นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ได้หารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ถึงกรณีที่กระทรวงคมนาคมจะขอใช้งบประมาณในวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่ง โดยเตรียมเสนอโครงการ GOV Top Up ซึ่งเป็นโครงการมุ่งเน้นช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในภาคขนส่งสาธารณะ โดยมี 7 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.แท็กซี่ 2.มอเตอร์ไซค์รับจ้าง 3.รถสามล้อตุ๊กตุ๊ก 4.รถโดยสารไม่ประจำทาง 5.รถโดยสารประจำทาง 6.รถบรรทุก และ 7.รถนักเรียน ที่จะได้รับการช่วยเหลือเพราะถึงเกณฑ์ที่จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านรถจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานไฟฟ้า
นายสิริงพงศ์ กล่าวว่า ในกลุ่ม 7 กลุ่ม มีทั้งหมด 80,000 คัน จะใช้งบประมาณ 24,000 ล้านบาท และจะสามารถลดปริมาณการปล่อยมลพิษถึง 200,000 ตันต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ปีละ 11 ล้านต้น หากเทียบกับปริมาณการใช้พลังงาน จะลดการใช้น้ำมันมูลค่าปีละ 2 พันล้านบาท
สำหรับการช่วยเหลือจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น รถบางประเภท รถขนส่งประจำทาง อาจจะช่วยเหลือเป็นเงินก้อนแรกนำไปใช้ได้เลย สำหรับคนที่เปลี่ยนรถเก่าไปเป็นรถ EV แบบแท็กซี่ อาจจะเป็นลักษณะที่ว่ารัฐไปช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายต่อวัน เช่น หากแท็กซี่มีค่าใช้จ่ายเช่าวันละ 700 บาท รัฐอาจจะให้เงินช่วยเหลือวันละ 500 บาท ในระยะเวลา 5 ปี เป็นต้น
นายสิริพงศ์ ย้ำว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเสนอโครงการนี้ จะไปรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านฯ อาจไม่ได้ เพราะถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรองรับวิกฤตพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอาจจะยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่า มีหลายโครงการที่จะเสนอมายังคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ เช่น การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบโซลาเซลล์ในภาคครัวเรือน แต่กระทรวงคมนาคมก็จะเสนออีก 2-3 โครงการ นอกเหนือจากโครงการนี้ เช่น โครงการสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่ขณะนี้ยังมีจำนวนน้อย โดยอาจจะช่วยเหลือในลักษณะการให้ดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) เป็นต้น
สำหรับการช่วยเหลือประชาชนทั่วไปที่อยากเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถ EV นายสิริพงศ์ กล่าวว่า จะมีมาตรการออกมาแน่นอน แต่ขณะนี้ขอช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อน ซึ่งเป็นภาคขนส่งมวลชนที่ประชาชนมีภาระในการจ่ายค่าโดยสาร ดังนั้นขออย่าเข้าใจผิดและหรือกล่าวหารัฐบาลว่าไปช่วยผู้ประกอบการอีกแล้ว จะพูดเช่นนี้ไม่ได้ เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำ คือการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น ขณะที่ราคาค่าโดยสารไม่สูงขึ้น เพราะรัฐมีหน้าที่ในการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าโดยสารหรือคุณภาพรถ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้ทำเพื่อผู้ประกอบการ แต่เป็นการเชิญชวนให้ผู้ประกอบการมาเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด และได้รถใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการที่ดีขึ้น
ขณะที่กรณีรถส่วนบุคคล ยอมรับว่า วงเงินมีจำกัด ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนในภาพใหญ่ จึงต้องเริ่มจากระบบขนส่ง ไม่ใช่รถยนต์ส่วนบุคคล แต่ยืนยันว่า รัฐบาลก็จะช่วยเหลือในส่วนของรถยนต์ส่วนบุคคลอย่างแน่นอน เช่น การลดภาษีป้ายวงกลมสำหรับรถไฟฟ้าและรถไฮบริด 80 % เป็นเวลา 3 ปีซ้อน ซึ่งประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง เพราะการลดภาษีถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก
ส่วนนโยบายรถไฟฟ้าคันแรก นายสิริพงศ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มี เพราะเตรียมที่จะลดภาษีป้ายวงกลมแล้ว