1. ภาวะเศรษฐกิจอิตาลีในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2553 ค่อนข้างทรงตัวแม้ว่าหลายๆ ฝ่ายทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนต่างๆ ได้ออกมาให้ความเห็นว่าภาวะเสราฐกิจอิตาลีได้ฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ยังคงมีความกังวลค่อนข้างมากอันเนื่องมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มลดลงอย่าต่อเนื่องซึ่งเป็นผลจากปัญหาด้านการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น
2. สำนักงานสถิติแห่งอิตาลี (ISTAT) ได้รายงานว่าอัตราการว่างงานในเดือน ม.ค. 53 เพิ่มสูงขึ้นจากเดือน ธ.ค. 52 (8.5%) เป็น 8.6% สูงสุดนับแต่ม.ค. 2547 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการว่างงานของแรงงานหนุ่มสาวถึง 26.8% (เพิ่มขึ้น +0.3% เมื่อเทียบกับ ธ.ค. 52 และเพิ่มขึ้น +2.6% เมื่อเทียบกับม.ค. 52) และข้อมูล ณ เดือน ม.ค. 53 อิตาลีมีจานวนผู้อยู่ระหว่างการหางานทำถึง 2.144 ล้านคน(เพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค. 52 +0.2% และเพิ่มขึ้นจากม.ค. 52 +18.5%) ทั้งนี้ สภาพการจ้างงานระหว่าง ธ.ค. 52 — ม.ค. 53 มีสภาวะคงที่ ในขณะที่ช่วงระหว่าง ม.ค. 52 — ม.ค. 53 มีจำนวนการว่างงาน สูงถึง 307,000 คน
ทั้งนี้ ISTAT ไดจัดทารายงานการปรับข้อมูลเศรษฐกิจอิตาลีล่าสุด ในปี 2552 ดังนี้
- การขาดดุล = 5.3% ของ GDP (ปี 51 =2.7%)
- หนี้สาธารณะ = 115.8% ของ GDP (ปี 1,761.191 พันล้านยูโร)
- รายได้ภาครัฐ = 47.2% ของ GDP
- การใช้จ่าย = 52.5% ของ GDP (ปี 51 = 49.4%)
3. นาย LUIGI ANGELETTI ผู้นาสหภาพแรงงาน UIL ของอิตาลีได้กล่าวว่าภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโลกยังไม่ได้ผ่านพ้นไปและคาดว่าในปี 2553 จะมีคนอิตาเลียนที่มีความเสี่ยงต้องถูกเลิกจ้างมากกว่า 200,000 คน อย่างไรก็ดี ในปี 2552 ที่ผ่านมายังนับว่าเป็นโชคดีของแรงงานจานวนราว 400,000 คน ที่ไม่ต้องถูกเลิกจ้าง อันเนื่องจากมาตรกาพิเศษต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งมาตรการ social card การให้เงินโบนัสแก่ครอบครัวที่มีเด็ก คนเกษียณอายุและคนพิการและมีรายได้น้อย เป็นต้น
นาย Luigi ได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหารว่างงานและปัญหาด้านสังคม โดยมาตรการดังกล่าวต้องจัดทำเป็น master plan ร่วมกันทั้งฝ่ายรัฐบาล สหภาพและนายจ้าง นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลปฎิรูประบบการจัดกับภาษีใหม่จากเดิมที่มีการหลบเลี่ยงภาษีและยังมีความไม่เป็นธรรมค่อนข้างมาก โดยกล่าวว่ารัฐบาลต้องเริ่มทาในปีนี้แทนการต้องรอไปดำเนินการในปี 2556 ซึ่งเขาเห็นว่าการปฎิรูประบบภาษีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวต้องรวมถึงการลดภาษีค่าจ้างแรงงานและการจ่ายเงินโบนัส ส่วนการปฎิรูประบบการจ่ายบานาญ(pension) นั้น เป็นปัญหาแทท้จริงที่ต้องแก้ไขคือรัฐบาลต้องเพิ่มจำนวนเงินบานาญขั้นต่ำ
4. ธนาคารแห่งอิตาลี (Bank of Italy) ได้รายงานว่าหนี้สินภาคครอบครัวอิตาลียังคงมีต่อเนื่องและสะสมโดยข้อมูล ณ เดือนม.ค. 53 อิตาลีมียอดหนี้สินภาคครอบครัว 498,999 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ม.ค.52 สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารกลาง (Central Bank) ที่ระบุว่า ทั้งหนี้ผู้บริโภคและการจำนองได้เพิ่มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนโดยหนี้ผู้บรนิโภคเพิ่มขึ้นจาก 54 พันล้านยูโรเป็น 57 พันล้านยูโร ในขณะที่การจำนองเพิ่มขึ้นจาก 264 พันล้านยูโรเป็น 282 พันล้านยูโร
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งอิตาลียังได้รายงานว่าในเดือน ม.ค. 53 อัตราดอกเบี้ยได้ลดลงต่ากว่า 3% คือ 2.89% (เดือน ธ.ค. 52 = 3.01%) รวมทั้งอัตราดอกเบี๊ย nominal rates ก็ได้ลดลงจากเดือน ธ.ค. 52 ที่เท่ากับ 2.88% เป็น 2.75% เช่นกัน
5. GABETTI ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รายงานว่า ราคาของอสังหาริมทรัพย์ในอิตาลียังคงตกลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโรมและมิลานในช่วง 18 เดือน ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจมีราคาลดลงราว 9% แม้จะมีสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็ตาม โดยราคาที่ลดลงอย่างมากจะเป็นบ้านแบบนอกของเมืองและชานเมืองที่มีการสร้างบ้านใหม่แต่ไม่สามารถขายได้ในขณะที่บ้านในแถบใจกลางเมืองและบริเวณที่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ดียังคงมีราคาคงที่ ทั้งนี้ แม้การที่ราคาบ้านใหม่ได้ลดลงจะเป็นสิ่งจูงใจให้แก่นักลงทุนรายย่อยแต่มีปัญหาของความไม่มั่นคงของการจ้างงานและความยากลำบากในการได้รับสิ้นเชื่อทาให้ไม่สามารถกระตุ้นให้คู่แต่งงานใหม่และผู้อพยพต่างชาติตัดสินใจซื้อบ้านได้และทาให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องลดราคาถึง 15% ทั้งนี้ กลุ่ม GABITTI ได้คาดการณ์ว่าในอนาคต แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจและการเข้าถึงสินเชื่อจะกระเตื้องขึ้นก็ตาม ผู้ประกอบการก็ยังคงต้องมีการลดราคาลงเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้น
6. รัฐบาลอิตาลีได้ตกลงร่วมกับพรรคฝ่ายค้านในการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกาศเลิกจ้างการจ่ายเงินให้แก่คนงานที่ถูกเลิกจ้างจากเดิม 12 เดือนเป็น 18 เดือน โดยรัฐบาลอิตาลีจะใช้บังคับเฉพาะสาหรับปี 2553 และ 2554 เพื่อเป็นการทดลองเท่านั้น
7. รมว.กระทรวงอิตาลี (นาย LUCA ZAIA) ได้ออกมากล่าวยืนยันอย่างเข้มแข็งว่าอิตาลีจะไม่ยอมให้มีการปลูกหรือจำหน่ายพืช GMO ตัวใหม่ 2 ชนิด คือ มันฝรั่ง (Amflora starch potato) สาหรับการมช้ในอุตสาหกรรมและข้าวโพด เข้ามาในอิตาลี ซึ่งพืช 2 ชนิดดังกล่าวได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมาธิการยุโรปให้ปลูกและขายในสหภาพยุโรปได้โดย นาย John Dalli กรรมาธิการสาธาณสุขของสหภาพยุโรปกล่าวว่าการอนุญาตดังกล่าวเป็นไปตามผลการตรวจสอบที่พบว่าไม่มีความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของคน
อย่างไรก็ดี สภาวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติอิตาลีได้ออกมากล่าวว่าประเด็นสินค้า GMO ในสหภาพยุโรปได้มีมานานแล้ว โดยในปี 2551 พบว่าพื้นที่เพาะปลูกราว 10% ของโลกใช้เพาะปลูกพืช GMO สาหรับมันฝรั่งชนิด Amflora ดังกล่าวเป็นการคิดค้นโดย BASE ของเยอรมันเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมกระดาษและพลาสติกและแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อการบริโภคของมนุษย์แต่ก็สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งประเด็นก็ได้ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างมากว่าในอนาคตอาจเกิดความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดไปสู่คนได้ ส่วนข้าวโพด GMO ก็เป็นพืชที่ได้ผ่านการตรวจสอบในสหรัฐอเมริกาโดย FDA แล้วว่ามนุษย์ใช้บริโภคได้แต่ในประเทศเยอรมันเองก็ยังมีความกังวลว่าอาจเกิดผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพโดยหนึ่งใน 3 ชนิดถูกห้ามนาเข้าเยอรมันด้วย
ทั้งนี้ อิตาลีเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รายใหญ่อันดับ 2 ในสหภาพยุโรปและอันดับ 4 ของโลก ดังนั้นการอนุญาตให้มีสินค้า GMO ของมันฝรั่งและข้าวโพดของกรรมาธิการยุโรปดังกล่าวจึงทาให้ประชาชนอิตาลีเกิดความกังวลว่าโอกาสที่เกิดความเสียหายต่อเนื่องจากการปนเปื้อน
รายงานผลการจากการสำรวจของสมาพันธ์สินค้าเกษตรแห่งอิตาลี (COLDIRETTI) เมื่อเร็วๆนี้ พบว่าคนอิตาเลี่ยน 7 ใน 10 คนเชื่อว่าอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพน้อยกว่าอาหารท้องถิ่น รวมทั้งยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่านอกเหนือทัศนะคติทางลบต่อสินค้า GMO แล้ว การที่รัฐบาลอิตาลีเห็นชอบให้มีการใช้อาหาร GMO จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการส่งออกสินค้าอาหารของอิตาลีมากถึง 60% และมีเพียง 6 ประเทศจาก 27 ประเทศ ในกลุ่มสหภาพยุโรปที่อนุญาตให้ปลูกพืช GMO คือ สเปน เช็ครีพับลิก สโลวาเกีย โปแลนด์ และโปรตุเกส โดยมียอดจาหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช GMO ใน 6 ประเทศ ดังกล่าวลดลงเฉลี่ยร้อยละ 12 รวมทั้งมีการลดพื้นที่เพาะปลูกลงด้วย
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโรม
ที่มา: http://www.depthai.go.th