ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ทำพิธีเคาะระฆังเปิดการซื้อขายสำหรับตลาดหุ้นนิวยอร์กจากห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ภายในทำเนียบขาวในวันนี้ (6 ก.ค.) ซึ่งนับเป็นการทำพิธีเปิดตลาดร่วมกันครั้งแรกระหว่างทำเนียบขาวรวมทั้งตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq
พิธีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเปิดตัวโครงการ บัญชีทรัมป์ (Trump Accounts) ซึ่งเป็นบัญชีการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเด็กชาวอเมริกันตามนโยบายใหม่ของรัฐบาล โดยผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนโครงการ บัญชีทรัมป์ เข้าร่วมงานในวันนี้
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจากภาคเอกชน ได้แก่ นายไมเคิล เดลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Dell Technologies และนางซูซาน เดลล์ ภรรยา ซึ่งร่วมกันให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงินมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่โครงการ บัญชีทรัมป์, นายแบรด เกอร์สต์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Altimeter Capital และผู้ก่อตั้งมูลนิธิการกุศล Invest America ซึ่งเป็นผู้ผลักดันโครงการดังกล่าว, นายเจฟฟรีย์ สเปรเชอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Intercontinental Exchange, นายเท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกจากรัฐเท็กซัส, นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ, นายพอล แอตกินส์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) และนางลินน์ มาร์ติน (Lynn Martin) ประธานตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก
นายเกอร์สต์เนอร์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนสำคัญของโครงการ กล่าวกับรายการ Squawk Box ของสำนักข่าว CNBC ก่อนเริ่มพิธีว่า
โครงการนี้ทำให้คำมั่นสัญญาแห่งความฝันแบบอเมริกัน (American Dream) กลายเป็นความจริง ไม่ใช่สำหรับคนบางกลุ่ม แต่สำหรับทุกคน
ด้านนายวลาด เทเนฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Robinhood กล่าวว่า บัญชีดังกล่าวอาจเป็นโครงการที่เปลี่ยนชีวิตของผู้ได้รับสิทธิ์ได้อย่างแท้จริง
กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า เด็กชาวอเมริกันราว 1.5 ล้านคนจะได้รับเงินเริ่มต้นจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐใน บัญชีทรัมป์ (TrumpAccounts) ของตน เนื่องในโอกาสที่สหรัฐจะเฉลิมฉลองวันครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม
ทั้งนี้ โครงการ บัญชีทรัมป์ เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งเป็นวันชาติสหรัฐ โดยรัฐบาลจะเปิดบัญชีดังกล่าวและฝากเงินตั้งต้นจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐเข้าบัญชีของเด็กที่เกิดระหว่างปี 2568-2571 โดยจะมีการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนและสร้างผลตอบแทน จนเด็กมีอายุครบ 18 ปี และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ บัญชีดังกล่าวจะเปลี่ยนสถานะเป็นบัญชีออมเพื่อการเกษียณอายุส่วนบุคคลแบบดั้งเดิม (Traditional Individual Retirement Account: IRA) และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
รัฐบาลจะนำเงินใน บัญชีทรัมป์ ไปลงทุนในกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ (Low-Cost Index Funds) เพื่อสร้างผลตอบแทน ขณะที่เจ้าของบัญชีจะไม่สามารถถอนเงินได้จนกว่าจะมีอายุครบ 18 ปี
เด็กที่จะได้รับเงินจากรัฐบาลจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2571
- เป็นพลเมืองสหรัฐ
- มีหมายเลขประกันสังคม (Social Security Number)
กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ไม่ใช่ทารกแรกเกิดอีกประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งผู้ปกครองได้สมัครเข้าร่วมโครงการ บัญชีทรัมป์ แล้ว จะได้รับการเปิดบัญชีในวันที่ 4 กรกฎาคมเช่นกัน แม้เด็กกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เด็กอายุไม่เกิน 10 ปีจำนวน 25 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รหัสไปรษณีย์ (ZIP Code) ที่เข้าเกณฑ์ อาจได้รับเงินบริจาคจำนวน 250 ดอลลาร์สหรัฐจากมูลนิธิไมเคิลและซูซาน เดลล์
นอกจากนี้ ครอบครัว ญาติ และนายจ้าง สามารถร่วมกันฝากเงินเข้าบัญชีได้รวมสูงสุดไม่เกินปีละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเด็กหนึ่งคน โดยวงเงินดังกล่าวจะมีการปรับเพิ่มในอนาคตตามอัตราเงินเฟ้อหลังปี 2570
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวต่อคณะกรรมาธิการการคลังประจำวุฒิสภา ในช่วงต้นเดือนนี้ว่า ปัจจุบัน ชาวอเมริกันเกือบ 40% ไม่มีการลงทุนในหุ้นสหรัฐเลย พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทที่ตนเองช่วยสร้าง และแทบไม่มีส่วนแบ่งในความมั่งคั่งที่ตนเองช่วยสร้างขึ้น บัญชีทรัมป์ถือเป็นการปรับแนวคิดครั้งสำคัญ เพราะจะทำให้เด็กอเมริกันทุกคนได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ภาคเอกชนและการเติบโตของผลตอบแทนแบบทบต้น กล่าวโดยสรุปคือ ทารกอเมริกันทุกคนจะถือกำเนิดมาในฐานะผู้ถือหุ้น
นายจ้างสามารถสมทบเงินได้สูงสุดปีละ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐผ่านโครงการสมทบเงินของนายจ้าง โดยวงเงินดังกล่าวจะนับรวมอยู่ในเพดาน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จะไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีของลูกจ้าง หากดำเนินการผ่านโครงการของนายจ้าง
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรการกุศลสามารถบริจาคเงินให้แก่เด็กที่เข้าเกณฑ์ได้ และเงินส่วนนี้จะไม่นับรวมในเพดานเงินฝากประจำปี 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
บริษัทและองค์กรจำนวนมากได้แสดงความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการ บัญชีทรัมป์ โดยส่วนใหญ่จะสมทบเงินให้แก่บุตรของพนักงานที่มีสิทธิ์เข้าโครงการดังกล่าว จำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
รายชื่อภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ บัญชีทรัมป์ ได้แก่:-
สถาบันการเงิน
- Goldman Sachs
- Morgan Stanley
- BlackRock
- Franklin Templeton
- Invesco
- Charles Schwab
- BNY
- Robinhood
- SoFi
- State Street
- Galaxy
ธนาคาร
- JPMorgan Chase
- Bank of America
- Citigroup
- Wells Fargo
บริษัทเทคโนโลยี
- Micron Technology
- Intel
- IBM
- Nvidia
- CrowdStrike
- Coinbase
- Comcast
บริษัทอุตสาหกรรมและผู้บริโภค
- Novelis
- Continental Resources
- Chipotle Mexican Grill
- Uber
- Steak n Shake
มูลนิธิและองค์กรต่าง ๆ
- Michael & Susan Dell Foundation
- The Heritage Foundation
- American Securities Association
- CTIA
โดยก้องเกียรติกอวีรกิติ