ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้ใหม่ “บ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้ม “Stable”

ข่าวทั่วไป Tuesday March 8, 2011 16:49 —ทริส เรตติ้ง

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศผลอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาทของ บริษัท

ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A” พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดปัจจุบันของ

บริษัทที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้นกู้ชุดใหม่บางส่วนไปชำระ

หนี้ที่มีอยู่เดิมกับสถาบันการเงินและ/หรือจะนำบางส่วนไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน อันดับเครดิตสะท้อนถึงความ

หลากหลายของธุรกิจที่มีแบรนด์สินค้าและบริการเป็นที่ยอมรับซึ่งช่วยเสริมให้บริษัทมีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งทั้งในธุรกิจ

โรงแรม ธุรกิจอาหารบริการด่วน และธุรกิจจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิตสินค้า นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการมีคณะผู้บริหารที่มีความ

สามารถ การเติบโตของธุรกิจโรงแรมและการบริหารโรงแรมในต่างประเทศ และโอกาสในการขยายธุรกิจอาหารบริการด่วน

และให้บริการผ่านแฟรนไชส์ทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อ

ธุรกิจอันเนื่องมาจากความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองภายในประเทศ รวมทั้งจากลักษณะของธุรกิจโรงแรมที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและ

ถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกได้ง่าย ตลอดจนลักษณะการแข่งขันที่รุนแรงและอัตรากำไรที่ต่ำของธุรกิจอาหารบริการด่วนและธุรกิจ

จัดจำหน่าย

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” อยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาความแข็งแกร่ง ของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเอาไว้ได้ ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจ ทริสเรทติ้งคาดหวัง ว่าบริษัทจะดำรงสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินงานและลงทุนในโครงการปัจจุบันด้วยกระแสเงินสดบางส่วน การที่บริษัท มีนโยบายในการเติบโตทั้งตามภาวะปกติของธุรกิจและโดยการซื้อกิจการจะเป็นปัจจัยกำหนดระดับภาระหนี้ของบริษัท ทั้งนี้ หาก ภาระหนี้สินของบริษัทเพิ่มอย่างต่อเนื่องและคงอยู่ในระดับสูงก็อาจส่งผลกระทบต่อสถานะเครดิตโดยรวมของบริษัทมากขึ้น

ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลก่อตั้งโดย Mr. William Ellwood Heinecke ในปี 2521 เพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ตระกูล Heinecke เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในสัดส่วน 33% ในช่วงหลายปีที่ ผ่านมาบริษัทมีการขยายกิจการโรงแรมอย่างต่อเนื่องจนถือได้ว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีโรงแรมกระจายตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งใน ประเทศไทย โดยมีโรงแรมในกลุ่มทั้งหมด 33 แห่ง ด้วยจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,114 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และสถานที่ ท่องเที่ยวชั้นนำทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ ศรีลังกา แทนซาเนีย เคนยา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวียดนาม โรงแรมเหล่านี้บริหารและดำเนินงานภายใต้เครือโรงแรมที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก เช่น Mariott และ Four Seasons และภาย ใต้เครือโรงแรมของบริษัทเองคือ Anantara, Elewana และ Naladhu ธุรกิจอาหารบริการด่วนของกลุ่มไมเนอร์ดำเนินการ ภายใต้การบริหารงานของบริษัทในเครือคือ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (MFG) ซึ่งก่อตั้งในปี 2523 และ เป็นผู้ให้บริการธุรกิจอาหารบริการด่วนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย MFG เป็นเจ้าของและผู้ประกอบการอาหารบริการด่วนแบบ แฟรนไชส์ของต่างประเทศมากถึง 4 แบรนด์ ได้แก่ “สเวนเซ่นส์” “ซิซซ์เล่อร์” “แดรี่ ควีน” และ “เบอร์เกอร์ คิง” รวมทั้ง ยังบริหาร “เดอะ พิซซ่า คอมปะนี” “เดอะค็อฟฟีคลับ” และ “ไทยเอ็กเพรส” ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าของบริษัทเองด้วย โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2553 MFG มีร้านอาหารเปิดให้บริการรวม 685 แห่ง ตลอดจนร้านแฟรนไชส์และแฟรนไชส์ย่อยอีกประมาณ 463 แห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในช่วงกลางปี 2552 บริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจและรวมกิจการของ บริษัท ไม เนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (MINOR) ซึ่งประกอบด้วย แฟชั่น เครื่องสำอาง และโรงงานรับจ้างผลิตสินค้าเข้ามาอยู่ ภายใต้เครือของบริษัท โดยมีแบรนด์สินค้าที่สำคัญ อาทิ Gap, Esprit, Bossini, Red Earth, Bloom และ Tumi

ในปี 2553 บริษัทมีรายได้ (ไม่รวมเงินปันผลและรายได้อื่น ๆ) 18,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี ก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการรวมรายได้ของ MINOR เข้ามาทั้งปี และธุรกิจอาหารบริการด่วนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งชด เชยการลดลงของรายได้จากธุรกิจโรงแรม ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2553 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 216 ล้านบาทซึ่งมาจากการขายคอนโดมิเนียมโครงการ St. Regis Residence จำนวน 1 ยูนิต รวมทั้งรายได้บางส่วนจาก โครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลาของกลุ่มอนันตรา (Anantara Vacation Club) ในปี 2553 บริษัทมีอัตราส่วนกำไรจาก การดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายลดลงมาอยู่ที่ 15.3% เทียบกับ 18.1% ในปี 2552 ซึ่งเป็นผลมาจากการลด ลงของกำไรในธุรกิจโรงแรม ในปี 2553 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างมากจากความไม่สงบของการเมืองภายใน ประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ซึ่งมีผลทำให้นักท่องเที่ยวทั้งต่างประเทศและในประเทศลดลง ส่งผลให้อุปสงค์การท่อง เที่ยวลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบน แม้ว่าความวุ่นวายทางการเมืองจะยุติลงในเดือนพฤษภาคม 2553 แต่พระ ราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครยังคงบังคับใช้อย่างต่อเนื่องเพราะยังมีการชุมนุม ประท้วงรัฐบาลเป็นระยะ ๆ จนในปลายเดือนธันวาคม 2553 จึงยกเลิกไปในที่สุด

ในบรรดาโรงแรมของบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลทั้งหมด ทริสเรทติ้งกล่าวว่าโรงแรมในเขตกรุงเทพฯ ได้รับ ผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองมากที่สุด โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 51% เปรียบเทียบกับ 56% ในปีก่อน อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืนลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 4,148 บาท อย่างไรก็ตาม โรงแรมอื่น ๆ ของบริษัทยังมีผล ประกอบการอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อัตราการเข้าพักรวมของโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของในปี 2553 อยู่ที่ 56.2% เพิ่มขึ้น 0.37% จากปีก่อน อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืนลดลงจากปีก่อนเล็กน้อยที่ระดับ 3% มาอยู่ที่ 4,852 บาทจากการแข่งขันด้านราคาที่ รุนแรง ซึ่งส่งผลทำให้รายได้ต่อห้องพักของโรงแรมในกลุ่มลดลง 2.6% จากปีก่อน โดยอยู่ที่ 2,727 บาทต่อคืน อัตราส่วนกำไร จากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของธุรกิจโรงแรมในปี 2553 อยู่ที่ 27% ลดลงจาก 31% ในปีก่อน ทั้งนี้ เนื่องมาจากรายได้ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการบันทึกค่าใช้จ่ายก่อนการดำเนินงานของโรงแรม ใหม่ 2 แห่ง (St. Regis ที่กรุงเทพฯ และ Anantara Kihavah ที่มัลดีฟส์) และโครงการ Anantara Vacation Club เป็นสำคัญ สำหรับธุรกิจอาหารบริการด่วนนั้น ผลการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ดี โดยรายได้เติบโต 4.2% มาอยู่ที่ 9,883 ล้านบาท และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 1% มาอยู่ที่ 17% ซึ่งเป็นผลมาจาก การเติบโตของยอดขายต่อร้าน โดยเฉพาะแดรี่ควีนและเดอะพิสซ่าคอมปานี ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกก็มีการเติบโตตามการฟื้นตัว ของภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน

ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2553 ภาระหนี้หลังการปรับปรุง (รวมสัญญาเช่าดำเนินงานและภาระผูกพันที่มีต่อบริษัทที่เกี่ยว ข้อง) ของบริษัทอยู่ที่ 16,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,867 ล้านบาทจาก ณ สิ้นปี 2552 โดยภาระหนี้ที่สูงขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเพื่อการก่อ สร้างโรงแรมและการลงทุน โดยบริษัทใช้เงินลงทุนไป 5,298 ล้านบาทในปี 2553 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างโรงแรม St. Regis และโรงแรม Anantara Kihavah บริษัทคาดว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนในปี 2554 จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งได้วางแผนไว้ว่าจะใช้แหล่งเงินทุนจากรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2553 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทอยู่ที่ 53.69% เพิ่มขึ้นจาก 52.16% ในเดือนธันวาคม 2552 อัตราส่วนกำไร ก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้ที่ 7.3 เท่า ทริ สเรทติ้งกล่าว -- จบ

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT)
อันดับเครดิตองค์กร:	                            คงเดิมที่ A
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
MINT11OA: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2554	คงเดิมที่ A
MINT129A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 1,840 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2555	คงเดิมที่ A
MINT137A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2556	คงเดิมที่ A
MINT149A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 2,060 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2557	คงเดิมที่ A
MINT155A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2558	คงเดิมที่ A
MINT15DA: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2558	คงเดิมที่ A
MINT17DA: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2560	คงเดิมที่ A
หุ้นกู้ไม่มีประกันในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนภายในปี 2561	A
แนวโน้มอันดับเครดิต:	                            Stable (คงที่)
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2554  ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บ
ไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต  ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน และไม่ว่า
ในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยมิได้รับอนุญาต การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอ
แนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือ
ของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะ
อื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิ
ได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควร
ประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิต
นี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ
หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่
ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการ
กระทำใดๆ โดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน
Website: http://www.trisrating.com/th/rating_information/rating_criteria.html

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ