ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “กรุงเทพมหานคร” ที่ “AA+” แนวโน้ม “Stable”

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday November 9, 2020 16:49 —ทริส เรตติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของกรุงเทพมหานครที่ระดับ ?AA+? ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? โดยอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงสถานภาพของกรุงเทพมหานครในฐานะเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งทริสเรทติ้งคาดว่ากรุงเทพมหานครจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลกลาง ทั้งนี้ อันดับเครดิตสะท้อนถึงรายได้ที่มีความแน่นอนของกรุงเทพมหานครซึ่งมาจากภาษีอากร รวมทั้งการบริหารงบประมาณภายใต้นโยบายงบประมาณแบบสมดุล และการดำรงเงินสะสมในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การประเมินอันดับเครดิตดังกล่าวยังพิจารณารวมไปถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณของกรุงเทพมหานครจากความต้องการในการลงทุนจำนวนมากในระบบขนส่งมวลชนและโครงการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในฐานะเป็นศูนย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและเป็นเขตการปกครองที่สร้างผลผลิตแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าเขตการปกครองอื่น ๆ จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่ามูลค่าผลผลิตมวลรวมรายจังหวัด (Gross Provincial Product ? GPP) ของกรุงเทพมหานครในปี 2561 มีจำนวน 5.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 32.9% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product ? GDP)

จากปี 2557 จนถึงปี 2561 เศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครมีอัตราการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมรายจังหวัดที่แท้จริง (Real GPP Growth) สูงกว่าอัตราการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP Growth) ของประเทศไทย กล่าวคือ เศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครมีอัตราการขยายตัวที่ระดับเฉลี่ย 4.4% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 3.2% ต่อปี

ทริสเรทติ้งคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะหดตัวที่ระดับ 8.4%-9.1% ในช่วงปลายปี 2563 หลังจากที่หดตัวที่ระดับ 7.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ ได้รับแรงกดดันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวและส่งออก ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครจะหดตัวเช่นเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศ แต่จะมีอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่าเนื่องจากกรุงเทพมหานครมีความหลากหลายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงกว่าเมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ ของประเทศ

ปรับลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อให้เพียงพอกับรายได้ที่ลดลงอย่างมาก

ในปีงบประมาณ 2563 กรุงเทพมหานครมีรายได้รวม 6.76 หมื่นล้านบาท ลดลง 19% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รายได้ที่ลดลงเกิดจากการที่รัฐบาลได้นำภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบใหม่มาใช้และได้ให้ส่วนลดพิเศษ 90% สำหรับผู้เสียภาษีสำหรับปีแรกที่ได้นำภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบใหม่มาใช้ นอกจากนี้ ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์หรือล้อเลื่อนและภาษีธุรกิจเฉพาะยังปรับลดลงอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากโรคโควิด 19 ทั้งนี้ ตามแนวทางของนโยบายการคลังแบบสมดุล กรุงเทพมหานครได้ปรับลดงบดำเนินงานที่ไม่จำเป็นลงและมีการเลื่อนงบลงทุนบางส่วนออกไปเป็นช่วง 2 ปีข้างหน้าเพื่อรับมือกับการลดลงของรายได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับปีงบประมาณ 2563 กรุงเทพมหานครได้มีการตั้งงบรายจ่ายเพิ่มเติมจำนวน 2.7 พันล้านบาท ซึ่งทริสเรทติ้งคาดว่าในปีงบประมาณ 2563 กรุงเทพมหานครจะมีดุลการคลังขาดดุล

สำหรับปีงบประมาณ 2564 นั้น กรุงเทพมหานครตั้งงบประมาณแบบสมดุลโดยประมาณการรายได้และรายจ่ายไว้ที่ระดับ 7.5 หมื่นล้านบาทเท่า ๆ กัน ทั้งนี้ ในช่วงปีงบประมาณ 2565-2566 ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของกรุงเทพมหานครจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลางตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศและรายได้จากภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในปีงบประมาณ 2562 กรุงเทพมหานครมีรายได้รวม 8.33 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครก็มีค่าใช้จ่ายรวม 7.52 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับ 7.22 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2561 ส่งผลให้กรุงเทพมหานครมีดุลการคลังเกินดุลจำนวน 8.1 พันล้านบาทและมีอัตราส่วนดุลการคลังต่อรายได้อยู่ที่ระดับ 9.72% ในปีงบประมาณ 2562

มีรายได้จากภาษีที่สม่ำเสมอ

รายได้ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานครมาจากภาษีอากรมากกว่า 90% ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งรายได้ที่มีความแน่นอนสูง ทั้งนี้ ภาษีอากรจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ภาษีอากรที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองและภาษีอากรที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้และนำส่งกรุงเทพมหานครหรือจัดสรรโดยรัฐบาลกลาง ตามปกติแล้ว ภาษีอากรที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18% ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่ภาษีที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บส่งให้กรุงเทพมหานครคิดเป็นสัดส่วนหลักถึง 77% อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2563 สัดส่วนของภาษีอากรที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 5% ของรายได้ทั้งหมดของกรุงเทพมหานครอันเนื่องมาจากการที่รัฐบาลได้ให้ส่วนลดพิเศษของภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่ผู้เสียภาษีประจำปี 2563 อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าสัดส่วนของภาษีอากรที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเนื่องจากรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะปรับลดส่วนลดภาษีโรงเรือนและที่ดินลงในปี 2564

รายได้หลักของกรุงเทพมหานครมาจากภาษีหลัก 4 ประเภทซึ่งได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหรือค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์หรือล้อเลื่อน โดยมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 83% ของรายได้ทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้ที่จัดเก็บจากภาษีทั้ง 4 ประเภทดังกล่าวขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจปรับลดอัตราภาษีบางประเภทลงเพื่อกระตุ้นการบริโภคหรือลดภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีเป็นครั้งคราว ตัวอย่างเช่น รัฐบาลได้ให้ส่วนลดพิเศษสำหรับภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2563 เพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้เสียภาษีในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวจากโรคโควิด 19 นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลยังได้มีการปรับลดอัตราภาษีหรือค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมลงเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย ดังนั้น รายได้จากการจัดเก็บภาษีของกรุงเทพมหานครจึงอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาล

นโยบายการคลังแบบสมดุล

กรุงเทพมหานครมีการจัดทำงบประมาณที่เหมาะสมภายใต้นโยบายการคลังแบบสมดุล ทั้งนี้ ตามระเบียบกรุงเทพมหานครเรื่องวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2529 นั้น การจัดทำงบประมาณของกรุงเทพมหานครจะประมาณการรายจ่ายให้อยู่ภายในวงเงินงบประมาณรายได้ ดังนั้น การประมาณการรายได้ที่ค่อนข้างระมัดระวังจะส่งผลให้กรุงเทพมหานครมีประมาณการรายจ่ายที่เหมาะสมและไม่เกินตัว ในกรณีที่การจัดเก็บรายได้น้อยกว่าประมาณการ กรุงเทพมหานครก็สามารถปรับปรุงรายจ่ายให้ลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในบางปีงบประมาณอาจมีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมระหว่างปีเมื่อมีความจำเป็นโดยต้องมีแหล่งรายได้ที่แน่นอนซึ่งอาจจะเป็นรายได้จากเงินสะสมของกรุงเทพมหานคร หรือรายได้จากรายรับที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ เป็นต้น

การมีงบดำเนินการจะจำกัดงบประมาณการลงทุน

การมีค่าใช้จ่ายดำเนินการอยู่ในระดับสูงจะทำให้จำกัดงบประมาณในการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคอื่น ๆ ของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ รายจ่ายของกรุงเทพมหานครแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคืองบดำเนินการและงบลงทุน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายจ่ายของงบดำเนินการอยู่ที่ระดับประมาณ 75% ของรายจ่ายรวมรายปี โดยในปีงบประมาณ 2562 กรุงเทพมหานครมีงบดำเนินการจำนวน 5.6 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่อัตรา 0.5% จากปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีรายจ่ายด้านบุคลากรซึ่งเป็นงบดำเนินการที่สำคัญประเภทหนึ่งโดยคิดเป็นสัดส่วน 32% ของรายจ่ายรวมในปีงบประมาณ 2562

ในช่วงปีงบประมาณ 2556-2562 กรุงเทพมหานครมีการใช้งบลงทุนมูลค่าประมาณ 1.5-1.9 หมื่นล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2563 กรุงเทพมหานครได้ปรับลดและเลื่อนงบลงทุนบางส่วนออกไปเนื่องจากคาดการณ์ว่าการจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ โดยมีแผนจะตั้งงบลงทุนเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2564 เนื่องจากคาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้น ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศและมีความหนาแน่นของประชากรสูงที่สุด จึงทำให้มีความต้องการในการลงทุนด้านบริการสาธารณะอย่างสูง กรุงเทพมหานครมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคของกรุงเทพมหานครให้เอื้อประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัย ในการนี้ กรุงเทพมหานครก็อาจพิจารณาขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลซึ่งเป็นทางเลือกได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การพิจารณาและอนุมัติเงินอุดหนุนจากรัฐบาลก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานานซึ่งอาจจะทำให้ไม่ทันเวลาในการลงทุนบางโครงการ ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้ดำเนินงานผ่านทาง บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกในการทำสัญญาและจัดหาเงินกู้เพื่อนำไปใช้ในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญ ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ภาระหนี้ของบริษัทกรุงเทพธนาคมรวมเป็นภาระหนี้ของกรุงเทพมหานครด้วย

ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 กรุงเทพมหานครมีภาระหนี้ทั้งสิ้นจำนวน 4.35 หมื่นล้านบาท ภาระหนี้ของกรุงเทพมหานครภายใต้การพิจารณาของทริสเรทติ้งประกอบไปด้วย (1) เงินกู้สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วน (2) เงินกู้ของบริษัทกรุงเทพธนาคม (3) มูลค่าปัจจุบันของค่าจัดหาขบวนรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้า BTS (4) สินเชื่อคงค้างจาก บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาการติดตั้งระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) สำหรับโครงการส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีเขียว 2 โครงการ และ (5) มูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันทางการเงินจากสัญญาเช่ารถยนต์และรถเก็บขยะมูลฝอยซึ่งมีอายุสัญญา 5 ปีและ 7 ปีตามลำดับ

สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะช่วยหลีกเลี่ยงภาระหนี้

ภาระหนี้ของกรุงเทพมหานครจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากกรุงเทพมหานครจะต้องรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วนจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มูลค่าประมาณ 5.18 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ณ เดือนกันยายน 2562 กรุงเทพมหานครได้รับโอนเงินกู้จำนวน 1.91 หมื่นล้านบาทจากกระทรวงการคลังสำหรับใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายส่วนใต้ ในขณะที่เงินกู้ส่วนที่เหลือสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายส่วนเหนือนั้นคาดว่าจะโอนให้กรุงเทพมหานครภายในปีงบประมาณ 2564 นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังต้องลงทุนในการติดตั้งระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) ในโครงการดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาทอีกด้วย ปัจจุบันกรุงเทพมหานครอยู่ในระหว่างกระบวนการอนุมัติให้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวแก่ผู้รับสัมปทาน ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครคาดว่าจะมีการโอนภาระหนี้ของโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวไปให้แก่ผู้รับสัมปทานเพื่อแลกเปลี่ยนกับสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าซึ่งจะช่วยให้กรุงเทพมหานครไม่ต้องรับภาระหนี้จำนวนมากจากโครงการดังกล่าว

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

สถานะสภาพคล่องของกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมีดุลการคลังเกินดุลจำนวน 8.1 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2562 จึงทำให้เงินสะสมของกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นเป็น 5.91 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ 2562 จากจำนวน 4.82 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ 2561 ทริสเรทติ้งคาดว่ากรุงเทพมหานครจะรักษาเงินสะสมในระดับที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนสภาพคล่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามการคาดการณ์

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานสำหรับผลการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครในระหว่างปีงบประมาณ 2563-2566 ดังต่อไปนี้

? รายได้จะอยู่ระหว่าง 6.7 หมื่นล้านบาทถึง 7.7 หมื่นล้านบาทต่อปี

? ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงเกินกว่ารายได้จัดเก็บตามนโยบายการคลังแบบสมดุล

? อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อรายได้ประจำจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 90% ในปีงบประมาณ 2564 เป็นต้นไปหากกรุงเทพมหานครรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วนมาจาก รฟม.

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? สะท้อนถึงการมีแหล่งรายได้ที่แน่นอนและนโยบายการบริหารงบประมาณแบบสมดุลของกรุงเทพมหานคร โดยทริสเรทติ้งคาดว่ากรุงเทพมหานครจะยังคงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางตลอดเวลาต่อไป

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตของกรุงเทพมหานครยังไม่มีในช่วง 2 ปีข้างหน้าเนื่องจากมีโอกาสสูงที่ภาระหนี้ของกรุงเทพมหานครจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากการรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วน ในทางตรงกันข้าม การปรับลดอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นหากกรุงเทพมหานครผ่อนปรนวินัยทางการเงิน หรือมีดุลการคลังขาดดุลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่จำกัดการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลในทางลบต่ออันดับเครดิตของกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน

ภาพรวมองค์กร

กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษและมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีระเบียบการบริหารราชการภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 (พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร) ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานครมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งแบ่งออกเป็น 50 เขต โดยกรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและยังเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม การศึกษา สังคม และเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

ภายใต้ พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร มาตรา 89 กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีหน้าที่ดำเนินภารกิจหลักรวม 27 ภารกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาและการบริหารจัดการการให้บริการสาธารณะในหลากหลายด้านซึ่งครอบคลุมงานด้านระบบสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาสภาพแวดล้อม และงานสวัสดิการ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานและบริการสาธารณะที่เพียงพอเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาในด้านสังคมและเศรษฐกิจ

การบริหารราชการของกรุงเทพมหานครดำเนินการโดยคณะบุคคล 2 ส่วน ส่วนแรกคือสภากรุงเทพมหานครซึ่งมาจากการเลือกตั้งและอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปีจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติและประชุมหารือเพื่อพิจารณาภารกิจทั้งหมดที่เป็นความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร ส่วนที่ 2 คือฝ่ายบริหารซึ่งมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นหัวหน้าที่มาจากการเลือกตั้งและอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำนวน 4 คนเพื่อมาช่วยในการบริหารงานโดยจะทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ส่วนการดำเนินงานตามนโยบายทั้งหมดนั้นจะมีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติการโดยมีข้าราชการกรุงเทพมหานครอยู่ภายใต้การกำกับดูแล

หลังจากการทำรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจำนวน 30 คนให้ปฏิบัติหน้าที่ด้านนิติบัญญัติในปี 2557 และมีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ในปี 2559 หลังจากนั้น คสช. ได้หมดหน้าที่ไปหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครชุดใหม่และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ในปี 2564

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- Rating Methodology for Local Government, 23 สิงหาคม 2560

กรุงเทพมหานคร (BMA)

อันดับเครดิตองค์กร: AA+

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ