ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน “บ. เนาวรัตน์พัฒนาการ” ที่ “BBB-” และเปลี่ยนแนวโน้มเป็น “Stable” จาก “Negative”

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday February 28, 2019 19:20 —ทริส เรตติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB-” พร้อมทั้งปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “Stable” หรือ “คงที่” จาก “Negative” หรือ “ลบ” โดยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” สะท้อนถึงการคาดหวังว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการได้รับสัญญางานก่อสร้างใหม่

อันดับเครดิตสะท้อนถึงผลงานในโครงการรับเหมาก่อสร้างที่หลากหลายของบริษัททั้งในภาครัฐและภาคเอกชน อันดับเครดิตยังพิจารณารวมถึงมุมมองในเชิงบวกสำหรับภาพรวมของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างภายในประเทศในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตดังกล่าวถูกลดทอนจากภาระหนี้ที่สูง ตลอดจนลักษณะที่เป็นวงจรขึ้นลงของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง การแข่งขันที่รุนแรง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทที่ทำได้ต่ำกว่าแผน

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับและความสามารถในการแข่งขัน

สถานะทางธุรกิจของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการที่อยู่ในระดับปานกลางเกิดจากการมีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผนและผลงานที่แล้วเสร็จ อีกทั้งบริษัทยังสามารถดำเนินโครงการงานก่อสร้างได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยบริษัทจัดอยู่ใน 6 อันดับแรกของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในแง่ของรายได้ต่อปีและขนาดของสินทรัพย์

บริษัทให้บริการงานก่อสร้างหลากหลายประเภท เช่น งานก่อสร้างอาคาร โรงงานอุตสาหกรรม งานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ท่าเรือ ระบบชลประทาน อุโมงค์ และงานดันท่อลอด เป็นต้น

บริษัทเน้นงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ แต่บริษัทมีข้อจำกัดในการเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งโดยทั่วไปจะต้องเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ มีผลงานโครงการขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ และมีเงินทุนจำนวนมาก ดังนั้นบริษัทจึงเข้าประมูลงานประเภทดังกล่าวภายใต้กิจการร่วมค้าหรือเป็นผู้รับเหมาช่วง

ในปีที่ผ่านมา ทริสเรทติ้งได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “Negative” หรือ “ลบ” เนื่องจากสถานะทางการเงินของบริษัทที่อ่อนแอลง อีกทั้งรายได้ของบริษัทที่มีแนวโน้มลดลงจากมูลค่างานที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) ของบริษัทที่หดตัวลง ทั้งนี้ บริษัทไม่สามารถชนะการประมูลงานในโครงการต่าง ๆ ทำให้บริษัทได้งานใหม่น้อยลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่างานที่ยังไม่ส่งมอบลดลงเหลือประมาณ 10,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 ซึ่งเป็นมูลค่างานคงเหลือที่ต่ำที่สุดในรอบหลาย ๆ ปี ทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทในอนาคตมีแนวโน้มลดลง

มูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบกลับมาอยู่ในระดับปกติ

การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Stable” สะท้อนถึงมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบที่ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทกลับมามีรายได้ในระดับเดิม โดยในปี 2561 บริษัทได้งานใหม่มูลค่ารวมประมาณ 12,500 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่างานที่ยังไม่ส่งมอบของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 15,300 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2561

จากการพยายามหางานใหม่เข้ามาเพิ่ม บริษัทได้งานจากการเป็นผู้รับเหมาช่วงในโครงการขนาดใหญ่ โดยโครงการหลัก ๆ ที่ได้รับในปี 2561 ประกอบด้วย งานโครงสร้างและงานสถาปัตย์โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพู รวมมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 50% ของงานใหม่ทั้งหมด และเมื่อพิจารณามูลค่างานใหม่ทั้งหมด ประมาณ 75% เป็นการรับงานจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างชั้นนำซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลัก และเป็นผู้ว่าจ้างที่ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

มุมมองเชิงบวกสำหรับธุรกิจรับเหมาภายในประเทศ

ทริสเรทติ้งยังคงมีมุมมองในเชิงบวกสำหรับภาพรวมของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างภายในประเทศ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อพิจารณาจากการเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมากของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ในส่วนของบริษัทนั้นมีโอกาสที่จะได้รับงานใหม่จากโครงการเหล่านี้ทั้งในฐานะที่เป็นผู้รับเหมาหลักหรือผู้รับเหมาช่วง

อันดับเครดิตยังคงมีข้อจำกัดจากลักษณะที่เป็นวงจรขึ้นลงของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้รับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะในกรณีเกิดความล่าช้าในการประมูลงานหรือการลงนามในสัญญา ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท

?

ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ทำได้ต่ำกว่าคาดการณ์

ความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นประเด็นกังวลต่ออันดับเครดิต บริษัทได้ขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อเพิ่มฐานรายได้ บริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ผ่านบริษัทย่อยของบริษัทโดยได้เปิดขายบ้านเดี่ยวจำนวน 2 โครงการและคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการด้วยมูลค่ารวมประมาณ 3,400 ล้านบาท อย่างไรก็ดี การแข่งขันที่รุนแรงของตลาดที่อยู่อาศัยและชื่อเสียงของบริษัทยังไม่เป็นที่รู้จัก ทำให้บริษัทยังไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ โดยยอดขายโครงการบ้านเดี่ยวยังคงต่ำกว่าที่คาดไว้

รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำและไม่เพียงพอที่จะสร้างผลกำไรให้แก่บริษัทได้ ในอนาคต

ทริสเรทติ้งไม่คาดว่าบริษัทจะเติบโตในธุรกิจนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทจะต้องเผชิญกับสินค้าเหลือขายและต้องแบกภาระต้นทุนทางการเงินของโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คาดว่าผลการดำเนินงานในธุรกิจหลักจะปรับเพิ่มขึ้น

จากมูลค่างานในมือและโอกาสในการได้งานใหม่ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะกลับมามีรายได้ประมาณ 9,000-12,000 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งมากกว่าประมาณการครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากบริษัทได้งานใหม่จากการเป็นผู้รับเหมาช่วง ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงยังคงมีมุมมองว่าบริษัทต้องให้ความสำคัญในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพื่อที่จะเพิ่มกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

ในการประมาณการในช่วงปี 2562-2564 ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ได้สูงกว่า 6% นอกจากนี้ บริษัทจะมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ประมาณ 600-700 ล้านบาทต่อปี และมีเงินทุนจากการดำเนินงาน (FFO) ประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งระดับ EBITDA และ FFO จะมากกว่าประมาณการครั้งก่อนของทริสเรทติ้ง

ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง

บริษัทมีภาระหนี้จำนวนมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยระดับหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาตั้งแต่ปี 2557 จาก 3 เหตุผลหลักคือเพื่อรองรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การขยายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน จากประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 50% ในช่วงปี 2562-2564 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะทรงตัวอยู่ในช่วง 12%-15% ขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะรักษาระดับอยู่ที่ประมาณ 3 เท่า

ในอนาคตบริษัทจะยังคงมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงหากบริษัทไม่สามารถบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้ดีขึ้นและเร่งการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ ทั้งนี้ ระดับภาระหนี้ดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัท การมีรายได้หรืออัตรากำไรที่ลดลงจะส่งผลต่อสถานะทางการเงิน

สภาพคล่องผ่อนคลายขึ้น

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องระยะสั้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้าได้ดีขึ้น ในช่วงกลางปี 2561 บริษัทได้รับเงินประมาณ 300 ล้านบาทจากคดีฟ้องร้องกรณีหนึ่ง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2561 บริษัทมีเงินสดจำนวน 788 ล้านบาทและวงเงินกู้ยืมที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีก 597 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท

บริษัทมีภาระหนี้จำนวนมากที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 1,300 ล้านบาทและเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 657 ล้านบาท ซึ่งภาระหนี้ระยะสั้นส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมเพื่อใช้ในโครงการก่อสร้าง บริษัทมีกำหนดชำระคืนตามความก้าวหน้าของโครงการก่อสร้าง ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะสามารถต่อสัญญาการกู้ใหม่ออกไปได้ จากการมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบจำนวนมากขึ้น

บริษัทจะต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 2.5 เท่าเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของหุ้นกู้ โดยอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 2.1 เท่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2561

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

• ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้ง เราคาดว่ารายได้ของบริษัทจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจาก 9,200 ล้านบาทในปี 2562 ไปเป็น 11,700 ล้านบาทในปี 2564

• อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 7%-8% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับเกินกว่า 6%

• บริษัทจะได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 12,500 ล้านบาทในปี 2561 มูลค่า 9,000 ล้านบาทในปี 2562 และมูลค่า 7,000 ล้านบาทในปี 2563 และปี 2564

• อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อทุนของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 50% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจหลักเอาไว้ได้ และจะสามารถประมูลงานใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่ภาครัฐเร่งประมูลงานโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทสามารถสร้างอัตราผลกำไรได้ตามประมาณการของทริสเรทติ้ง เช่น อัตรากำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับเกินกว่า 6% นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อทุนคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 50% ในขณะที่บริษัทยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขของการกู้ยืมเงินได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้ามีค่อนข้างจำกัดเนื่องจากภาระหนี้สินของบริษัทคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีสัดส่วนที่น้อย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลดลงของภาระหนี้และการเพิ่มอัตรากำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ จะเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัท

ในทางตรงข้าม อันดับเครดิต และ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิต อาจปรับลดลงได้หากบริษัทไม่สามารถประมูลงานใหม่ได้ หรือความสามารถในการทำกำไรต่ำกว่าประมาณการ และสถานะทางการเงินอ่อนแอลง เช่น อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินต่ำกว่า 10% หรืออัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อทุนสูงขึ้นถึง 60% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 31 ตุลาคม 2550

บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) (NWR)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB-

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

NWR208A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,720.1 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563 BBB-

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ