นักลงทุนส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังและให้ความสำคัญกับคำว่า หุ้นพื้นฐานดี มากเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการดูรายได้ กำไร การเติบโตของธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน หรือมูลค่าที่เหมาะสม
แต่มีปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่งที่หลายคนมองข้าม นั่นคือ สภาพคล่องของหุ้น(Liquidity)
ความจริงที่นักลงทุนหลายคนเพิ่งเรียนรู้หลังจากลงทุนไปแล้ว คือ หุ้นพื้นฐานดี ไม่ได้แปลว่าเป็น หุ้นที่น่าลงทุน เสมอไปหากไม่มี สภาพคล่อง
เพราะสิ่งที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน ไม่ใช่เพียงการซื้อหุ้นดีเท่านั้น แต่คือความสามารถในตอนขาย หุ้นได้ในเวลาที่ต้องการด้วย
สภาพคล่องคือสิ่งที่บอกว่าหุ้นตัวนั้น ซื้อขายได้จริง
สภาพคล่อง หมายถึง ความสามารถในการซื้อหรือขายหุ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงมากนัก
หุ้นที่มีสภาพคล่องสูง มักมีลักษณะดังนี้
-มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูง
-มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก
-ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) แคบ
-นักลงทุนสามารถซื้อหรือขายได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาด
ตรงกันข้าม หากหุ้นมีสภาพคล่องต่ำ แม้บริษัทจะเป็นกิจการที่ดี นักลงทุนก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง
-หุ้นซื้อได้ แต่ขายไม่ได้
ในตลาดหุ้นไทย มีหุ้นอยู่ประมาณ 900 กว่าตัว แต่หุ้นที่เล่นกันส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่แค่ 100-200 ตัว ที่เหลืออีก 700-800 ตัว คือหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่อง
หุ้นจำนวน 60-70% ในตลาดหุ้นไทย คือปัญหาที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเคยพบ กล่าวคือ หลังจากที่ค้นหาข้อมูล ไปฟังสัมมนา พบหุ้น ห่านทองคำ หรือ หุ้นเพชรในตม ฯลฯ ทุกอย่างดูดี ตรงตามเงื่อนไข หลังจากทำการบ้านกันมามากพอสมควรแล้ว ทั้ง งบการเงินแข็งแรง, กำไรเติบโต, ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์, ราคาหุ้นดูไม่แพง จนตัดสินใจซื้อหุ้น ทุกอย่างดูดีไปหมด
แต่เมื่อถึงวันที่ต้องการขาย กลับพบว่า ไม่มีคนซื้อ หรือมีคำสั่งฝั่ง offer เพียงเล็กน้อย ไม่เพียงพอกับจำนวนหุ้นที่มีอยู่
หากต้องการขายหมดทันที ก็ต้องยอมลดราคาลงเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคนรับซื้อ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยๆ และสุดท้าย นักลงทุนก็ขายไม่ได้ราคาที่ต้องการ และติดหุ้นในที่สุด การติดหุ้นนี้ ไม่ใช่เพราะบริษัทไม่ดี แต่ติดหุ้นเพราะไม่มีสภาพคล่อง
ทั้งนี้ สภาพคล่อง คือต้นทุนที่หลายคนมองไม่เห็น
หุ้นสภาพคล่องต่ำยังมีต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Bid-Ask Spread
ตัวอย่างเช่น ราคาเสนอซื้อ 5.00 บาท ราคาเสนอขาย 5.20 บาท
นักลงทุนที่อยากซื้อทันที ต้องซื้อที่ 5.20 บาท แต่หากขายทันที กลับขายได้เพียง 5.00 บาท
เท่ากับขาดทุนทันที 4% ทั้งที่ราคาหุ้นยังไม่เปลี่ยนเลย ยิ่งหุ้นมีสภาพคล่องต่ำ ช่องว่างนี้ก็มักยิ่งกว้าง
-เมื่อเกิดวิกฤต สภาพคล่องสำคัญกว่าพื้นฐาน
ช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวน นักลงทุนจำนวนมากต้องการลดความเสี่ยงพร้อมกัน หุ้นที่มีสภาพคล่องสูงสามารถขายได้ค่อนข้างง่าย
แต่หุ้นที่ไม่มีคนซื้อ แม้พื้นฐานจะดี ก็อาจขายไม่ได้เลย จนถึงที่สุดนักลงทุนต้องเลือกระหว่างถือหุ้นต่อไปทั้งที่ไม่ต้องการ หรือ ยอมขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ามาก ทั้งสองทางล้วนสร้างความเสียหายให้แกนักลงทุนที่หลงเข้าไปลงทุนหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่อง
หลายคนมองว่าสภาพคล่องเป็นเพียงเรื่องของมูลค่าการซื้อขายในแต่ละวัน แต่ในความเป็นจริง มันคือปัจจัยสำคัญที่กำหนดโอกาสการเติบโตของหุ้นในระยะยาว
ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ของดัชนี MSCI หรือการคัดเลือกหุ้นเข้า SET50 และ SET100 ต่างก็ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากหุ้นแทบไม่มีการซื้อขาย ต่อให้ผลประกอบการดีเพียงใด โอกาสที่จะถูกนำเข้าสู่ดัชนีก็แทบเป็นศูนย์
เมื่อหุ้นไม่สามารถเข้าสู่ดัชนีได้ สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แต่คือกระแสเงินลงทุนจากกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี หรือที่เรียกว่า Passive Flow
ในอดีต นักลงทุนมักพูดถึง Active Fund ที่ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้เลือกหุ้นเอง แต่ปัจจุบันเม็ดเงินของ Passive Fund เติบโตจนมีขนาดใหญ่กว่า Active Fund ในหลายตลาดทั่วโลก กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Vanguard, BlackRock และ State Street ต่างมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมหาศาล และเงินเหล่านี้จะไหลเข้าหุ้นที่อยู่ในดัชนีโดยอัตโนมัติ
กลับมาที่ หุ้นพื้นฐานดี แต่ทำไมไม่มี สภาพคล่อง คำตอบไม่ได้มีเพียงข้อเดียว
แต่ในหลายกรณี สาเหตุสำคัญมาจากการที่บริษัทให้ความสำคัญกับ เกมธุรกิจ มากกว่า เกมตลาดทุน
ผู้บริหารจำนวนมากเป็นนักธุรกิจที่เก่งมาก สามารถสร้างยอดขายสร้างกำไร ขยายกิจการ แข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารหุ้นของบริษัทหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
เนื่องจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น มีอยู่สองเกมที่ต้องเล่น เกมแรก คือ เกมธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือ เพิ่มรายได้ เพิ่มกำไร สร้างการเติบโต บริหารต้นทุน และ ขยายตลาด
นี่คือหน้าที่หลักของผู้บริหาร
แต่เมื่อบริษัทตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ยังมีอีกเกมหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เกมตลาดทุน ประกอบด้วย การกระจาย Free Float ให้เหมาะสม การสร้างสภาพคล่องของหุ้น การสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ การทำงานของ Investor Relations การพบปะนักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด
หลายบริษัททำธุรกิจได้ยอดเยี่ยม แต่แทบไม่เคยสื่อสารกับผู้ถือหุ้น ไม่เคยสร้างฐานนักลงทุน ไม่เคยให้ความสำคัญกับสภาพคล่อง
ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทอาจเติบโต แต่ราคาหุ้นกลับไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง
ตลาดหุ้นไม่ใช่แค่สถานที่ระดมทุน ผู้ประกอบการบางรายเข้าใจว่า เมื่อระดมทุนสำเร็จแล้ว หน้าที่ก็จบ แต่ในความเป็นจริง การเข้าตลาดหลักทรัพย์ คือจุดเริ่มต้นของการดูแลผู้ถือหุ้น เพราะทุกคนที่ซื้อหุ้น คือเจ้าของกิจการร่วมกัน
ผู้ถือหุ้นไม่ได้ต้องการเพียงผลกำไรของบริษัท แต่ต้องการให้หุ้นสามารถซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากหุ้นไม่มีสภาพคล่อง นักลงทุนจะเริ่มหลีกเลี่ยง กองทุนจะไม่สามารถลงทุนได้ นักลงทุนรายใหญ่ก็ไม่กล้าเข้าซื้อ
สุดท้าย ผู้ถือหุ้นเดิม หรือเจ้าของ กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ในโลกของความเป็นจริง หุ้นดี ไม่ได้วัดแค่กำไร หลายคนเชื่อว่า ทำธุรกิจดี เดี๋ยวตลาดก็ให้มูลค่าเอง
แต่ความจริงคือตลาดให้มูลค่ากับหุ้นที่มีทั้ง ธุรกิจที่แข็งแรง ธรรมาภิบาลที่ดี การสื่อสารที่โปร่งใสและ สภาพคล่องที่เพียงพอ
หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง มูลค่าหุ้นอาจไม่สะท้อนศักยภาพของบริษัท
บทเรียนสำหรับนักลงทุน ก่อนซื้อหุ้น อย่าดูเพียง P/E ต่ำ กำไรเติบโต ปันผลดี ผู้บริหารเก่ง
แต่ควรถามตัวเองเพิ่มอีกว่า มูลค่าการซื้อขายต่อวันเป็นเท่าไร, Free Float มีเพียงพอหรือไม่, Bid-Ask Spread กว้างแค่ไหน,
หากต้องขายเงินหลักล้าน จะมีคนรับซื้อหรือไม่ รวมถึงหากเกิดวิกฤต จะสามารถออกจากหุ้นตัวนี้ได้หรือเปล่า
เพราะการลงทุนในยุคปัจจุบันไม่ได้จบที่ ซื้อถูก ขายแพง แต่อยู่ที่ตอนอยากขาย ขายได้ไหม
บทเรียนนี้น่าจะเป็น อีกหนึ่งข้อของการลงทุนที่ดี ไม่ใช่เพียงการเลือกบริษัทที่ดี แต่ต้องเลือก หุ้นที่มีคุณภาพ ด้วย
หุ้นที่มีคุณภาพ คือหุ้นที่มีทั้งพื้นฐานแข็งแกร่ง และ สภาพคล่องที่เหมาะสม นักลงทุนจึงสามารถเข้าลงทุนและออกจากการลงทุนได้อย่างเป็นธรรม
ผู้บริหารที่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯก็ควรตระหนักว่า การสร้างธุรกิจและการสร้างมูลค่าในตลาดรอง เป็นภารกิจที่ต้องเดินควบคู่กัน
บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนมักไม่เพียงสร้างกำไร แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นและดูแลผู้ถือหุ้นผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส การกระจายผู้ถือหุ้นที่เหมาะสม และการส่งเสริมสภาพคล่องของหุ้น
ยุคนี้นักลงทุนไม่ได้ติดหุ้นเพราะบริษัทแย่เสมอไป แต่หลายครั้งติดหุ้นเพราะไม่มีตลาดรองรับในวันที่ต้องการขาย
หุ้นพื้นฐานดี อาจทำให้คุณอยากถือ แต่ สภาพคล่อง คือสิ่งที่ทำให้คุณมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะถือหรือขายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นั่นคือความแตกต่างระหว่างการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่มีมูลค่า กับการถือสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่อง นั่นเอง
ธิติ ภัทรยลรดี