สรท. เพิ่มเป้าส่งออกปี 69 โต 8-10% รับแรงหนุนอุตฯอิเล็กทรอนิคส์ จับตาปัจจัยเสี่ยง H2

ข่าวเศรษฐกิจ Friday July 3, 2026 11:30 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกไทยปี 2569 เป็นเติบโตได้อย่างน้อย 8-10% (Base case) แม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2569 แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการเร่งนำเข้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญพอสมควร

โดยมองว่า การส่งออก ปี 2569 ยังคงมีโอกาสขยายตัวได้เป็น 2 digit แต่จำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงความต่อเนื่องของความต้องการสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญหลายแห่ง

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สรท. เปิดเผยว่า สรท. ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกในปีนี้เป็น 8-10% จากเดิมที่เคยตั้งไว้เพียง 2-4% เมื่อตอนต้นปี เนื่องจากตัวเลขการส่งออกสะสม 5 เดือนแรกเติบโตสูงถึง 17% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 162,085 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนในช่วงที่เหลือจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับไตรมาสที่ 2/69 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 14% เนื่องจากฐานที่สูงในไตรมาสแรก

ปัจจัยภายนอก ต้องเฝ้าระวังกรณีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบายมาตรา 301 หากมีการขยับภาษีหรือมีมาตรการนำเข้าที่โหดร้าย อาจกระทบต่อการขยายตัวของการส่งออก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ไม่รุนแรง โอกาสที่จะเห็นตัวเลขการส่งออกเติบโตเป็น 2 Digit ก็มีมากขึ้น นายธนากร กล่าว

ทั้งนี้ สรท.ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง และความผันผวน ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่สำคัญ ได้แก่

ปัจจัยภายใน ประกอบด้วย 1) ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งด้านวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงาน 2) ค่าไฟฟ้าที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการลงทุน 3) ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 4) การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อทำให้ SMEs ยังเข้าถึงเงินทุนได้ยาก 5) ผลผลิตการเกษตร ผลกระทบจาก Super El Nino ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบและต้นทุนสินค้าเกษตรและอาหารสูงขึ้น

ปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเทรนด์การค้าโลก ยังอยู่ในระดับชะลอตัว และอุปสงค์นำเข้าของแต่ละภูมิภาคฟื้นตัวแตกต่างกัน 2) ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ความเชื่อมั่นทางการค้า และค่าระวางเรือ 3) ราคาพลังงาน ที่ผันผวนในตลาดโลกที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ภาคการผลิต และการขนส่งระหว่างประเทศ 4) ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งผลต่อค่าเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และสภาพคล่องของเศรษฐกิจโลก

*ข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย

  1. ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตและกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เร่งแก้ไข/ยกเลิก กฎระเบียบซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐที่เป็นต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน และคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น
  2. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันและกำไรของผู้ส่งออก
  3. ส่งเสริมการใช้ Supply Chain Local Content เพิ่ม Value added และในประเทศมากขึ้น จากการลงทุน FDI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ไตรมาส 1/69 เป็นเงินกว่า 9.6 แสนล้านบาท) ประกอบกับความเข้มข้นของเกณฑ์ RVC (Regional Value Content) สำหรับสินค้าส่งไปสหรัฐฯ ที่ต้องคำนึงเรื่องของการกำหนดสัดส่วนการใช้ Local Content เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้น
  4. กำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม กรณีสินค้านำเข้าทะลักเข้ามาในประเทศ อาจต้องมีแนวทางกดดันกลุ่มสินค้าดังกล่าว ทั้งในเรื่องของมาตรการทางภาษี และกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าให้สูงหรือเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมในประเทศโดยตรง
  5. บรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์และราคาพลังงาน
  • โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากขนส่งสินค้าทางทะเล จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในท่าเรือและค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
  • บริหารจัดการต้นทุนโครงสร้างพลังงานในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการและภาคประชาชนมากจนไป
  • เร่งรัดแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังคงเป็นคอขวด คือความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง และคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ รองประธาน สรท. กล่าวถึงเรื่องค่าไฟฟ้า ว่า มีความกังวลเรื่องค่าไฟของไทยเดือนพ.ค. ที่สูงกว่าคู่แข่งมาก (จาก 0.0972 เป็น 1.623 บาทต่อหน่วย) อย่างไรก็ตาม ได้รับการยืนยันจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แล้วว่า ในไตรมาส 3/69 และ 4/69 ค่าไฟมีแนวโน้มจะลดลง และโครงการ Data Center จะไม่มาแย่งใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรม

ส่วนทิศทางค่าเงินบาท หากค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.50-34.00 บาท/ดอลลาร์ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมให้การส่งออกโต 2 Digit ได้ แต่มีข้อมูลจากสถาบันการเงินว่า หากสงครามยุติ ค่าเงินบาทอาจแข็งค่ากลับไปแตะ 32.00 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกเติบโตได้ที่ประมาณ 8% ส่วนสถานการณ์วัตถุดิบและต้นทุนการผลิต ว่า ราคาวัตถุดิบเช่น ปุ๋ย พลาสติก เหล็ก และสารเคมี ในปัจจุบันเริ่มคลี่คลายลง และไม่ขาดแคลนเหมือนช่วงสงครามแล้ว แต่อะลูมิเนียมยังคงมีราคาสูงอยู่

ด้านนายสุภาพ สุวรรณพิมสกุล รองประธาน สรท. กล่าวถึงเรื่องต้นทุนและโลจิสติกส์ ว่า แม้สถานการณ์เงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย แต่ขอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปี 69 (จากที่คาดการณ์ว่าจะมีการรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้) เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นต้นทุนของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ เสนอให้นำงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินในส่วนของ 200,000 ล้านบาท มาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในไทย เช่น สร้างอุโมงค์ หรือสะพานข้ามแยกในกทม. และปริมณฑล เพื่อลดต้นทุนการเผาน้ำมันจากการจราจรที่ติดขัด

ส่วนโอกาสของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททำความเย็น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ มีแนวโน้มเป็นบวกอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดทั้งในยุโรป และอเมริกา เชื่อว่าพฤติกรรมชาวจากยุโรป จะเปลี่ยนมาติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านมากขึ้น ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อต่อเนื่องไปจนถึงปี 70

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ