ถ้ากรุงเทพฯ เป็นหุ้นตัวหนึ่ง เราจะยังถืออยู่ไหม?
เราเชื่อเรื่องหนึ่งเสมอว่า ตลาดหุ้นไม่ควรให้ราคากับคนที่พูดเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ราคากับคนที่ "ทำงานเป็น" และ "ส่งมอบผลงานได้จริง(ผลประกอบการ)"
เพราะในโลกของการลงทุน สิ่งที่พิสูจน์คุณค่าของกิจการ ไม่ใช่ "คำประกาศ" ไม่ใช่ "สโลแกน" และไม่ใช่ "ภาพลักษณ์" ระยะสั้น
แต่คือ "ผลประกอบการ" และ "เงินปันผล" ที่จับต้องได้
หากมอง กทม.เป็นหุ้นตัวหนึ่ง ผู้ว่าฯ ก็คงเปรียบเหมือนผู้บริหาร (CEO) ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผู้ถือหุ้นคือประชาชนหลายล้านคน
ล่าสุด กทม.มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 4.5 ล้านคน แต่จำนวนผู้อยู่อาศัยจริงมีประชากรและคนต่างด้าวสูงถึง 18.2 ล้านคน ถือเป็นเมืองที่มีประชากรสูงสุดอันดับที่ 14 ของโลก
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการแบกรับน้ำหนักที่เป็นจริง (18.2 ล้านคน) กับ จำนวนประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งต่างกันเกือบ 5 เท่า
ลำพังการแบกน้ำหนักเพื่อต่อสู้กับ "ตัวเอง" ก็ถือเป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว การบริหารเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของวิสัยทัศน์ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นงานจริง
หลายเรื่องอาจไม่ใช่โครงการใหญ่โตที่สร้างเสียงฮือฮาในวันเดียว แต่เป็นงานพื้นฐานที่คนเมืองสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน
น้ำท่วมที่ระบายได้เร็วขึ้น
ขยะที่ถูกจัดการดีขึ้น
ความสะอาดของเมืองที่เห็นได้ชัดขึ้น
ทางเท้าที่เดินง่ายขึ้น
ระบบรับเรื่องร้องเรียนที่ทำให้ปัญหาของประชาชนไม่หายไปในความเงียบ
สิ่งเหล่านี้คือ "ผลประกอบการ" ของการบริหารเมือง
ในมุมของนักลงทุน เราไม่ได้ดูเพียงว่า "ผู้บริหารพูดอะไร" แต่ดูว่า "เขาทำอะไร ส่งมอบอะไร และสร้างคุณค่าอะไร" กลับคืนให้ผู้ถือหุ้น
ถ้าประชาชนคือผู้ถือหุ้นของ กทม. ผลตอบแทนที่แท้จริงก็ไม่ใช่เงินปันผล แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น และความรู้สึกว่าเมืองนี้กำลังถูกดูแลอย่างจริงจัง
ผลการเลือกตั้งล่าสุดจึงน่าสนใจมาก
ถ้ามองในมุมการตลาด นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ลูกค้าซื้อซ้ำ" ในความหมายคือ การถือต่อ และเพิ่มพอร์ตลงทุน
ในขณะที่ในโลกธุรกิจ การที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ไม่ได้เกิดจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์จริงหลังการใช้งาน
ลูกค้าจะซื้อซ้ำก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่า "สินค้า" หรือ "บริการ" นั้นตอบโจทย์ เชื่อถือได้ และคุ้มค่าพอที่จะฝากความไว้วางใจอีกครั้ง
ผลการเลือกตั้งก็เช่นกัน
คะแนนเสียงที่ออกมาไม่ใช่แค่ตัวเลขทางการเมือง แต่คือสัญญาณของความไว้วางใจจากประชาชน เป็นเหมือนตลาดที่ประเมินแล้วว่าผู้บริหารชุดนี้ยังมีศักยภาพในการเดินหน้าต่อ
แน่นอนว่า ไม่มีหุ้นตัวไหนสมบูรณ์แบบ และไม่มีเมืองไหนไม่มีปัญหา
กทม. ยังมีโจทย์ใหญ่อีกมาก ทั้งการจราจร น้ำท่วม ฝุ่น ทางเท้า ความเหลื่อมล้ำ และคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่ม
แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราเห็นทิศทาง เห็นความตั้งใจ และเห็นการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
สำหรับนักลงทุน หุ้นที่ดีไม่จำเป็นต้องไร้ความเสี่ยง แต่ต้องมีผู้บริหารที่เข้าใจปัญหา กล้ารับผิดชอบ และมีวินัยในการส่งมอบผลงาน
ถ้า กทม.เป็นหุ้นตัวหนึ่ง วันนี้เราคงไม่ได้มองแค่ราคาหุ้นระยะสั้น
แต่มองไปถึงพื้นฐานของกิจการ มองทีมผู้บริหาร มองความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น และมองความเชื่อมั่นของลูกค้าที่กลับมาเลือกซ้ำ
จากทั้งหมดนี้ คำตอบของเราจึงชัดเจน
เรายังถือหุ้นตัวนี้ต่อครับ
และขอแสดงความยินดีกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ รวมถึงทีมงานและทีมสนับสนุนทุกท่าน ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานอย่างต่อเนื่อง
เพราะสุดท้าย เมืองที่ดีไม่ได้เกิดจากคน คนเดียว
แต่เกิดจากทีมที่ทำงานจริง ฟังจริง แก้จริง และส่งมอบผลงานให้ประชาชนได้จริง
นักลงทุนส่วนใหญ่รู้ดีว่า "หุ้นดี" ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ
ผู้บริหารที่ดี ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องคนอื่น
ขอแค่เปิดงบ ดูผลงาน และทำงานต่อเนื่อง นี่อาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนกรุงเทพฯ ยังถือหุ้นที่ชื่อ "ชัชชาติ" อยู่ในตอนนี้
ธิติ ภัทรยลรดี