ดาวโจนส์พุ่งกว่า 100 จุด ขานรับ ทรัมป์ เมินทำสงครามอิหร่าน

ข่าวต่างประเทศ Wednesday July 1, 2026 22:02 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์ [DJI.X] พุ่งกว่า 100 จุดในวันนี้ หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐตัดสินใจที่จะใช้มาตรการทางการทูตต่อไป แม้มีการพิจารณาทางเลือกในการกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบกับอิหร่าน

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะเปิดทำการซื้อขายเพียง 4 วันในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. เนื่องในวันชาติสหรัฐ

ณ เวลา 21.41 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์บวก 117.73 จุด หรือ 0.23% สู่ระดับ 52,436.93 จุด

หนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล (WSJ)รายงานในวันนี้โดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ท่ามกลางภาวะชะงักงันในการเจรจาทางการทูตในขณะนี้นายพีต เฮกเซธรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ และพลเอกแดน เคนประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐ ได้เสนอทางเลือกเกี่ยวกับการกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน

อย่างไรก็ดี รายงานของ WSJ ระบุว่า แม้การตัดสินใจดังกล่าวยังไม่เป็นที่สิ้นสุด แต่ปธน.ทรัมป์ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่า เขาเชื่อว่าการเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่อาจบั่นทอนความพยายามทางการทูต และลดโอกาสในการบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

รายงานระบุว่า ปธน.ทรัมป์จะยอมให้การเจรจากับอิหร่านดำเนินต่อไปได้หลังเส้นตายวันที่18 ส.ค.เพื่อให้มีการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน

WSJ รายงานข่าวดังกล่าว แม้ว่าปธน.ทรัมป์ยืนยันก่อนหน้านี้ว่า เขายังมีทางเลือกในการใช้กำลังทหาร หากการเจรจาล้มเหลว

พวกเขากำลังยอมรับทุกอย่างที่ผมต้องการ และพวกเขาจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ไม่เช่นนั้น เราก็จะกลับไปทำในสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ ปธน.ทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จัดการประชุมประจำปีที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ในวันนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB, นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), นายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และนายทิฟฟ์ แม็กลัม ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา (BOC)

ทั้งนี้ งานเสวนาได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 20.00 น. ตามเวลาไทย โดยงานเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งสำคัญครั้งแรกของนายวอร์ชบนเวทีระหว่างประเทศ หลังเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด ขณะที่ตลาดจับตาถ้อยแถลงของนายวอร์ชเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

อย่างไรก็ดี นายวอร์ชปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณใด ๆ ในงานเสวนาดังกล่าวเกี่ยวกับการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนนี้หรือไม่ พร้อมย้ำจุดยืนที่เขาไม่เห็นด้วยกับ การชี้นำล่วงหน้า (Forward Guidance)เพื่อส่งสัญญาณให้นักลงทุนรับรู้ถึงทิศทางการดำเนินนโยบายของเฟดในอนาคต

ทั้งนี้ มาตรการ ชี้นำล่วงหน้า ถือเป็นเครื่องมือที่ประธานเฟดคนก่อน ๆ ใช้ในการกำหนดความคาดหวังของตลาดการเงินต่อภาวะเศรษฐกิจ และช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวว่า สิ่งที่เธอรู้สึกเสียดายที่สุดคือ การที่ ECB ต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับการชี้นำล่วงหน้าที่เคยให้ไว้ แทนที่จะประเมินภาวะเศรษฐกิจจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลาอย่างเป็นอิสระ

นายวอร์ชแสดงความเห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า คำตอบของท่านประธานลาการ์ดเกี่ยวกับการชี้นำล่วงหน้านี้ ผมคงอธิบายได้ไม่ดีไปกว่านั้น

นอกจากนี้ นายวอร์ชปฏิเสธที่จะระบุว่า เขามองว่าการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อในสหรัฐ หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวหรือไม่ หลังจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

ผมจะยังไม่ตัดสินในเวลานี้ นายวอร์ชกล่าว พร้อมเสริมว่า พวกเรา (เฟด) จะประชุมกันอีกครั้งในอีก 4 สัปดาห์ข้างหน้า

แม้นายวอ์ชไม่ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับการตัดสินใจของเฟดในการประชุมเดือนนี้ แต่ FedWatch Tool ของCMEGroup บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.9% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย.

นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมิ.ย.ที่จะมีการเปิดเผยในวันพฤหัสบดี โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 114,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือนมิ.ย.

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ