(เพิ่มเติม) UV ตั้งเป้ารายได้รวมงวดปี 61/62 ที่ 2.58 หมื่นลบ.โตกว่า 20% วางแผนเปิด 31 โครงการใหม่ รวม 3.82 หมื่นลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday February 5, 2019 14:08 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมงวดปี 61/62 (1 ต.ค. 61- 30 ก.ย.62) ที่ 2.58 หมื่นล้านบาท เติบโตกว่า 20% จากงวดปีก่อนที่มีรายได้ 2.09 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายในสัดส่วน 83% แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 70% และคอนโดมิเนียม 13% อีกทั้งยังมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและโรงแรม 7% และธุรกิจอื่นๆ (รวมธุรกิจสังกะสีออกไซด์) ราว 10%

สำหรับในส่วนของธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายในปี 61/62 วางเป้าหมายรายได้ที่ 2.14 หมื่นล้านบาท โดยที่จะมีการรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ในปีนี้ 9.7 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 45% ของรายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยที่การรับรู้รายได้ที่จะโอนเข้ามา แบ่งเป็นจากแนวราบ 7 พันล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2.7 พันล้านบาท โดยที่ปัจจุบันบริษัทมี Backlog รวมทั้งสิ้น 1.02 หมื่นล้านบาท

ส่วนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้วางแผนเปิดรวม 31 โครงการ มูลค่า 3.82 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 25 โครงการ มูลค่า 2.86 หมื่นล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูคล่า 9.6 พันล้านบาท

นายวรวรรต เปิดเผยว่า บริษัทวางงบซื้อที่ดินในงวดปี 61/62 ไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบซื้อที่ดินสำหรับการซื้อที่ดินรองรับการพัฒนาโครงการแนวราบ 1.2 หมื่นล้านบาท และอีก 3 พันล้านบาทจะใช้ซื้อที่ดินรองรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม โดยแหล่งเงินทุนของบริษัทจะมาจากกระแสเงินสด เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และการออกหุ้นกู้ที่ขออนุมัติวงเงินจากผู้ถือหุ้นไว้รวม 5 พันล้านบาท

ทั้งนี้ UV มีแผนออกและเสนอขายหุ้นกู้ 2 พันล้านบาท และบมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) จะออกและเสนอขายหุ้นกู้จำนวน 3 พันล้านบาท โดยอายุหุ้นกู้ของบริษัทจะมีอายุอยู่ในช่วง 3-5 ปี คาดว่าจะเสนอขายได้ในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ของงวดปี 61/62

สำหรับยอดขายของโครงการคอนโดมิเนียมปัจจุบันมียอดขายแล้ว 3.2 พันล้านบาท จากเป้าหมายทั้งงวดปีนี้ที่ 7 พันล้านบาท โดยโครงการใหม่ที่บริษัทได้เปิดขายไปแล้วนั้น ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า เช่น โครงการ CIELA ศรีปทุม มียอดขายแล้ว 80% โครงการ De Lapis จรัญ 81 มียอดขายแล้ว 25% และโครงการ MAZARINE รัชโยธินมียอดขายแล้ว 20%

นายวรวรรต กล่าวว่า ธุรกิจพัฒนาคอนโดมิเนียมในปีนี้บริษัทจะเน้นไปที่การระบายสต็อกพร้อมขายและโอนให้ลดลงไปได้มากที่สุดให้เหลือสัดส่วนราว 3-4% จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 13% หรือคิดเป็นจำนวน 681 ยูนิต มูลค่า 1.7 พันล้านบาท เพื่อทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการสต็อกของบริษัทลดลงและทำให้สินค้าของบริษัทสร้างรายได้กลับมา

ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทมองว่าปัจจัยการเลือกตั้งจะส่งผลบวกต่อความมั่นใจที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น รัฐบาลชุดใหม่น่าจะยังคงเดินหน้านโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง และทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ประชาชนในทุกภาคส่วน แม้ว่าในปีนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญกับปัจจัยกดดันค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นทิศทางของดอกเบี้ยขาขึ้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการควบคุมเกณฑ์การให้สินเชื่อ (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น

โดยที่ในส่วนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ออกมาใหม่ของธปท.นั้น บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะกลุ่มลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อพักอาศัยจริง ในขณะที่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของบริษัทมีสัดส่วนน้อยมาก เพราะชื่อของบริษัทยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้าต่างชาติมากนัก ดังนั้น ส่วนใหญ่ของกลุ่มลูกค้ายังคงเป็นชาวไทย

ด้านธุรกิจโรงแรมของบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 10% ภายในงวดปี 62/63 จากปัจจุบันอยู่ที่ 7% จากการให้บริการโรงแรมที่ UV เป็นเจ้าของโครงการและลงทุนเอง คือ โรงแรม MODENA by FRASER บุรีรัมย์ ในเฟสแรก มูลค่า 600 ล้านบาท จำนวน 152 ห้อง อัตราค่าห้องพักเฉลี่ย 3,200 บาท/ห้อง/คืน โดยขณะนี้มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (OCC) ที่ 60-70% สูงกว่า OCC เฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมดในบุรีรัมย์ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50% เนื่องจากโรงแรมของบริษัทอยู่ในสนาม Chang International Circuit ที่มีการจัดแข่งขันรายการต่างๆมากขึ้น และจะมีอีกหลายรายการที่รอจัดการแข่งขันอยู่ ทำให้จะมีการเข้ามาพักของลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนุนการเพิ่มขึ้นของ OCC และรายได้ของธุรกิจโรงแรมให้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงแรมที่ร่วมลงทุนกับ GOLD ได้แก่ โรงแรม W Hotel สาทาร, โรงแรม MODENA by FRASER FYI และ Marriott Mayfair Bangkok

ส่วนธุรกิจสังกะสีของบริษัทนั้น วางกลยุทธ์หันไปเน้นการขยายตลาดกลุ่มลูกค้าที่เป็นรูปแบบซัพพลายเชนมากขึ้น เพื่อทำให้บริษัทมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและมีการใช้วัตถุดิบที่บริษัทผลิตเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการร่วมพัฒนานวัตกรรมของสังกะสีใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศ 2 แห่งในรูปแบบที่เป็น Zinc Oxyde เกรดพรีเมียม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ