มองมุมต่าง: ALT ไม่ใช่หุ้น AI แต่กำลังทำ"โครงสร้างพื้นฐาน" ที่ AI ขาดไม่ได้

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday June 30, 2026 17:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ก่อนจะอ่านบทความนี้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจก่อนว่า นี่ไม่ใช่บทความที่กำลังบอกว่า บมจ.เอแอลที เทเลคอม [ALT] เป็นบริษัท AI เพราะในความเป็นจริง มุมมองของนักลงทุนทั่วไป มักมองว่าบริษัท AI คือ บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนของอุปกรณ์ AI

แต่ในความเป็นจริง ALT ไม่ได้ออกแบบชิป ไม่ได้พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ และไม่ได้แข่งขันกับบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA, Microsoft หรือ Google

แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ตรงกันข้าม

บริษัทขนาดเล็กอย่าง ALT กำลังพยายามตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในวันที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุค AI บริษัทจะวางตำแหน่งตัวเองไว้ตรงไหนของห่วงโซ่อุตสาหกรรม

คำถามนี้อาจสำคัญกว่าการเป็นบริษัท AI เสียอีก

หลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนมักแบ่งหุ้นออกเป็นสองประเภท คือ หุ้น AI กับ หุ้นที่ไม่เกี่ยวกับ AI แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าระบบนิเวศของธีม AI มีขนาดใหญ่กว่านั้นมาก

หากเปรียบ AI เป็นมหานครแห่งใหม่ ชิปประมวลผลคือสมอง Data Center คือโรงงานผลิตข้อมูล Cloud คือคลังเก็บข้อมูล ส่วนระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นคือหัวใจที่ทำให้ทุกอย่างทำงานได้ แต่สิ่งที่เชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร

ไม่มี AI ตัวไหนสามารถตอบคำถามได้ หากข้อมูลเดินทางไปไม่ถึง Data Center

ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานพิมพ์คำถามลงใน ChatGPT ข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผ่านสายไฟเบอร์ ผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผ่าน Internet Exchange ก่อนจะเข้าสู่ Data Center ที่ติดตั้ง GPU จำนวนมหาศาล เมื่อประมวลผลเสร็จ คำตอบก็ถูกส่งกลับมาตามเส้นทางเดิม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

ยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น ปริมาณข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ Bandwidth ก็เพิ่มขึ้น

เมื่อ Bandwidth เพิ่มขึ้น ความต้องการโครงข่ายไฟเบอร์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นี่คือจุดที่ ALT พยายามเชื่อมตัวเองให้เข้ากับเมกะเทรนด์ของโลก

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน หลายคนอาจมอง ALT เป็นเพียงบริษัทรับเหมาติดตั้งระบบสื่อสาร แข่งขันกันประมูลงาน ติดตั้งเสร็จก็จบ รายได้ขึ้นอยู่กับโครงการใหม่เป็นหลัก

แต่จากข้อมูลล่าสุด บริษัทกำลังพยายามเปลี่ยนโครงสร้างของตัวเองใหม่

จาก "ผู้รับเหมาวางสายเคเบิล" ไปสู่ "เจ้าของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล"

สินทรัพย์ที่บริษัทนำเสนอไม่ได้มีเพียงสายไฟเบอร์ แต่ประกอบด้วยโครงข่ายตามแนวรถไฟฟ้า BTS เส้นทางบนทางด่วน โครงข่ายใต้ดินในเขตธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ เส้นทางตามแนวรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย โครงข่ายตามแนวทางหลวง เครือข่ายเชื่อมโยงทั่วประเทศ สถานีรับสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable Landing Station)

รวมถึงศูนย์ควบคุมเครือข่าย (Network Operation Center) ที่ดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง

หากมองด้วยสายตาเดิม สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงสินทรัพย์ด้านโทรคมนาคมที่มีการลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ

แต่หากมองผ่านมุมของ AI สินทรัพย์ทั้งหมดนี้คือ ทางด่วนของข้อมูล

เปรียบเหมือนระบบคมนาคมของประเทศ ยิ่งเศรษฐกิจเติบโต ระบบขนส่ง ถนนจะยิ่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น

ในโลกดิจิทัลก็เช่นกัน ยิ่งข้อมูลวิ่งมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานสำหรับรับส่งข้อมูลก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ AI ไม่ได้ทำให้ความต้องการโครงข่ายเพิ่มขึ้นเฉพาะใน Data Center เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ Edge AI ซึ่งเป็นการประมวลผลข้อมูลใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอัจฉริยะ โรงพยาบาลอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ หรือระบบขนส่งอัจฉริยะ

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยโครงข่ายไฟเบอร์ที่เชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ

นั่นทำให้โครงข่ายในเมือง ซึ่ง ALT ถือครองอยู่หลายพื้นที่ อาจมีบทบาทมากขึ้นหากประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

อีกสินทรัพย์ที่น่าสนใจคือสถานีรับสายเคเบิลใต้น้ำที่จังหวัดสตูล

ในอดีต หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงโครงการเฉพาะทาง แต่ในยุค AI ข้อมูลจำนวนมหาศาลระหว่างประเทศไทยกับศูนย์ข้อมูลในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ ล้วนเดินทางผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ

หากประเทศไทยสามารถดึงดูดผู้ให้บริการ Cloud และผู้ลงทุน Data Center ระดับโลกเข้ามาได้มากขึ้น จุดเชื่อมต่อสายเคเบิลระหว่างประเทศก็จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ภาพที่สะท้อนแนวคิดของบริษัทได้ชัดที่สุด คือ การด่านเก็บค่าผ่านทาง

ในอดีต บริษัทโทรคมนาคมอาจหารายได้จากการให้บริการเชื่อมต่อพื้นฐานเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนด่านเก็บค่าผ่านทางราคา 1 ดอลลาร์

แต่เมื่อโครงข่ายเดียวกันสามารถรองรับบริการ Cloud, AI, Application และ Data Center มูลค่าที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมก็อาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า

นี่คือแนวคิดของการเปลี่ยนสินทรัพย์เดิมให้สร้างมูลค่าใหม่

แทนที่จะลงทุนสร้างโครงข่ายใหม่ตลอดเวลา บริษัทพยายามเพิ่มการใช้งานบนโครงข่ายที่มีอยู่ เพื่อสร้างรายได้ประจำและเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว

แผนยุทธศาสตร์ 3 ปีของบริษัทจึงไม่ได้พูดถึงเพียงการขยายโครงข่าย แต่ยังเน้นการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เดิม การเชื่อมต่อกับ Data Center, Hyperscaler, Smart Grid และการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยง Connectivity, Cloud, Data และ AI เข้าด้วยกัน

ที่กำลังฉายภาพสะท้อนออกมา คือ ผลประกอบการไตรมาส 1/69 ที่กลับมามี Backlog ที่มากกว่า 5 พันล้านบาท ก็เป็นฐานรายได้ที่รอการรับรู้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามว่ารายได้เหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นกำไรที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมี Story เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ตลาดหุ้นสุดท้ายจะตัดสินจากตัวเลข ไม่ใช่คำโฆษณา บริษัทจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการเติบโตของ AI และ Data Center สามารถแปลงเป็นลูกค้าใหม่ อัตราการใช้โครงข่ายที่สูงขึ้น รายได้ประจำที่เพิ่มขึ้น และกำไรที่เติบโตจริง

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ALT ก็สะท้อนภาพที่น่าสนใจของธุรกิจไทยยุคใหม่

บริษัทไม่ได้พยายามแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ของโลกในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความได้เปรียบ แต่เลือกหาตำแหน่งของตัวเองในระบบนิเวศ AI

นี่เป็นแนวคิดเดียวกับที่บริษัทไทยหลายแห่งกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน เช่น ผู้ผลิตแผงวงจรที่เข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของ AI ผู้ผลิตระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นที่รองรับ Data Center หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์หุ่นยนต์อัจฉริยะ

ความสำเร็จในยุค AI จึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้สร้างโมเดล AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถหาบทบาทของตัวเองในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมได้ดีที่สุด

ALT อาจยังเป็นเพียงบริษัทขนาดกลางในตลาดหุ้นไทย และอาจไม่ได้โดดเด่นในสายตานักลงทุนทั่วโลก แต่การพยายามเปลี่ยนจากบริษัทรับเหมาสื่อสารไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลก นี่คือตัวอย่างที่ท้าทาย ของทีมบริหารของบริษัท ที่ไม่ยอมถูกกลืนไปกับ ธุรกิจโลกเก่า

นักลงทุนอาจไม่ได้คาดหวังให้ ALT กลายเป็น NVIDIA แห่งประเทศไทย แต่หากบริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างไว้สามารถรองรับการเติบโตของ Data Center, Cloud และ AI พร้อมเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ให้กลายเป็นรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้บริษัทก้าวจากหุ้นโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น SME ไทยที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับกระแส AI โลก

แม้จะไม่ได้เป็นพระเอกของอุตสาหกรรม แต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ช่วยให้ระบบนิเวศ AI เดินหน้าต่อได้ ซึ่งบางครั้ง ในโลกการลงทุน ผู้ที่สร้างถนน หรือ runway ให้คนอื่นวิ่ง ก็สามารถสร้างคุณค่าได้ไม่แพ้ค่ายรถที่ผลิตซูเปอร์คาร์ระดับโลกก็เป็นได้

ธิติ ภัทรยลรดี



เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ