นายกฯ แจงโรดแม็ปการทำงานให้นักธุรกิจมะกันฟัง ย้ำจัดการเลือกตั้งปี 60

ข่าวการเมือง Saturday September 26, 2015 14:42 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงโรดแมปให้กับผู้แทนระดับจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน(US-ASEAN Business Council:USABC) และบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 70

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมาว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้การบริหารประเทศ ต้องหยุดชะงัก ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาสร้างความสงบเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ สร้างความปรองดองในชาติ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยจะเดินหน้าตาม Roadmap และการปฏิรูปตามที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า โดยยึดถือหลักนิติธรรม วางรากฐานความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจ และการต่างประเทศ เพื่อให้รัฐบาลต่อไปสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งใจแก้ไขปัญหาที่สะสมไว้มานาน ซึ่งที่ผ่านมาถูกละเลย อาทิ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และการทำประมงผิดกฎหมาย โดยได้ดำเนินการออกกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมการต่อต้านการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในการจัดการกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารเด็ก รวมไปถึงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมาย รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้ใช้แรงงานทาส การค้ามนุษย์ โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ สำหรับเรื่องของ IUU รัฐบาลยืนยันเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะจัดการกับการประมงผิดกฎหมาย และจะทำอย่างเต็มที่เพื่อให้สินค้าประมงจากประเทศไทยปราศจากกระบวนการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหวังว่า USABC และสภาหอการค้าสหรัฐฯ จะช่วยให้ข้อมูลทำความเข้าใจกับบริษัทนำเข้าสินค้าประมงสหรัฐ ฯ เล็งเห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 ตามขั้นตอนของโรดแมป ดังนั้นรัฐบาลจะใช้เวลาที่มีอยู่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศด้วยการวางรากฐานการปฏิรูปประเทศในทุกด้านให้มีความเป็นสากล พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วางระบบโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ และอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การปรับกฎระเบียบและข้อตกลงให้มีมาตรฐานสากล การเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทั้งในด้านการผลิตสินค้า การให้บริการ และการส่งเสริมการลงทุน รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร/แรงงานฝีมือให้มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ให้ทันสมัย

ทั้งนี้ การปฏิรูปประเทศและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น จะดำเนินการควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งรัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังเร่งด่วน โดยรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีตัวแทนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และ NGO เข้ามาร่วมดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายโครงการของรัฐ(คตร.) เพื่อดูแลการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยทำงานควบคู่ไปกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) นอกจากนี้รัฐบาลได้ริเริ่มนำสัญญาคุณธรรมมาใช้ในการประมูล จัดซื้อจัดจ้างโครงการของภาครัฐ เพื่อเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบความโปร่งใส รวมทั้งการนำระบบการลงทุนการก่อสร้างภาครัฐ (CoST: Construction Sector Transparency) เข้ามาใช้ในการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ให้มีการเปิดเผยข้อมูลการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ขอให้มั่นใจได้ว่า หากเข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทยแล้ว การลงทุนนั้นจะมีมาตรฐาน เป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับการพัฒนาการศึกษาอันจะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีคุณภาพสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศที่ก้าวไปข้างหน้า รัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาร่วมกันคิด เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกระดับชั้น นับตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงอุดมศึกษา รวมทั้งระดับอาชีวะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานนอกเหนือจากการพัฒนามาตรฐานฝีมือโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพแรงงานในภูมิภาคและในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุน ซึ่งหากบริษัทใดมีการฝึกอบรม และส่งเสริมการทำวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงสถาบันการศึกษาต่างประเทศ ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การลดหย่อนทางภาษี หรือการได้รับความอำนวยความสะดวกเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งรัฐบาลจะแจ้งให้ทุกท่านรับทราบต่อไป ทั้งนี้ หวังว่าจะมีบริษัทสหรัฐฯ และสถาบันการศึกษาสนใจเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากยิ่งขึ้น เช่น บริษัท Chevron ที่ได้จัดทำโครงการ Thailand Partnership Initiative เพื่อส่งเสริมการศึกษาด้านสะเต็ม (STEM) และอาชีวศึกษา

สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจถือเป็นหัวใจสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ภาครัฐจะส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งในทุกภูมิภาค ผ่านการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) การลงทุนใน Super Cluster และ การลงทุนด้านนวัตกรรม ซึ่งจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเชื่อมโยงกันในแต่ละพื้นที่ การให้สิทธิประโยชน์ในการเข้ามาลงทุนเป็นพิเศษ และการส่งเสริมให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และง่ายต่อการที่ภาคธุรกิจจะเข้ามาลงทุน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้จะควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่น ผสมผสานความเข้มแข็งจากภายในด้วยการสนับสนุนและพัฒนาจากภายนอก ในการส่งเสริมความเข้มแข็งจากภายนอกสู่ภายใน รัฐบาลจะสร้าง Cluster ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและ Super Cluster ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีสูง เพื่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ด้านในของประเทศส่งเสริมการกระจายตัวของเขตอุตสาหกรรมและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยกำหนดพื้นที่ภายในประเทศ 9 แห่ง (กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้) เพื่อเป็นที่ตั้งของ Cluster ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ธุรกิจการแพทย์เครื่องมือแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอยู่เป็นทุนเดิม เช่น เกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำที่เข้ามาทำงานในประเทศ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร) และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีกับผู้ลงทุน (เช่น พิจารณาให้ถิ่นที่อยู่ถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ) รวมถึงการพิจารณายืดอายุการเช่าที่ดิน และคิดค่าเช่าในพื้นที่ราคาพิเศษ ขณะเดียวกัน เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กภายในประเทศ (SMEs) สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือในเรื่องของแหล่งเงินทุน โดยมีการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SMEs ในวงเงิน 100,000 ล้านบาท และลดภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับ SMEs จากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 รวมถึงการสนับสนุนการสร้างนักธุรกิจหน้าใหม่ ผ่านกองทุนร่วมทุน และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับธุรกิจที่ตั้งใหม่ที่เป็นธุรกิจที่ใช้นวัตกรรม (มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม) เป็นระยะเวลา 5 ปี

นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และเกษตรกรในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของภาคการผลิตของไทย และเป็นแหล่งสนับสนุนในเรื่องของปัจจัยการผลิตหลักให้แก่ภาคธุรกิจ โดยได้มีการดำเนินมาตรการทั้งในเรื่องการส่งเสริมแหล่งเงินทุนและการจัดทำโครงการขนาดเล็ก ส่งเสริมธุรกิจชุมชนต่างๆ ซึ่งหากชุมชนเข้มแข็งแล้ว ก็จะเป็นกำลังสำคัญในเรื่องของ Value Chain ให้แก่ ภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศล่าสุด ธนาคารโลกจัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลกในเรื่องความสะดวกในการทำธุรกิจเพื่อให้การทำธุรกิจสะดวกยิ่งขึ้นอีก รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางเพื่อลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติต่างๆ ของส่วนราชการให้ใช้ระยะเวลาสั้นลง และเป็นภาระกับผู้ประกอบการน้อยที่สุด ดังเช่น ในเรื่องการขอใบอนุญาตประกอบการ และการติดต่อกับหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ภาครัฐจึงมีมาตรการที่จะปรับ One Stop Service ให้สามารถลดระยะเวลา ลดการใช้ดุลยพินิจและขั้นตอนในการต้องไปติดต่อกับหน่วยราชการหลายแห่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการขณะนี้ ผลพลอยได้ด้านหนึ่งที่สำคัญในนโยบายและมาตรการของการปรับปรุงปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ ให้เป็นสากลยิ่งขึ้น การยกระดับมาตรฐานแรงงาน การเอื้อประโยชน์ต่อการค้าการลงทุน ก็เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมในกรณีที่รัฐบาลในวันข้างหน้าจะมีการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(TPP) ด้วยในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้ามุ่งสู่การเลือกตั้งและการเป็นประชาธิปไตยตามที่ได้ตั้งใจไว้ ประเทศจะขับเคลื่อนและเป็นประชาธิปไตยได้พร้อมๆ กับบ้านเมืองที่มีเสถียรภาพ มีการพัฒนาคน สังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ