ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายวันนี้ (7 ก.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ชายฝั่งโอมาน แม้ว่าตลาดยังคาดว่าอุปทานน้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้นจากการปรับลดราคาขายน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+)
ณ เวลา 10.41 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] เพิ่มขึ้น 0.54 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.79% สู่ระดับ 68.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) [BRENT.X] เพิ่มขึ้น 0.78 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.09% แตะระดับ 72.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
รายงานระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งซึ่งแล่นอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซนอกชายฝั่งโอมาน ถูกกระสุนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้การเดินเรือผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้จะเริ่มฟื้นตัวหลังการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังคงอยู่ในระดับสูง
แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรตามปกติ รวมถึงเรือของบริษัทญี่ปุ่น แต่ปริมาณการขนส่งยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง นักลงทุนจึงยังติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นระยะอาจทำให้การส่งออกน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียกลับสู่ภาวะปกติล่าช้า และทำให้ราคาน้ำมันยังคงมีค่าพรีเมียมจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด โดยบริษัท ซาอุดี อารามโค (Saudi Aramco) ผู้ผลิตน้ำมันของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับลดราคาขายน้ำมันดิบอาหรับ ไลท์ (Arab Light) อย่างเป็นทางการสำหรับการส่งมอบเดือน ส.ค. ให้ลูกค้าในเอเชีย ลงมาต่ำกว่าราคามาตรฐานของภูมิภาคเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ขณะที่การส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเริ่มฟื้นตัว
การปรับลดราคาครั้งนี้เกิดขึ้น หลังโอเปกพลัสมีมติเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้เพิ่มเป้าหมายการผลิตในเดือน ส.ค. ซึ่งยิ่งตอกย้ำการคาดการณ์ว่าจะมีน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเมื่อสถานการณ์ในภูมิภาคกลับสู่ภาวะปกติ
ANZ ระบุว่า แม้ตลาดน้ำมันดิบจะมีแนวโน้มได้รับอุปทานเพิ่มขึ้น แต่ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันยังคงตึงตัว โดยค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งและสต็อกเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ช่วยจำกัดแรงกดดันด้านลบต่อราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ธนาคารมองว่า การส่งออกที่ฟื้นตัวและการเพิ่มกำลังการผลิตในอ่าวเปอร์เซียบ่งชี้ว่า ตลาดน้ำมันดิบจะมีอุปทานผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ขณะนี้ นักลงทุนกำลังรอการเปิดเผยรายงานแนวโน้มพลังงานระยะสั้น (Short-Term Energy Outlook) ของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เพื่อประเมินแนวโน้มการผลิตและอุปสงค์น้ำมัน พร้อมติดตามสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และความเร็วในการที่อุปทานเพิ่มเติมจากโอเปกพลัสจะเข้าสู่ตลาดโลกต่อไป
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช