คณะทำงานระดับสูงด้านเศรษฐกิจอาเซียนเตรียมประเมินผล AEC ครึ่งทางที่ผ่านมา พร้อมกำหนดการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศคู่ค้าต่อจาก RCEP

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday February 19, 2020 13:50 —กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (High Level Task Force on ASEAN Economic Integration หรือ HLTF-EI) ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2563 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการประชุมระดับปลัดกระทรวงเศรษฐกิจที่เป็นเสมือน Think Tank ในการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนรวมทั้งพิจารณาความสัมพันธ์ของอาเซียนกับกลุ่มประเทศภายนอกที่อาจมีการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจร่วมกันในอนาคต โดยที่ประชุมฯ มีประเด็นสำคัญ เช่น (1) ประเด็นด้านเศรษฐกิจที่เวียดนามเสนอให้อาเซียนร่วมกันผลักดันให้สำเร็จในปีนี้ภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของเวียดนาม (2) การประเมินผล AEC ครึ่งทางที่ผ่านมา (3) กำหนดการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศคู่ค้าต่อจาก RCEP (4) การปรับตัวของอาเซียนเพื่อรองรับอนาคต และ (5) เน้นย้ำการลงนามความตกลง RCEP ในปีนี้

คณะทำงานฯ ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินผล AEC ครึ่งทางที่ผ่านมา ว่ามีความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568 (ค.ศ. 2025) หรือไม่อย่างไร เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2558 (ค.ศ. 2015) ค่อนข้างมาก จึงต้องประเมินผลการทำงานที่ผ่านมาว่าบรรลุเป้าหมายไปมากน้อยเพียงใด มีประเด็นใดที่ประสบความสำเร็จและประเด็นที่ควรปรับปรุง รวมทั้งการประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการค้าโลกที่จะเกิดขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจอาเซียน ที่ประชุมฯ จึงได้มอบหมายสำนักเลขาธิการอาเซียนให้ทำการประเมินเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินงานต่อไป ให้แล้วเสร็จในปลายปี 2563 เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานของอาเซียนในอนาคตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในปี 2568

ที่ประชุมฯ ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวางว่าอาเซียนควรมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดกับประเทศใดบ้าง ภายหลังจากการสรุปการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งกลุ่มประเทศที่เข้ามาแสดงความสนใจขอมีความสัมพันธ์กับอาเซียน ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ได้แก่ สหภาพยุโรป แคนาดา ชิลี สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) (สมาชิกได้แก่ เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย และรัสเซีย) ซึ่งขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างการประเมินความเป็นไปได้และศักยภาพของประเทศที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุน โดยทั้ง 4 กลุ่มมีจุดอ่อนและจุดแข็ง รวมทั้งมีมาตรฐานและความต้องการในการเปิดเสรีที่แตกต่างกัน

ในการประชุมครั้งนี้ เวียดนามในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ได้นำเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจที่อาเซียนจะร่วมกันผลักดันในปีนี้ภายใต้แนวคิด “อาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวและพร้อมปรับตัว” (Cohesive and Responsive ASEAN) รวม 14 ประเด็น โดยเป็นประเด็นที่สานต่อจากที่ไทยริเริ่มไว้ เช่น การจัดทำกลไกเพื่อติดตามและประเมินการบูรณาการด้านดิจิทัล การจัดทำแผนงานด้านต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายและไร้การควบคุม (IUU) และการลงนามความตกลง RCEP หลังจากปิดดีลที่ไทยในปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมฯ ต่างก็ให้คำมั่นสัญญาที่จะร่วมกันผลักดันการดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จให้ได้ เช่นเดียวกับเมื่อปี 2562 ที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อาเซียนสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ไทยได้เสนอไว้ทั้งหมด เช่น การเชื่อมโยงระบบ ASEAN Single Window ในทุกประเทศสมาชิกอาเซียน การสรุปการเจรจา RCEP เป็นต้น

นายพิทักษ์ เพิ่มเติมว่า ในส่วนของประเทศไทยได้ให้ความสำคัญของเวทีการประชุมนี้ ได้เสนอว่า HLTF-EI ควรที่จะกำหนดทิศทางเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะการปรับตัวของอาเซียนเพื่อรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งผลักดันให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของโลก เพื่อให้สินค้าและบริการของอาเซียนได้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain)

นายพิทักษ์ กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ที่ประชุมฯ ยังได้ยืนยันให้มีการลงนามความตกลง RCEP ในปีนี้ โดยปลัดกระทรวงเศรษฐกิจของอาเซียนจะดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อผลักดันให้อินเดียเข้าร่วมความตกลงฯ ในปีนี้

ทั้งนี้ อาเซียนประกอบด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม มีประชากรรวมกว่า 650 ล้านคน มี GDP 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.4 ของ GDP โลก โดยปัจจุบันอาเซียนได้จัดทำ FTA ทั้งสิ้น 6 ฉบับกับ 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย และฮ่องกง โดยล่าสุดได้สรุปการเจรจา RCEP เมื่อปลายปี 2562 ที่ประเทศไทย

กระทรวงพาณิชย์

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

18 กุมภาพันธ์ 2563

ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ