"เอกนิติ" เปิดฉากแจงร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 ต่อสภาฯ เดินหน้า 6 ยุทธศาสตร์ดัน GDP โต 1.7-2.7% ยันใช้งบคุ้มค่า

ข่าวเศรษฐกิจ Monday June 29, 2026 12:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณอยู่บนพื้นฐานที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 70 จะขยายตัวในช่วง 1.7-2.7% ตามการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าและบริการ ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญความไม่แน่นอนสูง และปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำ ทั้งจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.5-1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลที่ 1.6% ของ GDP

โครงสร้างงบประมาณปี 70 ประกอบด้วย

1. งบประมาณรายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท

2. รายจ่ายประจำ 2.78 ล้านล้านบาท

3. รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038 ล้านบาท

4. รายจ่ายลงทุน 789,171 ล้านบาท

5. รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จัดสรรไว้ 151,520 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เป็นรายจ่ายลงทุน กรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 10,096 ล้านบาท


*ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จัดสรรงบประมาณ 407,165 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ

รวมถึงการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งการดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งนำงบประมาณไปดำเนินการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด  และเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง และนำไปพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ

2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จัดสรรงบประมาณ 348,427 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับภาพลักษณ์ การท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางการค้าการลงทุน ควบคู่ไปกับการกระจายความเจริญในทุกภูมิภาค เน้นการเกษตรสร้างมูลค่า ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ทั้งการส่งเสริมการใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศเพิ่มขึ้น ชักจูงนักลงทุนภายในประเทศและส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ เน้นสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน

เน้นการพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ พัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ จัดสรรงบประมาณ 611,194 ล้านบาท มุ่งเน้นการพัฒนาคนไทยในทุกมิติให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีทักษะที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมโลก โดยมีการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตและคุณภาพการศึกษา การเรียนรู้ ผ่านนโยบาย "เรียนได้ทุกที ทุกเวลา (Anywhere Anytime) พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการ "คืนครูให้นักเรียน"

นอกจากนี้ ให้มีการเสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี บูรณการเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ และเอไอ มายกระดับประสิทธิภาพการวินิจฉัยและรักษา ยกระดับระบบการส่งต่อผู้ป่วยแบบไร้รอยต่อ เร่งผลิตแพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุขไม่น้อยกว่า 42,100 คนต่อปี

4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาส และความเสมอภาคทางสังคม จัดสรรงบประมาณ 960,916 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับสวัสดิการพื้นฐาน บริการสาธารณะอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ด้วยการเสริมสร้างพลังและหลักประกันทางสังคม และสวัสดิการสำหรับแรงงานในระบบและนอกระบบให้สามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มีการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง รวมถึงรองรับสงคมสูงวัย และมาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม

5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดสรรงบประมาณ 137,507 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมการรับมือกับภัยธรรมชาติ การจัดการมลพิษและสุขภาพประชาชน

6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ จัดสรรงบประมาณ 676,320 ล้านบาท เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐให้มีสมรรถนะสูง เปลี่ยนผ่านไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล เพื่อยกระดับการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลภาครัฐให้ยืดหยุ่น คล่องตัว เน้นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงพัฒนากฏหมายและกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ โดยจัดสรรงบประมาณ 646,468 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และชดใช้เงินคงคลัง ประกอบด้วย

- แผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 112,960 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤตด้านพลังงาน

- การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 462,470 ล้านบาท เพื่อให้การบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ

- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038 ล้านบาท พื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว

นายเอกนิติ กล่าวว่า งบประมาณที่รัฐบาลเสนอในครั้งนี้ พุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง ภายใต้แรงสนับสนับจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

"รัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายนี้ ให้เป็นไปตามกฏหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง ยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป"นายเอกนิติ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ