แท็ก
คณะรัฐมนตรี
ทำเนียบรัฐบาล--7 ก.ย.--บิสนิวส์
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดท่าทีไทยสำหรับการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่ ตามมติคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ดังนี้
1. ท่าทีไทยในภาพรวม เรื่องที่จะเจรจาควรเป็นกรอบกว้าง โดยเริ่มต้นและจบพร้อมกัน และใช้เวลาไม่นานเกินไป
2. เรื่องที่ไทยควรเข้าร่วมเจรจาและให้ความสำคัญ ทั้งเรื่องเดิมและเรื่องใหม่ให้เป็นไปตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ ทั้งนี้ในการเจราจาเรื่องใหม่ ให้พิจารณาด้วยความรอบคอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2542 ณ นครซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทบทวนการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กรอบการเจรจารอบอุรุกวัย และพิจารณากำหนดแผนงานในอนาคตขององค์การการค้าโลก (World Organization : WTO) ซึ่งขณะนี้กระบวนการเตรียมการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 3 อยู่ในขั้นพิจารณาข้อเสนอของประเทศสมาชิก และมีแรงผลักดันจากประเทศสมาชิกหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางการค้า เรียกร้องให้เปิดการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่เพื่อรวมเรื่องต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องการค้าสินค้าเกษตร และการค้าบริการ ที่กำหนดให้มีการเจรจาในปี 2543 อยู่แล้ว สำหรับเรื่องใหม่ ๆ ที่มีการเสนอให้เปิดเจรจา อาทิ การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม และเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 1 ณ สิงคโปร์ ให้ทำการศึกษาว่าสมควรจะมีการเจรจาทำความตกลงหรือไม่ 4 เรื่อง ได้แก่ การค้ากับการลงทุน การค้ากับนโยบายการแข่งขัน ความโปร่งใสในการจัดซื้อโดยรัฐ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า
กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐบาล นักวิชาการ และภาคเอกชน และได้จัดทำท่าทีเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เพื่อพิจารณา ซึ่งที่ประชุม กนศ. เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ได้มีมติเห็นควรกำหนดท่าทีไทยสำหรับการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่ ดังนี้
1. ท่าทีไทยในภาพรวมของการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่ การเจรจาไม่ควรใช้เวลานานจนเกินไป เรื่องที่จะเจรจาควรครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ที่ประเทศสมาชิกให้ความสนใจ และมีความสมดุล ทั้งนี้ ควรเริ่มเจรจาทุกเรื่องพร้อมกันและจบพร้อมกัน
2. เรื่องที่ไทยควรเข้าร่วมเจรจาและให้ความสำคัญ
- เรื่องที่กำหนดให้มีการเจรจาอยู่แล้ว เช่น การค้าสินค้าเกษตร การค้าบริการ
- เรื่องที่กำหนดให้มีการทบทวน เพื่อปรับปรุงความตกลงปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น กระบวนการระงับข้อพิพาท การทุ่มตลาด กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า
- เรื่องการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ควรมีการแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยมากขึ้น เช่น สิ่งทอ มาตรการสุขอนามัย อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และการทุ่มตลาด
- เรื่องที่ไทยเห็นว่าควรให้มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 3 อาจสนับสนุนให้มีการประกาศข้อตัดสินใจของรัฐมนตรีได้ เช่น เรื่องการปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และพัฒนาให้น้อยที่สุด
สำหรับเรื่องอื่น ๆ ที่มีการเสนอให้มีการเจรจา อาทิ การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมและประมง เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 1 ณ สิงคโปร์ ให้ทำการศึกษาว่าสมควรจะมีการเจรจาทำความตกลงหรือไม่ 4 เรื่องดังกล่าว ไทยควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ดังนี้
- เรื่องที่อาจยอมรับให้มีการพิจารณา หรือเจรจาในรอบใหม่ เช่น การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมและประมง การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และความโปร่งใสในการจัดซื้อโดยรัฐ
- เรื่องการค้ากับการลงทุน การค้ากับนโยบายการแข่งขัน การค้าและสิ่งแวดล้อม ไม่ขัดข้องที่จะให้มีการเจรจาแต่ควรให้ WTO มีการศึกษา และได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้ก่อนเพื่อให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนามีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ก่อนที่จะมีการเจรจาจัดทำความตกลง
- เรื่องที่ควรยืนยันคัดค้านไม่ให้นำมาพิจารณาในองค์การการค้าโลก ได้แก่ การผูกโยงเรื่องแรงงาน และสิทธิมนุษย์ชนกับเรื่องการค้า
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ชุดนายชวน หลีกภัย)--วันที่ 7 กันยายน 2542--
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดท่าทีไทยสำหรับการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่ ตามมติคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ดังนี้
1. ท่าทีไทยในภาพรวม เรื่องที่จะเจรจาควรเป็นกรอบกว้าง โดยเริ่มต้นและจบพร้อมกัน และใช้เวลาไม่นานเกินไป
2. เรื่องที่ไทยควรเข้าร่วมเจรจาและให้ความสำคัญ ทั้งเรื่องเดิมและเรื่องใหม่ให้เป็นไปตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ ทั้งนี้ในการเจราจาเรื่องใหม่ ให้พิจารณาด้วยความรอบคอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2542 ณ นครซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทบทวนการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กรอบการเจรจารอบอุรุกวัย และพิจารณากำหนดแผนงานในอนาคตขององค์การการค้าโลก (World Organization : WTO) ซึ่งขณะนี้กระบวนการเตรียมการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 3 อยู่ในขั้นพิจารณาข้อเสนอของประเทศสมาชิก และมีแรงผลักดันจากประเทศสมาชิกหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางการค้า เรียกร้องให้เปิดการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่เพื่อรวมเรื่องต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องการค้าสินค้าเกษตร และการค้าบริการ ที่กำหนดให้มีการเจรจาในปี 2543 อยู่แล้ว สำหรับเรื่องใหม่ ๆ ที่มีการเสนอให้เปิดเจรจา อาทิ การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม และเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 1 ณ สิงคโปร์ ให้ทำการศึกษาว่าสมควรจะมีการเจรจาทำความตกลงหรือไม่ 4 เรื่อง ได้แก่ การค้ากับการลงทุน การค้ากับนโยบายการแข่งขัน ความโปร่งใสในการจัดซื้อโดยรัฐ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า
กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐบาล นักวิชาการ และภาคเอกชน และได้จัดทำท่าทีเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เพื่อพิจารณา ซึ่งที่ประชุม กนศ. เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ได้มีมติเห็นควรกำหนดท่าทีไทยสำหรับการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่ ดังนี้
1. ท่าทีไทยในภาพรวมของการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่ การเจรจาไม่ควรใช้เวลานานจนเกินไป เรื่องที่จะเจรจาควรครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ที่ประเทศสมาชิกให้ความสนใจ และมีความสมดุล ทั้งนี้ ควรเริ่มเจรจาทุกเรื่องพร้อมกันและจบพร้อมกัน
2. เรื่องที่ไทยควรเข้าร่วมเจรจาและให้ความสำคัญ
- เรื่องที่กำหนดให้มีการเจรจาอยู่แล้ว เช่น การค้าสินค้าเกษตร การค้าบริการ
- เรื่องที่กำหนดให้มีการทบทวน เพื่อปรับปรุงความตกลงปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น กระบวนการระงับข้อพิพาท การทุ่มตลาด กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า
- เรื่องการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ควรมีการแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยมากขึ้น เช่น สิ่งทอ มาตรการสุขอนามัย อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และการทุ่มตลาด
- เรื่องที่ไทยเห็นว่าควรให้มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 3 อาจสนับสนุนให้มีการประกาศข้อตัดสินใจของรัฐมนตรีได้ เช่น เรื่องการปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และพัฒนาให้น้อยที่สุด
สำหรับเรื่องอื่น ๆ ที่มีการเสนอให้มีการเจรจา อาทิ การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมและประมง เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 1 ณ สิงคโปร์ ให้ทำการศึกษาว่าสมควรจะมีการเจรจาทำความตกลงหรือไม่ 4 เรื่องดังกล่าว ไทยควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ดังนี้
- เรื่องที่อาจยอมรับให้มีการพิจารณา หรือเจรจาในรอบใหม่ เช่น การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมและประมง การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และความโปร่งใสในการจัดซื้อโดยรัฐ
- เรื่องการค้ากับการลงทุน การค้ากับนโยบายการแข่งขัน การค้าและสิ่งแวดล้อม ไม่ขัดข้องที่จะให้มีการเจรจาแต่ควรให้ WTO มีการศึกษา และได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้ก่อนเพื่อให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนามีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ก่อนที่จะมีการเจรจาจัดทำความตกลง
- เรื่องที่ควรยืนยันคัดค้านไม่ให้นำมาพิจารณาในองค์การการค้าโลก ได้แก่ การผูกโยงเรื่องแรงงาน และสิทธิมนุษย์ชนกับเรื่องการค้า
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ชุดนายชวน หลีกภัย)--วันที่ 7 กันยายน 2542--