ข่าวอินโฟเควสท์
07:20 ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดบวก $4.1 นลท.ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังตลาดหุ้นร่วง   สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (20 ส.ค.) เนื่องจากนัก…
07:04 ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ เหตุนลท.วิตกการเมืองอิตาลีกดดันตลาด   ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (20 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี…
06:59 ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดบวก 13 เซนต์ รับคาดการณ์สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐร่วง   สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ …
06:52 ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 173.35 จุด เหตุนลท.ขายทำกำไร,วิตกแนวโน้มศก.สหรัฐ   ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (20 ส.ค.) …
06:02 (REPEAT) สหรัฐเตือนจีนเจรจาการค้าล่ม หากกวาดล้างม็อบฮ่องกงแบบเทียนอันเหมิน   นายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า การทำข้อตกลงการค้าระห…

‘พาณิชย์’ เผย ประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอครองแชมป์มูลค่าการค้ากับไทยสูงสุดในช่วง 5 เดือนแรก

ข่าวเศรษฐกิจ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ -- ศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562 15:36:23 น.

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยสถิติการค้าไทยกับประเทศคู่เอฟทีเอ 5 อันดับแรก ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ครองแชมป์ประเทศคู่ค้าเอฟทีเอของไทยที่ทำมูลค่าการค้าสูงสุดช่วง 5 เดือนแรก ของปี 2562 ยังพบการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย และไทยกับเปรู ขยายตัวได้ดี

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถิติการค้ากับประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอด้วย 12 ฉบับ 17 ประเทศ ในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค. – พ.ค.) ของปี 2562 พบว่า การค้ารวมระหว่างไทยกับ 17 ประเทศ มีมูลค่า 119,290.1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอกับไทยมีมูลค่าการค้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) อาเซียน มีมูลค่าการค้า 44.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น และสินค้านำเข้าหลักจากอาเซียน เช่น น้ำมันดิบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น (2) จีน มีมูลค่าการค้า 31.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นต้น และสินค้านำเข้าหลักจากจีน เช่น เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น (3) ญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้า 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกล และเม็ดพลาสติก เป็นต้น และสินค้านำเข้าหลักจากญี่ปุ่น เช่น เครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ (4) ออสเตรเลีย มีมูลค่าการค้า 5.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และสินค้านำเข้าหลักจากออสเตรเลีย เช่น น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น และ (5) เกาหลีใต้ มีมูลค่าการค้า 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกของไทย เช่น น้ำตาลทราย เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้านำเข้าหลักจากเกาหลีใต้ เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ พบว่าการค้าระหว่างไทยกับคู่เอฟทีเอ 2 ประเทศ คือ อินเดียและเปรูยังคงขยายตัวได้ดีในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 โดยการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย มีมูลค่า 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 4.2) สินค้าส่งออกหลักของไทยไปอินเดีย เช่น เคมีภัณฑ์  เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น สินค้านำเข้าหลักของไทยจากอินเดีย เช่น เคมีภัณฑ์  เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ  เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น สำหรับการค้าระหว่างไทยกับเปรู มีมูลค่า 239 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 24.4) โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปเปรู เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น และสินค้านำเข้าหลักของไทยจากเปรู เช่น สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เป็นต้น

“หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจคลี่คลาย ก็จะส่งผลดีกับสถานการณ์การค้าโลกและการค้าระหว่างประเทศของไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ลองตลาดใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ ความแน่นอน และลดความเสี่ยงทางการค้า พร้อมทั้งเร่งใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างแต้มต่อทางการค้า” อรมนกล่าว

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์
3 กรกฎาคม 2562
ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง