นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน KTAM เล็งเห็นโอกาสการลงทุนที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเชิงรุกในบริษัทผู้พัฒนาและนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จึงได้ร่วมกับ บล.เวลท์เอกซ์ เปิดขายกองทุนเปิดเคแทม A.I. World Equity (KT-BAI) (ความเสี่ยงระดับ 6) ครั้งแรกระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค.69 ผ่านแอปพลิเคชัน KTAM Smart Trade และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน บล.เวลท์เอกซ์ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท
กองทุน KT-BAI มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน iShares A.I. Innovation and Tech Active ETF (กองทุนหลัก) ซึ่งบริหารโดย Blackrock Fund Advisors โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนหลักเน้นการลงทุนแบบเชิงรุกในบริษัทที่มีบทบาทในการสนับสนุน พัฒนา และนำเทคโนโลยี AI ที่มีความก้าวหน้าสูงในปัจจุบันมาใช้งาน ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่เทคโนโลยี AI ซึ่งประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐาน, ระบบอัจฉริยะ รวมถึงแอปพลิเคชันและบริการ
จุดเด่นสำคัญของกองทุน KT-BAI มาจากกองทุนหลักที่มีขนาดมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องสูง โดยจากข้อมูลการจัดอันดับ ณ วันที่ 15 มิ.ย.69 ของ companiesmarketcap.com กองทุนหลักถือเป็นหนึ่งใน AI ETFs ที่มีขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมด้วย AUM มากกว่า 16.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อีกทั้ง กองทุนหลักยังได้ลงทุนครอบคลุมทั้งระบบ (AI Technology Stack) โดยไม่กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายในส่วนสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบอัจฉริยะ (Intelligence) และแอปพลิเคชันรวมถึงบริการ (Applications and Services)
พอร์ตการลงทุนเบื้องต้นของกองทุนหลัก ตามข้อมูลของ iShares by BlackRock, ณ วันที่ 24 มิ.ย. 69 จะลงทุนในหุ้นทั่วโลกในทุกขนาดหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI โดยจะคัดสรรหลักทรัพย์ราว 20-40 หลักทรัพย์ อาทิ SK Hynix บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ในโลก สัญชาติเกาหลีใต้, Micron Technology ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำรายใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐฯ, AMD บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐฯ, TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์และโรงหล่อชิปที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ในโลกจากไต้หวัน และ NVIDIA บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสัญชาติอเมริกัน เป็นต้น (หลักทรัพย์ที่ลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)
"ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของเทคโนโลยีการประมวลผลที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI อย่างเต็มรูปแบบ ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวและสร้างการเติบโตอย่างมหาศาลให้แก่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ผู้ผลิตชิปประมวลผลระดับสูง และผู้ให้บริการระบบคลาวด์ แต่ในปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้มีความพร้อมและเสถียรภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ห่วงโซ่ของ AI กำลังเคลื่อนย้ายและขยายตัวอย่างรวดเร็วไปสู่ระดับบนของโครงสร้างเทคโนโลยี (AI Technology Stack) โดยการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังสร้างคลื่นลูกใหม่ของโอกาสการลงทุนที่น่าจับตาในกลุ่ม Intelligence และ Applications & Services ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาโมเดลระดับสูง ฐานข้อมูลอัจฉริยะ ตลอดจนแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ล้ำสมัยที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนั้น กองทุน KT-BAI จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้ โดยการเข้าไปลงทุนในกองทุนหลักที่พร้อมปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่นตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เพื่อจับโอกาสในทุก ๆ ช่วงการเติบโตของเทคโนโลยี AI ทั่วโลก" นางชวินดา กล่าว