ทำเนียบรัฐบาล--6 ต.ค.--บิสนิวส์
คณะรัฐมนตรีพิจารณาการปฏิรูปการบริหารราชการในต่างประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แล้วมีมติดังนี้
1. รับทราบความคืบหน้าของการปฏิรูปการบริหารราชการในต่างประเทศ หลังจากดำเนินการตั้งแต่เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติในเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการในต่างประเทศครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 สรุปได้ดังนี้
1.1 จำนวนบุคลากรและสำนักงานในต่างประเทศ ได้ลดลง กล่าวคือ ได้ปิดสำนักงานไป 60 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 20.62 ปรับลดจำนวนข้าราชการลง 252 คน คิดเป็นร้อยละ 24.16 และปรับลดลูกจ้างในต่างประเทศ 485 คน คิดเป็นร้อยละ 24.48
1.2 ด้านงบประมาณ ตัวเลขค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบตั้งแต่ปีงบประมาณ 2540 มีดังนี้
ปีงบประมาณ 2540 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 5,071,868,000 บาท เท่ากับ 198,896,780 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 25.50 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ปีงบประมาณ 2541 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 4,859,742,000 บาท เท่ากับ 103,398,760 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 47.00 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ปีงบประมาณ 2542 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 5,747,648,800 บาท เท่ากับ 143,691,220 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 40.00 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ปีงบประมาณ 2543 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 5,360,590,900 บาท เท่ากับ 148,905,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 36.00 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ตัวเลขสำหรับปี 2543 เป็นตัวเลขจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และเป็นครั้งแรกที่ร่างประราชบัญญัติงบประมาณได้จัดทำเป็นหมวด "งานดำเนินภารกิจในต่างประเทศ" ซึ่งเป็นการรวบรวมค่าใช้จ่ายในต่างประเทศในภาพรวมเป็นครั้งแรก
1.3 ด้านวิธีการทำงานของหน่วยงานไทยในต่างประเทศ ได้เริ่มปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติในต่างประเทศในภาพรวม แทนที่จะเป็นรายกระทรวง ทบวง กรม โดยใช้แนวความคิด "ทีมไทยแลนด์" (Team Thailand)จนเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่งแล้ว
2. ให้ความเห็นชอบแผนเป้าหมายหลักสำหรับการดำเนินการด้านต่างประเทศของไทย ประจำปี 2544 - 2546 และหลักการว่า แผนเป้าหมายหลักนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศในอนาคต ซึ่งแผนเป้าหมายหลักมี2 ส่วน คือ
2.1 ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ (strategic outlook) เป็นเอกสารเชิงวิสัยทัศน์ในช่วง 3 ปี (2544 - 2546)
ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์นี้ตั้งอยู่บนแนวความคิดการมองจากตัวประเทศไทยออกไปสู่โลกภายนอก แล้วกำหนดว่าประเทศไทยต้องการผลประโยชน์อันใด และจะต้องออกไปเกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาระหว่างประเทศใดบ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ต้องการ
ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นแนวทางการดำเนินงานในต่างประเทศของไทยทุกหน่วยงานในช่วง 3 ปี (2544 - 2546) โดยเน้นว่า ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการความโปร่งใสและเป็นระบบสังคมข่าวสารเสรี เพื่อประโยชน์ในการทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นในสายตาของต่างประเทศ
โดยที่การต่างประเทศมีความอ่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์นี้จะเป็นเอกสารที่พลวัตร(dynamic) และจะปรับปรุงได้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์
2.2 แนวทางการจัดทำโครงการ (central themes)
ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นแผนแม่บทกำหนดแนวทางการจัดทำโครงการกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของทีมไทยในแต่ละประเทศ และการแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ (business/corporate plan) ระบุโครงการกิจกรรมที่จะขอให้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการ โดยแสดงหมวดรายจ่ายของงบประมาณที่เสนอตามแผนปฏิบัติการ
หน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดทำแผนเป้าหมายหลักฉบับนี้ ภาคที่เป็นภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำ และสำหรับภาคแนวทางการจัดทำโครงการ กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องได้ใช้เวลาพิจารณาร่วมกันระหว่างเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2542 ในชั้นนี้ได้เริ่มวางแผนงานรวมในส่วนกลางของทีมไทยแลนด์ในกรุงเทพฯ แล้วและจะมีวิวัฒนาการเป็นลำดับต่อไป
3. ให้ความเห็นชอบข้อเสนอคณะอนุกรรมการด้านการจัดทำแผนงานรวมที่เป็นเอกภาพเกี่ยวกับการทบทวนเรื่องการปิดสำนักงานและการปรับลดบุคลากรประจำการในต่างประเทศ โดยให้แบ่งการส่งผู้แทนหน่วยงานไปประจำการในต่างประเทศเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
3.1 การคงสำนักงาน ได้แก่ กรณีที่มีภารกิจในต่างประเทศของหน่วยงานนั้นมีระดับความสำคัญและปริมาณของภารกิจมากเพียงพอที่จะต้องดำเนินการในลักษณะของสำนักงาน โดยจะมีข้าราชการไปประจำในฐานะหัวหน้าสำนักงาน ซึ่งมีเงินประจำตำแหน่ง สามารถบริหารเงิน พัสดุ และบุคลากรในสำนักงานได้ มีข้าราชการและ/หรือลูกจ้างท้องถิ่นใต้บังคับบัญชาเป็นผู้ร่วมปฏิบัติงานโดยอาจมีสำนักงานแยกหรือตั้งอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ก็ได้
3.2 การคงภารกิจ ได้แก่ กรณีที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคงสำนักงาน แต่มีภารกิจที่ยังต้องปฏิบัติอยู่ในต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการแทน โดยให้มีบุคลากรประจำในสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในลักษณะหนึ่งลักษณะใด กล่าวคือ มีข้าราชการประจำ 1 คน หรือ มีเฉพาะลูกจ้างประจำท้องถิ่นประจำเพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือ มีข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นโดยข้าราชการที่ไปประจำจะไม่มีฐานะเป็นหัวหน้าสำนักงาน
สำหรับในช่วงระยะเวลาปรับเปลี่ยนให้หน่วยงานบางหน่วยที่มีสำนักงานในปัจจุบันแปรสภาพเป็นการคงภารกิจให้ข้าราชการที่เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานมาก่อนนั้น ยังคงสถานะเป็นหัวหน้าสำนักงานต่อไปได้ในช่วงดังกล่าว และให้มีสิทธิประโยชน์ตามที่เคยได้รับในฐานะหัวหน้าสำนักงานอย่างเดิมต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดวาระการประจำการของตน เช่น การลงนามหนังสือราชการในฐานะหัวหน้าสำนักงาน และการได้รับเงินประจำตำแหน่งในฐานะผู้บริหารระดับกลาง เป็นต้น ส่วนผู้ที่จะส่งไปแทนหัวหน้าสำนักงานที่ให้คงภารกิจนั้น จะไม่มีฐานะเป็นหัวหน้าสำนักงานอีกต่อไป และจะไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในฐานะผู้บริหารระดับกลาง
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ชุดนายชวน หลีกภัย)--วันที่ 5 ตุลาคม 2542--
คณะรัฐมนตรีพิจารณาการปฏิรูปการบริหารราชการในต่างประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แล้วมีมติดังนี้
1. รับทราบความคืบหน้าของการปฏิรูปการบริหารราชการในต่างประเทศ หลังจากดำเนินการตั้งแต่เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติในเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการในต่างประเทศครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 สรุปได้ดังนี้
1.1 จำนวนบุคลากรและสำนักงานในต่างประเทศ ได้ลดลง กล่าวคือ ได้ปิดสำนักงานไป 60 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 20.62 ปรับลดจำนวนข้าราชการลง 252 คน คิดเป็นร้อยละ 24.16 และปรับลดลูกจ้างในต่างประเทศ 485 คน คิดเป็นร้อยละ 24.48
1.2 ด้านงบประมาณ ตัวเลขค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบตั้งแต่ปีงบประมาณ 2540 มีดังนี้
ปีงบประมาณ 2540 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 5,071,868,000 บาท เท่ากับ 198,896,780 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 25.50 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ปีงบประมาณ 2541 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 4,859,742,000 บาท เท่ากับ 103,398,760 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 47.00 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ปีงบประมาณ 2542 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 5,747,648,800 บาท เท่ากับ 143,691,220 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 40.00 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ปีงบประมาณ 2543 งบประมาณในต่างประเทศคิดเป็น 5,360,590,900 บาท เท่ากับ 148,905,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 36.00 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ตัวเลขสำหรับปี 2543 เป็นตัวเลขจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และเป็นครั้งแรกที่ร่างประราชบัญญัติงบประมาณได้จัดทำเป็นหมวด "งานดำเนินภารกิจในต่างประเทศ" ซึ่งเป็นการรวบรวมค่าใช้จ่ายในต่างประเทศในภาพรวมเป็นครั้งแรก
1.3 ด้านวิธีการทำงานของหน่วยงานไทยในต่างประเทศ ได้เริ่มปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติในต่างประเทศในภาพรวม แทนที่จะเป็นรายกระทรวง ทบวง กรม โดยใช้แนวความคิด "ทีมไทยแลนด์" (Team Thailand)จนเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่งแล้ว
2. ให้ความเห็นชอบแผนเป้าหมายหลักสำหรับการดำเนินการด้านต่างประเทศของไทย ประจำปี 2544 - 2546 และหลักการว่า แผนเป้าหมายหลักนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศในอนาคต ซึ่งแผนเป้าหมายหลักมี2 ส่วน คือ
2.1 ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ (strategic outlook) เป็นเอกสารเชิงวิสัยทัศน์ในช่วง 3 ปี (2544 - 2546)
ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์นี้ตั้งอยู่บนแนวความคิดการมองจากตัวประเทศไทยออกไปสู่โลกภายนอก แล้วกำหนดว่าประเทศไทยต้องการผลประโยชน์อันใด และจะต้องออกไปเกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาระหว่างประเทศใดบ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ต้องการ
ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นแนวทางการดำเนินงานในต่างประเทศของไทยทุกหน่วยงานในช่วง 3 ปี (2544 - 2546) โดยเน้นว่า ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการความโปร่งใสและเป็นระบบสังคมข่าวสารเสรี เพื่อประโยชน์ในการทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นในสายตาของต่างประเทศ
โดยที่การต่างประเทศมีความอ่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์นี้จะเป็นเอกสารที่พลวัตร(dynamic) และจะปรับปรุงได้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์
2.2 แนวทางการจัดทำโครงการ (central themes)
ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นแผนแม่บทกำหนดแนวทางการจัดทำโครงการกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของทีมไทยในแต่ละประเทศ และการแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ (business/corporate plan) ระบุโครงการกิจกรรมที่จะขอให้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการ โดยแสดงหมวดรายจ่ายของงบประมาณที่เสนอตามแผนปฏิบัติการ
หน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดทำแผนเป้าหมายหลักฉบับนี้ ภาคที่เป็นภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำ และสำหรับภาคแนวทางการจัดทำโครงการ กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องได้ใช้เวลาพิจารณาร่วมกันระหว่างเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2542 ในชั้นนี้ได้เริ่มวางแผนงานรวมในส่วนกลางของทีมไทยแลนด์ในกรุงเทพฯ แล้วและจะมีวิวัฒนาการเป็นลำดับต่อไป
3. ให้ความเห็นชอบข้อเสนอคณะอนุกรรมการด้านการจัดทำแผนงานรวมที่เป็นเอกภาพเกี่ยวกับการทบทวนเรื่องการปิดสำนักงานและการปรับลดบุคลากรประจำการในต่างประเทศ โดยให้แบ่งการส่งผู้แทนหน่วยงานไปประจำการในต่างประเทศเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
3.1 การคงสำนักงาน ได้แก่ กรณีที่มีภารกิจในต่างประเทศของหน่วยงานนั้นมีระดับความสำคัญและปริมาณของภารกิจมากเพียงพอที่จะต้องดำเนินการในลักษณะของสำนักงาน โดยจะมีข้าราชการไปประจำในฐานะหัวหน้าสำนักงาน ซึ่งมีเงินประจำตำแหน่ง สามารถบริหารเงิน พัสดุ และบุคลากรในสำนักงานได้ มีข้าราชการและ/หรือลูกจ้างท้องถิ่นใต้บังคับบัญชาเป็นผู้ร่วมปฏิบัติงานโดยอาจมีสำนักงานแยกหรือตั้งอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ก็ได้
3.2 การคงภารกิจ ได้แก่ กรณีที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคงสำนักงาน แต่มีภารกิจที่ยังต้องปฏิบัติอยู่ในต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการแทน โดยให้มีบุคลากรประจำในสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในลักษณะหนึ่งลักษณะใด กล่าวคือ มีข้าราชการประจำ 1 คน หรือ มีเฉพาะลูกจ้างประจำท้องถิ่นประจำเพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือ มีข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นโดยข้าราชการที่ไปประจำจะไม่มีฐานะเป็นหัวหน้าสำนักงาน
สำหรับในช่วงระยะเวลาปรับเปลี่ยนให้หน่วยงานบางหน่วยที่มีสำนักงานในปัจจุบันแปรสภาพเป็นการคงภารกิจให้ข้าราชการที่เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานมาก่อนนั้น ยังคงสถานะเป็นหัวหน้าสำนักงานต่อไปได้ในช่วงดังกล่าว และให้มีสิทธิประโยชน์ตามที่เคยได้รับในฐานะหัวหน้าสำนักงานอย่างเดิมต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดวาระการประจำการของตน เช่น การลงนามหนังสือราชการในฐานะหัวหน้าสำนักงาน และการได้รับเงินประจำตำแหน่งในฐานะผู้บริหารระดับกลาง เป็นต้น ส่วนผู้ที่จะส่งไปแทนหัวหน้าสำนักงานที่ให้คงภารกิจนั้น จะไม่มีฐานะเป็นหัวหน้าสำนักงานอีกต่อไป และจะไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในฐานะผู้บริหารระดับกลาง
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ชุดนายชวน หลีกภัย)--วันที่ 5 ตุลาคม 2542--