโจ้กเกษตรของค่ายไทยฮา ทำให้บริษัทยังไม่ต้องการเข้าตลาดนี้

ปัจจุบัน ส่วนแบ่งตลาดข้าวถุงมาบุญครองยังคงไว้เท่าเดิมที่ 14-15% เพราะปีนี้สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ขยายตัวมากและขายในราคาต่ำกว่า ซึ่งข้าวหอมมะลิ 5 ก.ก.ของมาบุญครองเฉลี่ยอยู่ที่ 180-200 บาท แต่ราคาตลาดเฉลี่ยอาจจะไม่ถึงแล้วมีตั้งแต่ 140 บาทขึ้นไปซึ่งส่วนใหญ่เป็นเฮ้าส์แบรนด์ ปีนี้การแข่งขันยังจะคงรุนแรงต่อไป แม้ว่าคู่แข่งไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นเพราะมีเฮ้าส์แบรนด์รายใหม่เข้ามาขณะที่รายเก่าออกไป

ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญ คือ ข้าวตราฉัตรของเครือ CP ที่รุกหนักมากกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์สู้ โดยใช้การประชาสัมพันธ์เน้นการตลาดบ้าง ซึ่งบริษัทได้ตั้งงบการตลาดเพิ่มขึ้นในปีนี้ ตั้งแต่ครึ่งปีนี้เป็นต้นไป (ครึ่งปีปฏิทิน) ปี 52-53 ของบริษัทก็จะมีงบ 50 ล้านบาทสำหรับในประเทศ คาดหวังว่าจะช่วยยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง

*เล็งเทคฯธุรกิจอื่นในกลุ่มเกษตรฯอุตฯ

นายสมเกียรติ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างประสิทธิภาพการผลิตต่างๆ เพื่อลดต้นทุนสำหรับปี 53 และมองแนวโน้มการลงทุนใหม่ในธุรกิจอื่นๆ ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นลักษณะการเข้าไปเทคโอเวอร์ธุรกิจ ร่วมกิจการ หรือร่วมทุน ที่กำลังศึกษาอยู่ก็มีทั้งธบริษัทในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์

"ที่ดูอยู่มีทั้งบริษัทในและนอกตลาดหลักทรัพย์กำลังศึกษาอยู่ เร่งสรุปหรือไม่ ถ้ามีโอกาสว่าจะเทคฯเค้าก็จะต้องสรุปแต่ว่าตอนนี้ถ้าดูแล้ว ศึกษาแล้วเทรนไม่ดีก็ไม่มีอะไร ก็ศึกษาไปเรื่อยๆ"นายสมเกียรติ กล่าว

สำหรับกิจการของบริษัท อินโนฟูดส์ ซึ่งเป็นบริษัทลูก หลังจากออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ"ข้าวกาบาไรซ์"รายได้ยังไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากคู่แข่งที่เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกโอท็อปที่มีคุณภาพด้อยกว่าและขายในราคาต่ำกว่า ขณะที่ข้าวกาบาไรซ์มีต้นทุนที่สูง เพราะมีปริมาณสารอาหารสูงกว่าข้าวกล้องงอกทั่ว ๆ ไปถึง 5 เท่าตัว จึงต้องปรับกลยุทธ์ตอนนี้ทางด้านการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าของเราไม่ใช่ข้าวกล้องงอกปกติ

นายสมเกียรติ กล่าวว่า รายได้จากอินโนฟูดส์ยังถือว่าน้อยมากและยังต้องลงทุนทางด้านการตลาดเพิ่มให้ด้วย ขณะนี้จึงไม่สามารถมาสนับสนุนรายได้ให้กับบริษัทแม่ได้เลย แต่ก็ยังคงเป้าหมายว่าอินโนฟูดส์จะไปถึงจุดคุ้มทุนในปีบัญชี 52/53(สิ้นมิ.ย.53) แม้ว่าขณะนี้จะยังคงขาดทุนอยู่ เพราะยอดขายพลาดเป้า ขณะที่งวดปีคาดว่าจะทำยอดขายได้ 100 ล้านบาท หลังจากที่เพิ่งทำตลาดจริงจังในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมานี้และมีรายได้ประมาณ 5 ล้านบาท

"ไม่ถ่วงมากเพราะเป็นบริษัทร่วมทุนผลประกอบการเรารับมาแค่ 1 ใน 3"นายสมเกียรติ กล่าว

*ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังไม่ขายออกเพิ่มฟรีโฟลต หลังก.ล.ต.ผ่อนผัน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องฟรีโฟลตต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งมีอยู่เพียง 6% เท่านั้น เนื่องจากผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งทาง บมจ.เอ็มบีเค(MBK)และกลุ่มธนชาตที่ถือหุ้นรวมกันกว่า 80% ยังพอใจที่จะถือหุ้นไว้เพื่อรอรับเงินปันผลที่มีอัตราผลตอบแทนราว 7-10% ทุกปี ขณะที่ก.ล.ต.ก็ได้ผ่อนปรนการดำเนินการตามเกณฑ์มาแล้ว ทำให้กลุ่มธนชาตชะลอการขายหุ้นในมือออกไปก่อน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ