1. สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ
1.1 เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายในไตรมาสแรกของปี
สถานการณ์ตลาดโลกในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตตามเป้าหมายและผลผลิตมวลรวมภายในประเทศปี 255 2 จะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ5 ในไตรมาสแรกของปี 2552 เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเพียง 3.1% ต่ำกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 6.5% อย่างไรก็ตาม ถือเป็นการขยายตัวที่มากพอสมควรเมื่อพิจารณาถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และคาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวมากขึ้นในไตรมาสต่อไป เมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เริ่มออกผล โดยหน่วยงานรับผิดชอบต่าง ๆ ในท้องถิ่นจะต้องเร่งดำเนินมาตรการเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 ภาคการก่อสร้างและการบริการยังคงขยายตัวค่อนข้างสูง คือ ร้อยละ 8.15 และ ร้อยละ 8.05 ตามลำดับ แต่ภาคการเกษตรและอาหารทะเล ขยายตัวเพียง ร้อยละ 2.86
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ธนาคารแห่งชาติเวียดนามได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (prime rate) อีกเป็นครั้งที่ 2 ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา โดยลดจาก 14% เหลือ 13% เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 และในครั้งนี้เหลือ 12% รวมทั้งลดดอกเบี้ย refinancing จาก 14% เหลือ 13% ดอกเบี้ย discount rate จาก 12% เหลือ 11% และ overnight rate เพื่อชำระเงินทางอีเล็กทรอนิกส์ จาก 14% เหลือ 13% โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551ทั้งนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย prime rate เหลือ 12% ทำให้เพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุดตามกฎหมายลดลงมาอยู่ที่ 18% ต่อปี (ไม่เกิน 1 เท่าครึ่ง ของ prime rate) นอกจากนี้ ธนาคารแห่งชาติเวียดนามยังประกาศมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธนาคารพาณิชย์ อาทิ การลดสัดส่วนเงินทุนที่ธนาคารต้องกันสำรองตามกฎหมาย
ธนาคารแห่งชาติเวียดนามแถลงว่า แม้ว่าปัจจัยความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนามยังคงมีอยู่บ้าง แต่ธนาคารฯ ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดของนโยบายการเงินลงเล็กน้อยเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเวียดนามให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยขอให้ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้กู้ให้ความสำคัญต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าจำเป็น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โครงการที่มีศักยภาพสูง และโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ดี รวมทั้งให้พิจารณาผ่อนปรนกำหนดเวลาชำระหนี้สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของธนาคารแห่งชาติเวียดนามข้างต้นมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นพากันลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงไปอยู่ที่ระหว่าง 15-16% ต่อปี
นายเหวียน เติ๋น สุง นรม.เวียดนาม ขอให้ภาคการธนาคารดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดแต่ยืดหยุ่น เพื่อช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อ รักษาเสถียรภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นพลังขับเคลื่อนต่อสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2552 ในการประชุมที่จัดโดยธนาคารแห่งชาติฮานอย เมื่อ 30 ธ.ค. 2551 โดยได้แนะนำให้ภาคการธนาคารให้ความหลักประกันด้านเงินทุนสำหรับการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะผลผลิตภาคการเกษตรและการพัฒนาชนบท และกระตุ้นการลงทุน การบริโภค
นอกจากนี้ ยังขอให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเพื่อเป็นหลักประกันการดำเนินการที่โปร่งใส ปรับปรุงและยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการ เร่งการดำเนินหนี้สินที่เสีย
สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเวียดนามในเดือนธันวาคม 2551ลดลง 0.68% หลังจากที่ลดลง 0.76% ในเดือนพฤศจิกายน 2551 จากผลของราคาสินค้าในหมวดอาหาร วัสดุก่อสร้างบ้านเรือน น้ำมันลดลงมาก อย่างไรก็ตาม CPI ของเวียดนามรวมในปี 2551 ยังเพิ่มขึ้นถึง 22% จากปี 2550
นักเศรษฐศาสตร์เวียดนามหลายรายวิเคราะห์ว่า อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามยังคงจะลดลงต่อไปในอีกหลายเดือนข้างหน้า และคาดว่าในกลางปี 2552 อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามจะอยู่ระหว่าง 12-13% ทั้งนี้ จะทำให้ทางการเวียดนามสามารถผ่อนคลายนโยบายด้านการเงินต่อไปและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก สาเหตุหลักของการลดลงของอัตราเงินเฟ้อคือ การบริโภคภายในประเทศได้อ่อนตัวลง ขณะที่ราคาสินค้าอาหาร น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และการขนส่งในตลาดโลกก็ยังคงลดลง
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ธนาคารแห่งชาติเวียดนามประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (prime rate) จาก 10% ต่อปี เหลือ 8.5% ต่อปี นับเป็นการลดดอกเบี้ย prime rate ครั้งที่ 5 ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ในเวียดนามลดลงมาอยู่ที่ไม่เกิน 12.75% ต่อปี
หลังการประกาศ ธนาคารพาณิชย์ในเวียดนามได้พากันปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้เงินสกุลด่งมาอยู่ในระดับ 10-12% ต่อปี และเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสำหรับผู้ทำธุรกิจระหว่างประเทศมาอยู่ที่ 6-7.5% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทของการกู้ยืมและประวัติของลูกค้า
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 ธนาคารแห่งชาติเวียดนามประกาศลดค่าเงินด่ง/เหรียญสหรัฐ ลง 3% สำหรับการโอนระหว่างธนาคาร มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยส่งเสริมการส่งออก ลดการขาดดุลการค้า และเสริมสร้างดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ทั้งนี้ โดยยังคงช่องว่างของการแลกเปลี่ยนเงินด่งไว้ที่บวก-ลบ 3% ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ สามารถกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินด่ง/เหรียญสหรัฐ ระหว่าง 16,479 — 17,498 ด่ง/1 เหรียญสหรัฐ
นาย Nguyen Van Giau ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ปัจจุบันเวียดนามมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากกว่าเมื่อปลายปี 2550 ที่มีอยู่ 2.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ธนาคารแห่งชาติอยู่ในสถานะที่จะควบคุมสถานการณ์ตลาดการเงินได้ การแทรกแซงค่าเงินครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์และผู้ส่งออกเวียดนามต่างตอบรับการประกาศลดค่าเงินดังกล่าวด้วยความยินดี ทำให้มีลูกค้านำเงินเหรียญสหรัฐไปขายให้แก่ธนาคารมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้มักจะนำไปขายในตลาดมืด ธนาคารต่างๆ ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง 17,370-17,490 ด่ง/1 เหรียญสหรัฐ
สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามแจ้งว่า ในเดือนเมษายน 2552 ดัชนีผู้บริโภค (CPI) ของเวียดนามสูงขึ้น 0.35% จากเดือนก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้น 1.77% นับตั้งแต่ต้นปี 2552 หรือเพิ่มขึ้น 9.23% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2551 ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า CPI ได้ปรับตัวสู่ความมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับในปี 2551 ซึ่ง CPI ในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นถึง 2.2% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 21.42% จากเดือนเดียวกันของปี 2550
ในปี 2552 ราคาสินค้าส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นตามค่าเฉลี่ยการเพิ่มของ CPI ไม่ว่าจะเป็นอาหารและร้านอาหาร ซึ่งมีสัดส่วน 40% ของ CPI การคมนาคมขนส่ง เครื่องดื่ม บุหรี่ และวัสดุก่อสร้าง เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน และการบริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม CPI ในธุรกิจบันเทิง รวมถึงการท่องเที่ยวและกีฬาลดลง 0.64%
ในเดือนเมษายน 2552 ค่าเงินเหรียญสหรัฐและราคาทองคำสูงขึ้น 1.25% และ 1.4% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2552 และสูงขึ้น 11.21% และ 8% จากเดือนเดียวกันของปี 2551 ตามลำดับ
การสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วโลกของ Nielsen ซึ่งจัดทำปีละ 2 ครั้ง ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเวียดนาม ได้ลดลงจาก 97.1 เมื่อเดือนตุลาคม 2551 เหลือ 84.5 ในเดือนมีนาคม 2552 อยู่ในลำดับที่ 11 ของโลก ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 นับแต่มีการสำรวจในปี 2549 โดยในครึ่งแรกของปี 2551 เวียดนามอยู่ในลำดับที่ 7 ของโลก และลดลงเป็นลำดับที่ 9 ในครึ่งหลังของปี 2551
แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเวียดนามยังคงสูงกว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของโลก ซึ่งลดจาก 84 เมื่อเดือนตุลาคม 2551 เหลือเพียง 77 ในเดือนมีนาคม 2552 แต่อัตราการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเวียดนามถึง 12.6 จุด ในช่วง 6 เดือน เป็นอัตราที่เกินค่าเฉลี่ยของประเทศที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งลดลง 7 จุด
2. แนวโน้มทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้เสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเวียดนาม เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2552 ให้รัฐบาลปรับเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2552 จาก 6.5% ลงเหลือ 5% รวมทั้งปรับเป้าการขาดดุลงบประมาณของเวียดนามเพิ่มเป็นไม่เกิน 8% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) และปรับลดอัตราเงินเฟ้อเป็นต่ำกว่า 6% โดยจะนำข้อเสนอดังกล่าวขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ และสภาแห่งชาติ
ขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเวียดนามจะกลับมาขยายตัว 6.5% ในปี 2553 และจะคงระดับการขยายตัว 7-7.5% ต่อปีไปอีกระยะหนึ่งจากผลของการลงทุนจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามจะต้องจัดการปัญหาท้าทายเฉพาะหน้าอย่างจริงจัง คือ การจำกัดผลกระทบของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการดูแลดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเร่งการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การดำเนินการตามพันธกรณี WTO เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ การใช้มาตรการพิเศษในการจัดการปัญหาการว่างงาน การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก การช่วยเหลือคนจน
ADB คาดการณ์ว่า เวียดนามจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 11.5% ของ GDP ในปี 2552 และจะลดลงเหลือ 9.7% ของ GDP ในปี 2553 จากการฟื้นตัวของการส่งออกและการส่งเงินกลับประเทศของคนเวียดนามในต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับ 4% ในปี 2552 และ 5% ในปี 2553
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ลดตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเวียดนามเหลือร้อยละ 3.3 จากประมาณการณ์เดิมร้อยละ 4.8 ขณะที่อัตราการขยายตัวภาคการก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 ในช่วงไตรมาสแรก และภาคการค้าปลีกสินค้าและบริการขยายตัวร้อยละ 21.5 ในช่วง 4 เดือนแรกของปี ทั้งนี้ IMF เห็นว่า แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามจะลดลง แต่คาดว่าการขยายตัวของเวียดนามในปี 52 จะอยู่ในอันดับต้นของประเทศในเอเชีย
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 สภาแห่งชาติเวียดนามให้การรับรองแผนเศรษฐกิจและสังคมปี 2552 ที่รัฐบาลเสนอ ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบร้อยละ 88 ของสมาชิกสภาฯ
ตามแผนดังกล่าว รัฐบาลได้ตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 6.5% อัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 15% มูลค่าการส่งออกขยายตัว 13% (รัฐบาลเสนอ 10-12%) การจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านคน รวมถึงการส่งแรงงานไปต่างประเทศ 90,000 คน ลดจำนวนครัวเรือนที่ยากจนเหลือ 12% ให้ประชากรในชนบทไม่น้อยกว่า 79% มีน้ำประปา อัตราการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่ม 11.4% และสายอาชีวะเพิ่ม 18%งบประมาณการลงทุนการพัฒนาด้านสังคมจำนวน 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 39.5% ของ GDP ซึ่งจะมาจากการออกพันธบัตรรัฐบาล 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สภาแห่งชาติได้ย้ำให้รัฐบาลติดตามความเคลื่อนไหวและยกระดับคุณภาพของการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศและระหว่างประเทศ เสนอแนะมาตรการจัดการผลกระทบทางลบต่างๆ ที่จะมีต่อระบบการเงินของประเทศ รวมถึงการใช้นโยบายการเงินอย่างเข้มงวดต่อไป การลดอัตราเงินเฟ้อในลักษณะที่ยืดหยุ่น การปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินการธนาคารการช่วยเหลือเกี่ยวกับแหล่งสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการด้านการผลิตและการส่งออก การเพิ่มคุณภาพของการวางแผน กำหนดรายละเอียดของการประเมินผลการกระจายอำนาจบริหารงานท้องถิ่นและการจัดการด้านการลงทุน
นายเหวียน เติ๋น สุง นรม.เวียดนาม ได้เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรีระหว่าง 23 — 24 ธ.ค.51 ที่โฮจิมินห์ โดยมีการทบทวนเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมาและแผนการดำเนินการในปี 2552 โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในการปกป้องผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำ และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ขณะเดียวกันต้องเผชิญหน้าสถานการณ์ที่ซับซ้อนและภัยธรรมชาติต่างๆ
อย่างไรก็ตาม แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2552จะขยายตัวได้ร้อยละ 6.23 คณะรัฐมนตรีแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤตการเงินโลกและเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยย้ำเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าร้อยละ20 จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น และได้เสนอให้ความสำคัญกับงานด้านสถิติ การวิจัยตลาด และการส่งเสริมการค้า โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง การลงทุนในด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภคในชนบท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
ส่วนภารกิจในปี 2552 นรม.เวียดนามกระตุ้นให้คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการป้องกันเศรษฐกิจถดถอย รักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นายเหวียน เติ๋น สุง นรม.เวียดนามเผยแผน 5 ประการในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจ ตามที่สภาแห่งชาติเวียดนามอนุมัติเมื่อปี 51 ซึ่งสภาแห่งชาติเวียดนามปรับลดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2552 เหลือร้อยละ 6.5 วางแผนลดอัตราเงินเฟ้อ ต่ำกว่าร้อยละ 15 โดยแผน 5 ประการดังกล่าวรัฐบาลเวียดนามจะดำเนินการ
1) ส่งเสริมการผลิตของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางและการส่งออก ขยายตลาดท้องถิ่นและการบริโภค
2) กระตุ้นการลงทุนและการบริโภค
3) เพิ่มสวัสดิการสังคมและลดความยากจน
4) ดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังที่มีประสิทธิภาพ และ
5) บริหารจัดการอย่างยืดหยุ่นและทันเวลา
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทุกคนร่วมมือเพื่อความเป็นเอกภาพในการบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ในปี 2552
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551 สภาแห่งชาติเวียดนามเห็นชอบแผนงบประมาณประจำปี 2552 จำนวน 2.98 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นงบประมาณขาดดุล 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.82% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยคาดหมายว่า รัฐจะสามารถจัดเก็บรายได้ในปี 2552 ได้ 2.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 21.5% ของ GDP ต่ำกว่าที่รัฐบาลเวียดนามประมาณการณ์ 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ
หมวดที่ถูกตัดลดงบประมาณค่อนข้างมาก ได้แก่ การลงทุนของภาครัฐ ลดจาก 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2551 เหลือ 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และค่าจ้างลูกจ้างภาครัฐ ลดจาก 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2551 เหลือ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สภาแห่งชาติเวียดนามได้ขอให้รัฐบาลเวียดนามคงนโยบายการเงินอย่างเข้มงวดและใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัดต่อไป เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้ สภาแห่งชาติยังได้ผลักดันการปรับปรุงนโยบายภาษี และอนุมัติให้ระดมทุนโดยการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าเกือบ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้จากการออกพันธบัตรจะนำไปใช้ในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การคมนาคม และการชลประทานในเขตทุรกันดาร
เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ
2550 ปี 2551 เป้าหมายปี 2552 GDP(%) 8.5 6.23 5% (ปรับจากเป้าหมายเดิม 9%, 7% และ 6.5%) GDP per capital (US$) 818 960 1,200 ส่งออก(billion US$) 48.6 62.91 เม.ย 52 ปรับใหม่ = 60.0 (ปรับจาก 74.60) นำเข้า (billion US$) 62.7 80.42 เม.ย 52 ปรับใหม่ = 84.0 (ปรับจาก 96.6) FDI (Foreign Direct Investment) (billion US$) 20.3 60.27 65 In Flation (%) 12.0 22.5 12-13 ที่มา: กรมสถิติแห่งชาติเวียดนามที่มา: http://www.depthai.go.th