ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “บ. ทีทีซีแอล” ที่ “BB+” แนวโน้ม “Stable”

ข่าวหุ้น-การเงิน 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562 17:00 น. —ทริส เรตติ้ง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
ขายทรัพย์สินเพื่อลดแรงกดดันทางการเงิน
บริษัทตัดสินใจขายทรัพย์สินในหลาย ๆ ส่วนที่ลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก เพื่อให้โครงสร้างทางการเงินที่อ่อนแอดีขึ้นและเพื่อสภาพคล่องที่เพียงพอ
ผลการดำเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอ และมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้การค้าจำนวนมาก ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทลดลงอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนสูงขึ้นถึง 74% ณ สิ้นปี 2561 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะผิดข้อกำหนดในเงื่อนไขการกู้ยืมเงินได้
ในช่วงปลายปี 2561 บริษัทจึงดำเนินการขายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นขนาด 30.5 เมกะวัตต์ มูลค่า 946 ล้านบาท ต่อมาในเดือนเมษายน 2562 บริษัทได้ขายหุ้นประมาณ 60% ในโครงการ Ahlone ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนาด 120 เมกะวัตต์ในประเทศเมียนมา และยังเป็นโรงไฟฟ้าที่สร้างรายได้หลักของบริษัทอีกด้วย ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2562 บริษัทขายหุ้นบุริมสิทธิทั้งหมดใน บริษัท นวนครการไฟฟ้า จำกัด ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนาด 110 เมกะวัตต์ มูลค่า 838 ล้านบาท
ดังนั้น ในปี 2562 บริษัทจะมีเงินสดจากการขายทรัพย์สินประมาณ 3.5 พันล้านบาทและรับรู้เป็นกำไรประมาณ 800 ล้านบาท ถึงแม้ว่ากำไรที่ได้จะไม่สามารถชดเชยฐานทุนที่ลดลงไปได้ทั้งหมด แต่การขายเงินลงทุนเหล่านี้ก็ช่วยให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นและช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้อีกด้วย
การฟื้นฟูธุรกิจหลักยังคงเป็นประเด็นกังวล
ถึงแม้ว่าบริษัทจะลดแรงกดดันในด้านสภาพคล่องได้ อันดับเครดิตยังคงสะท้อนมุมมองว่า การฟื้นฟูธุรกิจหลักของบริษัทยังคงมีความไม่แน่นอน บริษัทมีผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีรายได้ที่ลดลงอย่างมาก เป็นผลมาจากการชะลอการลงทุนของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีในภาคเอกชน และภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
นอกจากนี้ โครงการบางส่วนของบริษัทประสบปัญหาต้นทุนก่อสร้างเกินงบประมาณและได้รับผลกระทบจากลูกหนี้การค้าที่ค้างชำระเงินเป็นจำนวนมากจากโครงการเหมืองเกลือ (Rock Salt Project) จนเป็นเหตุให้บริษัทต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวนมากถึงประมาณ 1.3 พันล้านบาทในปี 2561 ในขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ยังคงได้รับผลกระทบจากการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวนมากเช่นกัน
ทริสเรทติ้งยังคงมองว่าบริษัทมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นอย่างมากเมื่อพิจารณาจากความเชี่ยวชาญและขอบเขตงานที่บริษัทรับได้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทแทบจะไม่ได้งานใหม่เลย ส่งผลให้มูลค่างานในมือที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 อยู่ที่ 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ซึ่งมูลค่า Backlog นี้จะช่วยรักษาระดับรายได้ในอนาคตเพียง 1-2 ปีเท่านั้น
กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากธุรกิจไฟฟ้า
บริษัทลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจไฟฟ้าให้มีสัดส่วนที่สามารถชดเชยความผันผวนในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบริษัท โดยบริษัทยังคงถือหุ้น 43% ในโครงการ Ahlone รวมถึงบริษัทยังมีความรับผิดชอบอยู่ในโครงการ ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงรวมภาระหนี้และกระแสเงินสดจากบริษัท Toyo Thai Power Myanmar Co., Ltd. (TTPMC) ซึ่งดำเนินงานโรงไฟฟ้า Ahlone มาตามสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อใช้ในการประเมินสถานะการเงินของบริษัท
ถึงแม้ว่าสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจะลดลง ทริสเรทติ้งยังคาดว่าธุรกิจไฟฟ้าจะสามารถสร้างผลกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 400 ล้านบาทต่อปี อีกทั้ง บริษัทมีแผนลงทุนและก่อสร้างส่วนขยายของโครงการ Ahlone เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีกจำนวน 356 เมกะวัตต์ซึ่งบริษัทจะต้องลงทุนอีกราว 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงเกินกว่าที่บริษัทจะสามารถลงทุนเองได้ อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมองว่าความเป็นไปได้ของโครงการนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้เนื่องจากระบบราชการที่ล่าช้าของรัฐบาลเมียนมา อย่างไรก็ตาม หากโครงการดังกล่าวผ่านการอนุมัติก็จะทำให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น
สถานะทางการตลาดเป็นที่ยอมรับได้ในธุรกิจ EPC โดยเฉพาะงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
บริษัทมีสถานะทางการตลาดเป็นที่ยอมรับได้ในธุรกิจ EPC ภายในประเทศ โดยเฉพาะงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสถานะทางธุรกิจของบริษัทเป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้กลั่นน้ำมันและบริษัทปิโตรเคมีรายใหญ่หลายราย บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำ 5 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในแง่ของรายได้และขนาดของสินทรัพย์ด้วย อีกทั้ง บริษัทสามารถรับงานที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นทั้งในประเทศและในต่างประเทศหลาย ๆ แห่ง
บริษัทคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมทางธุรกิจร่วมกันกับ Sojitz Corporation (Sojitz) ซึ่งได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในสัดส่วน 9% ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนทางธุรกิจในระดับที่มากยิ่งขึ้นยังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป ในขณะที่การขยายกำลังการผลิตของกลุ่มลูกค้าของบริษัท คาดว่าจะล่าช้าจากเดิม เนื่องจากความต้องการที่เติบโตในระดับต่ำ ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้ง คาดว่าบริษัทจะมีรายได้ลดลงโดยบริษัทจะได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่ 1 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งน้อยกว่าประมาณการก่อนหน้านี้
จากมูลค่า Backlog ปัจจุบัน ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ 1.03 หมื่นล้านบาทในปีนี้ หลังจากนั้นบริษัทจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 8-9 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565 ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถลดต้นทุนลงได้ในช่วงที่รายได้ของบริษัทลดลง ซึ่งจะช่วยให้อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 7%-8%
ภาระหนี้ลดลงอย่างมาก
ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจากปี 2561 จากการขายทรัพย์สินที่ลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า เนื่องจากรายงานงบการเงินของบริษัทไม่ได้สะท้อนภาระหนี้ทั้งหมด ดังนั้น ในการประเมินอันดับเครดิต ทริสเรทติ้งจึงได้รวมภาระหนี้ของโครงการ Ahlone ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทไว้ด้วยเพื่อสะท้อนภาระหนี้ของบริษัททั้งหมด ณ เดือนมิถุนายน 2562 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนลดลงอย่างมากเป็น 55.2% จาก 74.2% ในปี 2561
ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้รวมของบริษัทจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.9-4.7 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้าหรืออัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ประมาณ 50% อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะค่อย ๆ สูงขึ้นจนมาอยู่ที่ระดับเกินกว่า 14% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ในช่วง 3.2-4.0 เท่า
สภาพคล่องที่สามารถจัดการได้
ทริสเรทติ้งคาดว่าสภาพคล่องของบริษัทจะสามารถจัดการได้ โดย ณ เดือนมิถุนายน 2562 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 3.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 1.5 พันล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 2.4 พันล้านบาท ในขณะที่แหล่งสภาพคล่องของบริษัทคือเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นจำนวน 3.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาทด้วย ทั้งนี้ เราคาดว่าบริษัทจะทำการต่ออายุเงินกู้ยืมระยะสั้นออกไปและออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อที่จะรักษาสภาพคล่องเอาไว้
ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถบริหารโครงสร้างทางการเงินให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ต่อไปได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า โดยเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้กำหนดให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้ไม่เกิน 3 เท่า ทั้งนี้ อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.74 เท่า ณ เดือนมิถุนายน 2562
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน
สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่สำคัญ ๆ ของทริสเรทติ้งมีดังนี้
• บริษัทจะได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 2 พันล้านบาทในปี 2562 และมูลค่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565
• อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่ที่ 7.5%
• อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ในช่วง 7%-8%
• ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนอยู่ที่ 80-90 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า
• ไม่รวมส่วนขยายของโครงการ Ahlone
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถได้งานใหม่ที่มีมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มมูลค่างานในมือที่ยังไม่ส่งมอบในขณะที่บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้น อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 7%-8% ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 50% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะเกิดขึ้นหากความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก จนทำให้อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานอยู่ระดับเกินกว่า 8% ในขณะเดียวกันอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนคงอยู่ที่ประมาณ 50% ได้อย่างต่อเนื่อง
ในทางตรงข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับลดลงหากความสามารถในการทำกำไรและโครงสร้างทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงมากยิ่งขึ้น
เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
  • วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562
  • อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561
บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) (TTCL)
อันดับเครดิตองค์กร: BB+
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ