ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวแคบในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของไตรมาส 2/2569 และเป็นวันสุดท้ายของช่วงครึ่งแรกของปี 2569
ณ เวลา 20.03 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก 3 จุด หรือ 0.01% สู่ระดับ 52,575 จุด
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 8.6% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี และมีแนวโน้มทำสถิติครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งในปีดังกล่าว ดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้น 12.7%
ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นมากกว่า 8% ในช่วงครึ่งแรกของปี ส่วนดัชนี Nasdaq ให้ผลตอบแทนมากถึง 11.1%
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเริ่มต้นปี 2569 ด้วยความผันผวน แม้ว่า 3 ดัชนีหุ้นหลักจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็เกิดขึ้นท่ามกลางการแกว่งตัวอย่างรุนแรงของราคาพลังงานจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความยั่งยืนของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ดี ไตรมาส 2 เป็นช่วงเวลาที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษสำหรับตลาดหุ้น หลังจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับกระแสการลงทุนใน AI และสงครามอิหร่านมีแนวโน้มยุติลง
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 12.6% ในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มทำสถิติรายไตรมาสที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2565 ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้นราว 14% และ 19.6% ตามลำดับ และมีแนวโน้มทำสถิติรายไตรมาสที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2563
นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเข้าร่วมงานเสวนาในการประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ในสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ นายวอร์ชมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับนางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB, นายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และนายทิฟฟ์ แม็กลัม ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา (BOC) โดยงานเสวนาจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 1 ก.ค. เวลา 20.00 น. ตามเวลาไทย
งานเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งสำคัญครั้งแรกของนายวอร์ชบนเวทีระหว่างประเทศหลังเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด
นักลงทุนทั่วโลกจะจับตาถ้อยแถลงของนายวอร์ชเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้
แบงก์ ออฟ อเมริกา (BofA) คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้
ทั้งนี้ BofA คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย., ต.ค. และธ.ค. โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ในปีนี้
การคาดการณ์ดังกล่าวของ BofA ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลังการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนมิ.ย.ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "สายเหยี่ยว" หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ได้แก่:-
1. Dot Plot ของเฟดในการประชุมเดือนมิ.ย.
เจ้าหน้าที่เฟด 9 ใน 18 ราย หรือมากถึงครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลงในอนาคต
2. การประชุมเฟดครั้งแรกภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช
นายวอร์ชให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่คาดไว้
3. เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานที่สดใส และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และลดความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ
อย่างไรก็ดี วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งของ BofA ถือเป็นมุมมองที่แตกต่างจากกระแสหลักในตลาดการเงินที่ให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ดอยซ์แบงก์คาดการณ์เช่นกันว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนก.ย.และธ.ค.
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ได้แก่ การที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงอย่างมาก หลังความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากพอที่จะสะท้อนความเชื่อมั่นต่อการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้
ปัจจุบัน ประเด็นถกเถียงในวอลล์สตรีทจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้หรือไม่ แต่กำลังเปลี่ยนไปเป็นคำถามที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง 2 ครั้ง หรืออาจมากถึง 3 ครั้งก่อนสิ้นปีหรือไม่