นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกล่าวเปิดโครงการว่า รัฐบาลได้นำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิตมามอบให้เกษตรกร โดยรัฐบาลจะช่วยรับภาระดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงเงินทุนสำหรับซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ
รัฐบาลต้องมีมาตรการหลายอย่างมารองรับ โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการให้กู้เงิน แต่สร้างโอกาสให้พี่น้องเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและสามารถลดต้นทุนได้อย่างแท้จริง โดยจะมีการให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เข้าอบรมพัฒนาทักษะ เพื่อเสริมความรู้ด้านการบริหาร จัดการต้นทุน และการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลจะมีการสนับสนุน ติดตาม และส่งเสริมความร่วมมือในการยกระดับภาคการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลผลิตด้วย อาทิ การส่งเสริมการเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน การใช้เทคโนโลยี ช่วยวางแผนการเพาะปลูกและบริหารต้นทุน การใช้โดรนในการเพาะปลูก การเลือกใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อสภาพอากาศ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพื่อเพิ่มรายได้ในวันหน้า เพราะเป้าหมายของรัฐบาลต้องการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
รัฐบาลต้องวางรากฐาน ให้ภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว ไม่เอาแต่แจกปลา แต่จะให้เบ็ดตกปลาที่มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อให้พี่น้องประชาชนบริหารจัดการได้อย่างเต็มศักยภาพ โครงการนี้จึงถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของภาคการเกษตรไทย ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนนายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี หวังว่า โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง จะช่วยยกระดับภาคการเกษตรไทย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณกระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมถึงทุกหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อสนับสนุนเกษตรกร และขอให้โครงการประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมการสาธิตการใช้โดรนเพื่อการเกษตร พร้อมทดลองขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าฝีมือคนไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของเกษตรกร สนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ควบคู่กับการสร้างงานทักษะสูง กระตุ้นการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุว่า โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพื่อการยกระดับศักยภาคการเกษตรในการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรดั้งเดิม เป็นเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการลดต้นทุน
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง มี วงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนและดอกเบี้ยต่ำ สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียน และลงทุนในการประกอบอาชีพ รวมถึงยกระดับสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน โดยกำหนดวงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 100,000 บาท
สำหรับวงเงินกู้ 100,000 บาทต่อรายนั้น คำนวณจากค่าปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 5,000 บาทต่อไร่ สูงสุด 20 ไร่ ทั้งนี้ ธนาคารประเมินว่าเกษตรกรมีพื้นที่เพราะปลูกราว 20 ไร่ต่อครัวเรือน ดังนั้นมองว่าวงเงิน 100,000 บาทต่อราย น่าจะครอบคลุมต่อ 1 ครัวเรือน และสามารถช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้ดึงเงินงบประมาณจากมาตรา 28 ในส่วนของธนาคารที่ยังไม่ได้ใช้ ผ่านโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย ซึ่งมีวงเงินราว 5,280 ล้านบาท มาใช้ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งก่อน โดยเป็นการแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยของกู้ของเกษตรกรในอัตรา 3% วงเงิน 2,700 ล้านบาท และอีก 270 ล้านบาท สำหรับการอบรมให้ความรู้ Upskill เทคนิคการผลิตให้กับเกษตรกร รวมทั้งสิ้น 2,970 ล้านบาท ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรได้ 30,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี
โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งนี้ เริ่มปล่อยกู้ให้เกษตรกรตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากบอร์ด ธ.ก.ส. พิจารณาเห็นชอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.อ่างทอง พบว่ามีคำขอกู้แล้วราว 40 ล้านบาท ส่วนภาพรวมการขอกู้จากทั้งประเทศนั้น อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล เนื่องจากฤดูกาลเพาะปลูกเริ่มไม่เหมือนกัน แต่ตรงนี้ทำให้เห็นว่าเกษตรกรตื่นตัวในการสนองนโยบายรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพ และลดต้นทุนการผลิตผ่านกมาเรียนรู้ ซึ่งหากคำขอสินเชื่อเต็มวงเงินที่กำหนดแล้ว ธ.ก.ส. พร้อมเสนอรัฐบาลในการขยายวงเงินเพิ่มเติม นายฉัตรชัย ระบุ
ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวอีกว่า ภายหลังการปล่อยสินเชื่อแล้ว จะมีกระบวนการสอบทานการใช้สินเชื่อจาก ซากปุ๋ย เพื่อดูว่าการใช้เงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ โดยเกษตรกรจะต้องซื้อปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยจากร้าน A-Shop ของ ธ.ก.ส. จากสหกรณ์การเกษตร และจากร้านค้าที่กำหนดจากกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้ราคาที่ประกาศจากกรมการค้าภายใน โดยกระบวนการตรวจสอบซากปุ๋ยนั้น จะดูจากตัวถุงปุ๋ยที่เกษตรกรใช้ไปว่าตรงกับในระบบตอนที่ซื้อหรือไม่
นอกจากการสนับสนุนค่าปุ๋ยและแรงงานแล้ว ธ.ก.ส. ยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรสู่การใช้พลังงานสะอาดตามแนวทาง ESG เช่น การใช้โดรนไฟฟ้า หรือรถแทรกเตอร์พลังงานไฟฟ้า เพื่อทดแทนพลังงานน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลัก รวมถึงมีสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดด้วย
นายฉัตรชัย ยังกล่าวถึงภาพรวมการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. ช่วง 3 เดือนแรกของปีบัญชี 2569 (เม.ย.-มิ.ย.) พบว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วราว 70,000 ล้านบาท จากปกติธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้ราว 500,000-600,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 70-80% เป็นการปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อปัจจัยการผลิตเป็นหลัก
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์