ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “บ. โรงพิมพ์ตะวันออก” ที่ “BBB-” แนวโน้ม “Stable”

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday December 27, 2019 18:57 —ทริส เรตติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB-” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” อันดับเครดิตสะท้อนถึงตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทในธุรกิจการพิมพ์ และกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตถูกลดทอนลงบางส่วนจากแนวโน้มของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่หดตัวลง ภาระหนี้สินระดับสูงเพื่อขยายธุรกิจไฟฟ้า และความเสี่ยงในการดำเนินโครงการในต่างประเทศ

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจการพิมพ์

อันดับเครดิตสะท้อนถึงตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทจากการเป็นผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจบริการด้านสิ่งพิมพ์โดยพิจารณาจากฐานรายได้และสินค้าที่หลากหลาย บริษัทมีผลงานที่ยาวนานและสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับลูกค้าได้

แม้ว่าธุรกิจการพิมพ์และสิ่งพิมพ์จะซบเซาอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทก็ยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงกว่าคู่แข่งได้ เมื่อพิจารณาเฉพาะธุรกิจสิ่งพิมพ์แล้ว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน(อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) อยู่ในระดับสูงกว่า 15% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ธุรกิจการพิมพ์ยังคงซบเซา

ธุรกิจสิ่งพิมพ์เคยเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของสื่อดิจิตอล เป็นผลให้มีความต้องการบริการการพิมพ์ลดลง คนส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนไปใช้สื่อแบบใหม่ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เห็นได้ในทั่วโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รายได้จากงานพิมพ์ของบริษัทลดลงไปอยู่ในระดับ 400-450 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแตกต่างจาก 500-600 ล้านบาทต่อปีในช่วงก่อนหน้านี้ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ผลการดำเนินงานของธุรกิจสิ่งพิมพ์ต่ำกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ โดยอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 22.3% ในปี 2561 เป็น 17.3% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ทริสเรทติ้งมองว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังคงอ่อนแอ

การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ไปยังธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษ

จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและธุรกิจขนส่ง บริษัทจึงปรับกลยุทธ์ให้บรรจุภัณฑ์กระดาษเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะเพิ่มการเติบโตให้กับธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยบริษัทใช้เงินราว 490 ล้านบาทเพื่อซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) จำกัด (WPS) ซึ่งการซื้อหุ้นในครั้งนี้ยังทำให้บริษัทสามารถขยายพื้นที่สำหรับธุรกิจโรงพิมพ์ได้ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในเครื่องจักรเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษอีกด้วย

ทริสเรทติ้งมองว่าการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของบริษัทที่ขยายการดำเนินงานไปยังธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะทำให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ของบริษัทฟื้นตัวและเติบโตได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของสายการผลิตบรรจุภัณฑ์นั้นล่าช้ากว่าที่คาด นอกจากนี้ บริษัทยังมีความท้าทายในการสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษมีผู้แข่งขันในตลาดอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งต่างจากบรรจุภัณฑ์ประเภทโลหะและแก้วที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่รายในอุตสาหกรรม ตามประมาณการของทริสเรทติ้ง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะเริ่มสายการผลิตในปี 2563

การเติบโตมาจากธุรกิจไฟฟ้าเป็นหลัก

ธุรกิจของบริษัทในปัจจุบันนั้นขับเคลื่อนมาจากธุรกิจไฟฟ้าเป็นหลัก เนื่องจากเป็นสัดส่วนใหญ่ทั้งในแง่ของขนาดสินทรัพย์และการสร้างรายได้ โดยบริษัทเริ่มเข้าสู่ธุรกิจไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2555 ผ่านบริษัทย่อยคือ บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EP) (ได้รับอันดับเครดิต “BBB-/Stable”) ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นใน EP จำนวน 75%

ธุรกิจไฟฟ้าของบริษัทเติบโตอย่างมาก โดย ณ เดือนกันยายน 2562 สินทรัพย์ของธุรกิจไฟฟ้าคิดเป็น 69% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท นอกจากนี้ ธุรกิจไฟฟ้ายังมีสัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เท่ากับ 86% ของตัวเลขรวมของบริษัท ทั้งนี้ธุรกิจไฟฟ้าของบริษัทคิดเป็นสัดส่วนประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ปี 2561 ทริสเรทติ้งคาดว่าธุรกิจไฟฟ้าจะยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทโดยจะสร้างรายได้เป็นสัดส่วนประมาณ 51%-65% ในปี 2563-2565

กระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพจากธุรกิจไฟฟ้า

อันดับเครดิตสะท้อนถึงเสถียรภาพของกระแสเงินสดที่บริษัทได้รับจากธุรกิจไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทเป็นเจ้าของโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หลายแห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งที่เป็นโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานความร้อนร่วมภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Producer -- SPP)

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานและผู้ซื้อไฟฟ้าเอกชนหลายแห่ง ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าแห่งประเทศเวียดนาม (Vietnam Electricity -- EVN) และผู้ซื้อไฟฟ้าหลายรายในประเทศญี่ปุ่น กระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นั้นค่อนข้างคาดการณ์ได้เนื่องจากมีการตกลงอัตราค่าไฟฟ้าที่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานค่อนข้างต่ำ โดยมีลักษณะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นแบบ Non-firm และผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อยู่ในระดับประมาณการ P50 (หรือสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในระดับความน่าจะเป็นที่ 50%)

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าความร้อนร่วมของบริษัทมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวม 270 เมกะวัตต์ ผลการดำเนินของโรงไฟฟ้าอยู่ในระดับพอใช้เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงนอกแผน

โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่งขึ้นหลังจากขายเงินลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม

บริษัทประกาศขายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2 แห่งแรกในประเทศเวียดนาม (Xuan Tho1 และ Xuan Tho2) โดยทั้ง 2 โครงการมีกำลังการผลิตรวม 99.2 เมกะวัตต์ โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าประเทศเวียดนามเป็นระยะเวลา 20 ปี และได้เริ่มเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ทั้งนี้ บริษัทจะได้รับเงินจำนวน 1.26 พันล้านบาทจากการขายโรงไฟฟ้าดังกล่าว

ทริสเรทติ้งเชื่อว่ารายการขายเงินลงทุนดังกล่าวจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรงขึ้นและมีความผ่อนคลายมากขึ้นในด้านข้อกำหนดทางอัตราส่วนการเงินหลังจากรับรู้กำไรจากรายการดังกล่าวประมาณ 500 ล้านบาท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งประมาณการว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะเท่ากับ 70.3% ในปี 2562 และจะลดลงเหลือ 61.3% หลังจากธุรกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้น ในขณะเดียวกันอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อเงินทุนจะลดลงเหลือ 1.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดทางการเงินของหุ้นกู้ที่ 3.25 เท่า

นอกจากนี้ การขายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าวยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องของบริษัทจากการที่บริษัทมีหุ้นกู้ที่จะหมดอายุภายใน 12 เดือนรวมจำนวน 1.1 พันล้านบาทอีกด้วย

บริษัทยังคงลงทุนในต่างประเทศต่อไป

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าต่อไปหลังจากขายโรงไฟฟ้าแล้ว และจากการที่โอกาสการเติบโตในประเทศนั้นมีอย่างจำกัดจึงมีแนวโน้มว่าบริษัทจะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในต่างประเทศเป็นหลัก โดยบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในเวียดนาม คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งรวมเกือบ 400 เมกะวัตต์

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทมีแนวโน้มจะลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ติดตั้งบนพื้นดินเนื่องจากได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่ 8.5 เซ็นต์สหรัฐฯ ต่อหน่วยไฟฟ้า ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ปรับตัวลดลง ในประมาณการกรณีพื้นฐาน ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 96 เมกะวัตต์โดยจะก่อสร้างในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าในประเทศเวียดนามคิดเป็นเกือบ 40% ของกำลังการผลิตรวมของบริษัท

ในประมาณการกรณีพื้นฐาน บริษัทจะมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายประมาณ 900 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2564 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านบาทในปี 2565 ขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับ 430-480 ล้านบาทต่อปีในปี 2563-2564 และเพิ่มขึ้นเป็น 690 ล้านบาทในปี 2565

ความเสี่ยงในการดำเนินงานของโครงการในต่างประเทศ

ถึงแม้ว่าบริษัทจะสามารถพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนามได้ภายในกำหนดระยะเวลาอันสั้น แต่ทริสเรทติ้งเห็นว่าโรงไฟฟ้าพลังงานลมมีความเสี่ยงด้านการก่อสร้างมากกว่าเนื่องจากมีความซับซ้อนมากกว่าในการเลือกเทคโนโลยีที่ใช้และการออกแบบโครงการ ยิ่งไปกว่านั้นโรงไฟฟ้าพลังงานลมยังมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานมากกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีกด้วย

นอกจากนี้ กลยุทธ์ในการเติบโตอาจทำให้บริษัทต้องดำเนินธุรกิจในประเทศที่มีความเสี่ยงมากกว่าปัจจุบัน ถึงแม้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศเวียดนามจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและภาครัฐให้การสนับสนุนแต่โรงไฟฟ้าในประเทศเวียดนามก็ยังคงมีความเสี่ยงในหลายๆด้าน เช่น ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ความเสี่ยงจากการบังคับใช้สัญญา และความเสี่ยงจากการไม่ซื้อไฟฟ้าเต็มจำนวนที่ผลิตได้ (Curtailment Risks) นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเสี่ยงในระดับสูงเรื่องคู่สัญญาเนื่องจาก

ทริสเรทติ้งมีมุมมองว่าการไฟฟ้าเวียดนามนั้นไม่แข็งแกร่งเท่ากับผู้รับซื้อไฟฟ้าที่เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย

ภาระหนี้สินจะเพิ่มสูงขึ้น

แม้ว่าภาระหนี้สินของบริษัทจะลดลงหลังจากขายโครงการในเวียดนามไปแล้ว แต่ทริสเรทติ้งเห็นว่าจะเป็นการลดลงชั่วคราว เนื่องจากบริษัทจะลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ๆ เพิ่มเติม ในประมาณการกรณีพื้นฐานในช่วงปี 2563-2565 ทริสเรทติ้งตั้งสมมติฐานว่าบริษัทจะได้รับเครดิตจากผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการในช่วงก่อสร้างและเครดิตดังกล่าวจะถูกทดแทนด้วยเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 1 ปีหลังจากโครงการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์แล้ว

ในประมาณการกรณีพื้นฐาน บริษัทมีหนี้สินทางการเงิน 6.5-7.3 พันล้านบาทในปี 2563-2564 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาทในปี 2565 เมื่อบริษัททดแทนเครดิตจากผู้รับเหมาก่อสร้างด้วยเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนลดลงไปอยู่ที่ 53%-61% และเพิ่มขึ้นเป็น 65% ในปี 2565 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะสูงสุดที่ 8 เท่าในช่วงปี 2563-2565 ขณะที่ อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 4%-9%

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะดำรงภาระหนี้สินอยู่ในระดับที่กล่าวมาในช่วงขยายกำลังการผลิต หากบริษัทจะขยายกำลังการผลิตมากกว่าที่ประมาณการเราคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงระดับภาระหนี้สินดังเดิมและใช้เงินทุนจากแหล่งอื่น เช่น การเพิ่มทุน หรือการขายสินทรัพย์บางส่วนออกไป

สภาพคล่องตึงตัว

ทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทมีความเสี่ยงในการหาแหล่งเงินทดแทน เนื่องจากโครงการในประเทศญี่ปุ่นบางแห่งของบริษัทนั้นใช้แหล่งเงินกู้ที่มีระยะเวลาต้องคืนเงินกู้ทั้งจำนวนภายใน 3 ปีครึ่ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะของโครงการระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังระดมทุนบางส่วนด้วยหุ้นกู้และตั๋วแลกเงินระยะสั้นเพื่อนำมาลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า

สภาพคล่องของบริษัทค่อนข้างตึงตัว บริษัทมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดใน 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.1 พันล้านบาท ขณะที่บริษัทมีเงินทุนจากการดำเนินงานประมาณ 430 ล้านบาท ดังนั้น บริษัทอาจจะต้องหาแหล่งเงินทดแทนภาระชำระคืนที่จะถึงกำหนด อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดจากการขายโรงไฟฟ้าในประเทศเวียดนามจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้บริษัทและช่วยบรรเทาความเสี่ยงในการหาแหล่งเงินทดแทนของบริษัทลงได้

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

• รายได้จากธุรกิจสิ่งพิมพ์ประมาณ 820 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565 และมีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 24%-25%

• รายได้จากการดำเนินงานทั้งหมดประมาณปีละ 1.7-2.3 พันล้านบาทในช่วงปี 2563-2565

• กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เปิดดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 171 เมกะวัตต์ใน 3 ปีข้างหน้า

• กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายประมาณ 900 ล้านบาทต่อปีในช่วง 2563-2564 และเท่ากับ 1.2 พันล้านบาทในปี 2565

• ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนจำนวน 4.9 พันล้านบาทในปี 2563-2564

• บริษัทได้รับเครดิตจากผู้รับเหมาก่อสร้างในการก่อสร้างโครงการใหม่ในประเทศเวียดนาม

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังว่าโรงไฟฟ้าของบริษัทจะยังคงมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจต่อไปขณะที่การขยายกำลังการผลิตใหม่จะไม่ทำให้โครงสร้างเงินทุนอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์สามารถเริ่มผลิตได้ตามแผนและช่วยให้รายได้ของโรงพิมพ์ฟื้นตัว นอกจากนี้ เรายังคาดหวังว่าบริษัทจะบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างระมัดระวังอีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มขึ้นของอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากโครงสร้างเงินทุนของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าดีกว่าคาดเป็นอย่างมาก ในทางกลับกันอันดับเครดิตอาจปรับลดลงหากผลการดำเนินงานต่ำกว่าคาดหรือบริษัทก่อหนี้ขนาดใหญ่เพื่อลงทุน

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

- Group Rating Methodology, 10 กรกฎาคม 2558

บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน)
อันดับเครดิตองค์กร: BBB-
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ