สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย รายงานวันนี้ (1 ก.ค.) ว่า อินโดนีเซียขาดดุลการค้าในเดือนพ.ค. 1.61 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และเป็นยอดขาดดุลสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2562 ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเกินดุล 1.12 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เดือนเม.ย. อินโดนีเซียยังคงเกินดุลการค้าอยู่ที่ 90 ล้านดอลลาร์
ที่ผ่านมา อินโดนีเซียเกินดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่องทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2563 ทว่าส่วนต่างการเกินดุลเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า ท่ามกลางการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลง และยอดส่งออกที่ชะลอตัวลง
ยอดส่งออกเดือนพ.ค. ลดลง 5.73% เมื่อเทียบรายปี อยู่ที่ 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.2% โดยข้อมูลระบุว่ายอดส่งออกผลิตภัณฑ์เหมืองแร่ลดลง 7% ขณะที่การส่งออกถ่านหินและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค. ก็ปรับตัวลดลงทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า
ด้านยอดนำเข้าเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 22.16% เมื่อเทียบรายปี อยู่ที่ 2.481 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 18.26% ปัจจัยสำคัญมาจากการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่พุ่งสูงถึง 99.5% ซึ่งสะท้อนถึงราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์