ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน “บ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” ที่ “A+” แนวโน้ม “Stable”

ข่าวหุ้น-การเงิน 30 กันยายน พ.ศ. 2562 16:30 น. —ทริส เรตติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท โรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนสถานะความเป็นผู้นำของบริษัทในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนสำหรับผู้มีรายได้สูงของประเทศไทย ตลอดจนชื่อเสียงซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในกลุ่มผู้ป่วยภายในประเทศและต่างประเทศ และฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทจากความสามารถในการทำกำไรในระดับสูงและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำมาก อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากข้อจำกัดจากการที่บริษัทมีโรงพยาบาลหลักเพียงแห่งเดียวและสภาพเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่อ่อนแอลงซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตในอัตราที่ลดลงและจากการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพภายในประเทศ
ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
มีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง
บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศไทยซึ่งให้บริการทางการแพทย์ระดับสูงด้วยบริการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีรายได้สูงทั้งที่เป็นผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติ ในปี 2561 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการด้านสุขภาพจำนวนทั้งสิ้น 1.83 หมื่นล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่สองของกลุ่มผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีของรายได้จากการให้บริการผู้ป่วยที่ระดับประมาณ 5% และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 10% ในระหว่างปี 2557-2561
ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่าบริษัทน่าจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้ในช่วงระยะปานกลางถึงระยะยาว ความสามารถในการสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งและมั่นคงของบริษัทเกิดจากการมีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่รู้จักและมีผลงานทางการแพทย์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ บริษัทยังคงลงทุนด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษาคุณภาพการให้บริการไว้ในระดับสูง และพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนสูง เมื่อประกอบกับผู้ป่วยที่มารับบริการทางการแพทย์ด้วยโรคที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นแล้วก็จะทำให้ค่าบริการต่อการรักษาผู้ป่วย 1 รายสูงขึ้นได้และยังช่วยเพิ่มอัตราการใช้งานของเครื่องมือทางการแพทย์ให้สูงขึ้นอีกด้วย ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าความรุนแรงของโรคจะยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตของรายได้ของบริษัทต่อไป
คาดว่ารายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตราสัญลักษณ์ “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” เป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างกว้างขวาง โดยบริษัทเป็นที่รู้จักอย่างดีในการให้บริการทางแพทย์ระดับตติยภูมิขั้นสูงและการรักษาโรคเฉพาะทาง ทั้งนี้ รายได้ประมาณ 65% ของรายได้รวมของบริษัทมาจากผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่งรายได้จากผู้ป่วยจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วน 21%-23% ของรายได้รวมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้ป่วยจากภูมิภาคอินโดจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกันโดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของรายได้รวมของบริษัทในปี 2561 สถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในตลาดผู้ป่วยชาวต่างชาติเกิดจากการที่บริษัทมีชื่อเสียงในด้านบริการทางการแพทย์และมีราคาค่าบริการที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ทริสเรทติ้งมองว่าสัดส่วนผู้ป่วยชาวต่างชาติที่สูงนั้นช่วยกระจายแหล่งรายได้ของบริษัท อีกทั้งยังลดการพึ่งพาความต้องการภายในประเทศลงอีกด้วย โดยจะเห็นได้ว่าแม้รายได้จากผู้ป่วยชาวไทยจะลดลงโดยตลอดในช่วงปี 2561 จนถึงเดือนมิถุนายน 2562 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่รายได้รวมจากการให้บริการทางการแพทย์ของบริษัทก็ยังคงเติบโตได้โดยมีแรงผลักดันจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติ นอกจากนี้ จำนวนของผู้ป่วยชาวต่างชาติยังช่วยทำให้เกิดการประหยัดจากขนาดด้วยเนื่องจากต้นทุนดำเนินงานของโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยต่างชาตินั้นค่อนข้างสูง
แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะอ่อนแอลงและจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มาเยือนประเทศไทยจะลดลง แต่รายได้จากการรักษาผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางของบริษัทยังคงเติบโตในปี 2561 โดยเพิ่มขึ้น 7.0% จากปี 2560 และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2562 อีก 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ รายได้จากผู้ป่วยจากภูมิภาคอินโดจีนก็เพิ่มขึ้น 5.4% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2562 ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจากผู้ป่วยชาวต่างชาติจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไปในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ความเสี่ยงจากการมีโรงพยาบาลหลักเพียงแห่งเดียว
สถานะเครดิตของบริษัทมีข้อจำกัดจากการมีความเสี่ยงเรื่องสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลหลักที่มีเพียงแห่งเดียว บริษัทสร้างรายได้เกือบทั้งหมดจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ในขณะที่สัดส่วนรายได้จากการลงทุนในโรงพยาบาล Ulaanbaatar Songdo ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนในประเทศมองโกเลียนั้นยังคงมีเพียงเล็กน้อยและอาจไม่สามารถเติบโตได้มากนักในระยะปานกลาง ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าความเสี่ยงจากการมีโรงพยาบาลหลักเพียงแห่งเดียวจะยังคงมีอยู่ในช่วงระยะปานกลาง เมื่อพิจารณาจากอัตราเฉลี่ยของการใช้บริการของผู้ป่วยในโรงพยาบาลหลักของบริษัทในปี 2561 ที่ระดับ 62.4% แล้วคาดว่าจำนวนเตียงคงเหลือจะยังสามารถรองรับปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นได้ในตลอดช่วง 3 ปีข้างหน้า ส่วนโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ขนาด 200 เตียงบนที่ดินที่ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ นั้นคาดว่าน่าจะเลื่อนออกไปจนถึงปี 2565 หรือจนกว่าจะมีความต้องการเตียงเพิ่มขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม บริษัทวางแผนจะขยายพื้นที่การรักษาพยาบาลหลักในปัจจุบันไปยังถนนสุขุมวิท ซอย 1 เพื่อบรรเทาความแออัดของพื้นที่โรงพยาบาลหลัก สำหรับโครงการบนถนนสุขุมวิท ซอย 1 นั้น บริษัทจะพัฒนาเป็นอาคาร 3 หลัง โดยอาคารแรกจะเป็นที่จอดรถ อาคารที่ 2 จะเป็นศูนย์อบรมบุคลากร และอาคารที่ 3 จะเป็นคลินิกผู้ป่วยนอก บริษัทคาดว่าจะเริ่มโครงการบนถนนสุขุมวิท ซอย 1 ได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 บริษัทยังวางแผนจะขยายพื้นที่เพื่อรองรับผู้ป่วยนอกด้วยการปรับเปลี่ยนบางส่วนของพื้นที่ในโรงพยาบาลและปรับปรุงพื้นที่ในบางชั้นของอาคารให้เป็นพื้นที่บริการทางการแพทย์ นอกจากนี้ บริษัทยังจะขยาย “ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์” (Vitallife) ซึ่งเป็นศูนย์สุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยไปยังพื้นที่ในตำบลบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนเมษายน 2563 อีกด้วย
บริษัทวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งสิ้นที่ประมาณ 1.85 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2562-2565 ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวรวมการลงทุนบนถนนสุขุมวิท ซอย 1 จำนวน 2.4 พันล้านบาท ค่าปรับปรุงและก่อสร้างในส่วนพื้นที่หลักของโรงพยาบาล 2.3 พันล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอีกปีละ 1.2-1.6 พันล้านบาท ส่วนงบประมาณสำหรับการขยายโรงพยาบาลใหม่บนถนนเพชรบุรีนั้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 8.2 พันล้านบาท
การแข่งขันที่รุนแรงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ทริสเรทติ้งคาดว่าภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวจะส่งผลทำให้จำนวนผู้ป่วยชาวไทยลดลงและยังคาดว่าจะมีโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นใหม่อีกหลายแห่งในช่วงระยะ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โรงพยาบาลเอกชนยังต้องแข่งขันกับโรงพยาบาลในต่างประเทศโดยเฉพาะโรงพยาบาลในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งเชื่อว่าประเทศไทยจะยังคงมีความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากปัจจัยสนับสนุนที่รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้ามาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทั้งนี้ จำนวนชาวต่างชาติโดยเฉลี่ยที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านคนต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งประเทศไทยยังรายงานด้วยว่าการให้บริการทางการแพทย์แก่ชาวต่างชาติในประเทศไทยสร้างรายได้ราว 3.22 หมื่นล้านบาทในปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้น 18% จากปี 2560 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ได้อนุมัติให้วีซ่านาน 90 วันแก่ผู้ป่วยและนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากประเทศจีนและจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยด้วย ในการนี้ ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าจำนวนผู้ป่วยจากภูมิภาคเอเซียตะวันออกและอินโดจีนที่ต้องการใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า
แม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงซบเซา แต่ทริสเรทติ้งก็คาดว่ารายได้ของบริษัทในระยะ 3 ปีข้างหน้าจะยังคงเติบโตได้เล็กน้อย โดยประมาณการว่าบริษัทจะมีรายได้อยู่ที่ระดับ 1.86-1.92 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยปัจจัยขับเคลื่อน ได้แก่ บริการใหม่ ๆ ที่มีความทันสมัยและเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ ตลอดจนความซับซ้อนของโรคที่เพิ่มสูงขึ้น และจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะเพิ่มความพยายามในการให้บริการการรักษาพยาบาลที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นรวมทั้งจะขยายฐานคนไข้ให้มากขึ้นด้วยการแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศ
สถานะทางการเงินแข็งแกร่งจากความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับสูงและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำมาก
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงมีกำไรที่แข็งแกร่งต่อไป โดยความสามารถในการทำกำไรของบริษัทอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ระดับ 34.2% ในปี 2561 ซึ่งสูงกว่าอัตรากำไรของคู่แข่งในตลาดหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยที่ระดับประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 31.2% อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวและจากการตั้งประมาณการหนี้สินสำหรับผลประโยชน์พนักงานกรณีเลิกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะอยู่ในช่วง 31%-32%
นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทยังมีสถานะทางการเงินเป็นเงินสดสุทธิ (Net Cash Position) โดย ณ เดือนมิถุนายน 2562 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 8.43 พันล้านบาท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 4.80-5.20 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2562-2565 หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 3.23 พันล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2562 จากระดับ 4.24 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 เนื่องจากบริษัทมีการชำระคืนเงินกู้ที่ครบกำหนดและไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพียงพอที่จะรองรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระและใช้ในการลงทุนขนาดใหญ่ได้ โดยความต้องการใช้เงินทุนของบริษัทในระยะ 3 ปีข้างหน้าจะประกอบไปด้วยเงินลงทุนตามแผนประมาณ 2.8-7.5 พันล้านบาทต่อปีและเงินชำระหนี้หุ้นกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในปี 2564 จำนวน 2.5 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะมีการจ่ายเงินปันผลอีกปีละประมาณ 1.90-2.20 พันล้านบาทอีกด้วย
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน
• รายได้ของบริษัทจะเติบโตเล็กน้อยที่ระดับประมาณ 1%-2% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า
• อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงโดยเฉลี่ยที่ประมาณ 31%-32% ต่อปีในช่วงปี 2562-2565
• บริษัทจะใช้เงินลงทุนโดยรวมประมาณ 1.85 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2562-2565
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนสำหรับคนไข้ที่มีระดับรายได้สูงเอาไว้ได้และจะยังคงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อไป โดยปริมาณเงินสดคงเหลือที่สูงและกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพจะช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินในช่วงที่มีการลงทุนและขยายธุรกิจในอนาคต
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
อันดับเครดิตของบริษัทมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้หากบริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจและทำเลที่ตั้งในขณะที่ยังคงสามารถรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้ ในขณะที่โอกาสในการปรับลดอันดับเครดิตมีจำกัดในช่วงระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม การปรับลดอันดับเครดิตสามารถเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผลการดำเนินงานของบริษัทถดถอยลงอย่างมากจากระดับปัจจุบันซึ่งจะส่งผลทำให้สถานะทางการตลาดลดลงและความสามารถในการทำกำไรอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562
- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561
บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (BH)
อันดับเครดิตองค์กร: A+
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
BH21DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564 A+
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ