CBG ดีดขึ้น 4.95% มาที่ 47.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 229.34 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.06 น. จากราคาเปิด 47.00 บาท ราคาสูงสุด 48.00 บาท ราคาต่ำสุด 47.00 บาท
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)ระบุ บมจ.คาราบาวกรุ๊ป [CBG] มีต้นทุนต่าง ๆ ที่กดดันเริ่มผ่อนคลายลงจากราคาอะลูมิเนียมและพลังงานที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ช่วยผลักดันให้ผลประกอบการ H2/69 ฟื้นตัว พร้อมกับความเป็นไปได้ที่จะประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์การเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (plant utilization) และรายได้ฟื้นตัว
เราคาดกำไรหลักไตรมาส 2/69 ที่ 640 ลบ.(+5% QoQ, -20% YoY) โดยอุปสงค์ตามฤดูกาลที่ดีช่วยกลบต้นทุนที่ถูกกดดันในระยะสั้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าราคาหุ้นล่าสุดมี downside จำกัดหลังแรงขายจากกองทุน Passive ได้สะท้อนไปแล้ว ส่วนโครงการซื้อหุ้นคืนจะเป็นอีกปัจจัยหนุน ดังนั้น จึงปรับเพิ่มคำแนะนำ CBG ขึ้นเป็น "ซื้อ" พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นที่ 51.50 บาทจากแนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นและ risk-reward น่าลงทุน
แนวโน้มฟื้นตัวดี โดยโอกาสฟื้นตัวมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยกดดันระยะสั้น
1) ยังจัดการต้นทุนที่ถูกกดดันได้และได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาอะลูมิเนียมและน้ำมันดิบ WTI กลับมาอยู่ใกล้ช่วงก่อนสงครามที่ US$3,100/ton และ US$70/bbl ตามลำดับ ดีกว่าคาด ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติก็ทยอยลดลงแม้จะล่าช้า อีกทั้งการคุมต้นทุนต่อเนื่องสะท้อนจากค่าใช้จ่าย SG&A ใน H1/69 ลดลงอยู่ที่ 610-620 ลบ.ต่อไตรมาส (จาก 650-660 ลบ.ต่อไตรมาสใน H2/68) แม้กำไรไตรมาส 2/69 อาจสะดุดระยะสั้น แต่เราคาดตลาดจะให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวใน H2/69 ซึ่งจะหนุนจากต้นทุนลดลง ข่าวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่อาจเกิดขึ้นและ utilization rate โรงงานในเมียนมาและกัมพูชาสูงขึ้น
2) รายได้กลับมาเติบโต หลังสูญเสียยอดขายในกัมพูชาตั้งแต่ มิ.ย.68 ซึ่งจะช่วยดันให้แนวโน้มระยะยาวดีขึ้น ขณะที่ คาดว่ารายได้จากการจัดจำหน่ายสุราข้าวหอมจะโต 20-30% YoY จากปัจจุบันสุราข้าวหอมมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 15% ของตลาดสุรามูลค่ารวมราว 7.00 หมื่นลบ. ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ธุรกิจนี้ปี 69 มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 46% (จาก 41% ปี 68) และมีโอกาสสูงกว่า 50% ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมี upside จากการปรับโมเดลธุรกิจต่างประเทศไปสู่การรับจ้างบริหารผ่านการจำหน่ายหัวเชื้อเครื่องดื่มและรับค่าลิขสิทธิ์จากพันธมิตรผู้ผลิต OEM ในแต่ละประเทศ โดยมีแผนเริ่มในสหราชอาณาจักร (Q3/69), อัฟกานิสถาน (Q1/70) และจีน
3) ราคาหุ้น CBG ล่าสุดมี downside จำกัด จากปัจจัยลบส่วนใหญ่ได้สะท้อนในราคาหุ้นแล้ว หลังหุ้นหลุดจากดัชนี SET50 กดดันให้กองทุน Passive ขายหุ้น (30 มิ.ย.69) แต่ราคาหุ้นยังได้แรงส่งจากโครงการซื้อหุ้นคืน (2 พันลบ.) โดยบริษัทสามารถซื้อหุ้นคืนได้สูงสุด 50 ล้านหุ้น (5% ของทุนชำระแล้ว) เป็นนัยว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ราว 40 บาทต่อหุ้น (ช่วงซื้อคืน 25 พ.ค.-24 พ.ย. 68)
เราคาดกำไรหลักไตรมาส 2/69 (เบื้องต้น) ที่ 640 ลบ. (+5% QoQ แต่ -20% YoY) ทำให้กำไรหลัก H1/69 จะอยู่ราว 1.3 พันลบ. (-20% YoY) (48% ของกำไรเดิมปี 69 ของเรา) กำไรที่เพิ่ม QoQ จะหนุนจากอุปสงค์เครื่องดื่มชูกำลังในประเทศแข็งแกร่งช่วงฤดูร้อน แม้ต้นทุนต่าง ๆ ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะราคาก๊าซ (+15% QoQ หรือ ~5% ของคชจ. COGS) และราคาอะลูมิเนียม (+12% QoQ QTD หรือ ~8% ของค่าใช้จ่าย COGS) จะยังกดดันอยู่ ส่วนที่กำไรแย่ลง YoY จะเป็นเพราะขาดรายได้จากตลาดกัมพูชา (ตั้งแต่กลางมิ.ย. 68) เป็นหลัก โดยรวมคาดว่า GPM จะอยู่ที่ 24.6% (จาก 25.9% ในไตรมาส 1/69 และ 27.0% ในไตรมาส 2/68) จากต้นทุนที่สูงขึ้น แม้บริษัทจะได้ผลดีจาก operating leverage ที่ดีขึ้นจากปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น ขึ้นเป็น "ซื้อ" จาก "ถือ" และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นใหม่ที่ 51.50 บาท อิงจาก PE ที่ 19x (-1.7 S.D.) จากเดิม 41 บาท (PE ที่ 16x) รวมถึงปรับเพิ่มกำไรปี 69-71 ขึ้นอีก 4-6% บนสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ดีขึ้นและยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศแข็งแกร่งขึ้น ปัจจุบัน กำไรใหม่ก็ยังคงต่ำกว่า consensus ราว 2-4% ด้วยต้นทุนผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว คาดหวังรายได้จะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นเสริมด้วยแรงหนุนจากโครงการซื้อหุ้นคืนด้วย เรามองว่า reward/risk ของ CBG น่าสนใจอย่างมีนัยสำคัญ