นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนครึ่งปีหลังมีความท้าทายมากขึ้น หลังราคาหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังเร่งตัวขึ้นจากแนวโน้มราคาน้ำมัน โดย Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้คาดว่าน้ำมันมีโอกาสกลับไปทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากสต็อกน้ำมันที่ลดลงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากนโยบายการเงินที่ยังตึงตัวของหลายประเทศ และมีโอกาสที่บางภูมิภาค เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วนสหรัฐฯ คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยรอบถัดไปในปี 70
ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา คือ เงินเฟ้อจากพลังงาน ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงต้นทุนด้านน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจโดยรวม อาจกดดันกำลังซื้อและการบริโภคในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน หากแรงกดดันเงินเฟ้อยืดเยื้อ ธนาคารกลางทั่วโลกก็อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาด ส่งผลให้ Bond Yield ทรงตัวสูง และจำกัดโอกาสในการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง นายณัฐกฤติ กล่าว
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารทิสโก้มองว่า กลยุทธ์การลงทุนควร ปรับโฟกัส จากการไล่ตามผลตอบแทนในตลาด มาเป็นการคัดเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยแนะนำ 3 ธีมการลงทุนหลัก เพื่อสร้างสมดุลของพอร์ต ทั้งด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง ดังนี้
โดยที่สินทรัพย์ที่ช่วยรับมือเงินเฟ้อจากพลังงาน ได้แก่ น้ำมันและทองคำ เพราะน้ำมันคือสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือกับแรงกดดันจากราคาพลังงาน ขณะที่ทองคำช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนที่ตามมาจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงในตลาดการเงิน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง เพราะความเสี่ยงด้านอุปทานยังไม่ได้หายไป ทั้งจากสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยังยืดเยื้อ และความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อชดเชยคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ที่ลดลงในช่วงสงคราม โดยข้อมูลจาก Bloomberg พบว่าปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ในปี 69 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ขณะที่สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปกลับปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดน้ำมันยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่มีปริมาณการผลิตมากกว่าความต้องการใช้และสต็อกน้ำมันที่มีอยู่ก่อนหน้าสงครามก็ค่อยๆ ลดลง
ด้านทองคำ ธนาคารทิสโก้มองว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะ 4,500-4,800 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ เนื่องจากปัจจุบันตลาดประเมินว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ TISCO ESU มองว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในปี 70
ทองคำมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย สงคราม และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศใหญ่ ๆ โดย อ้างอิงจาก World Gold Council พบว่าในอดีตเมื่อเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐสูงขึ้น ทองคำมักให้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อเกิน +5% YoY ต่อปี ทองคำมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบ Real Return ประมาณ 14% ต่อปี ดังนั้นในภาวะแบบนี้ ทองคำจะช่วยทำหน้าที่เป็น Portfolio hedge หรือสินทรัพย์ที่ช่วยต้านทานเงินเฟ้อสูงๆ ได้ดี นายณัฐกฤ ติกล่าว
หุ้นที่รายได้ยังเติบโต เกาะไปกับ Megatrends ระยะยาว โดยที่หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI Infrastructure) และ หุ้นเฮลธ์แคร์ (Healthcare)
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ก็ยังมีธุรกิจที่ยังเติบโตได้จากความต้องการสินค้าและบริการยังอยู่ระดับสูงตาม Megatrends ระยะยาว ได้แก่ หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI และหุ้นเฮลธ์แคร์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการบริโภคที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้พึ่งพาวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป นอกจากนี้ ทั้งสองธุรกิจยังคงมีอำนาจในการต่อรองราคากับผู้บริโภคอีกด้วย
นอกจากนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ได้มีแค่หุ้น Software หรือ Semiconductor เท่านั้น เพราะเบื้องหลังการใช้งาน AI ยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ทั้ง Data Center, Cloud, Semiconductor, ระบบไฟฟ้า และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid
โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเบื้องหลังสำคัญของการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกเพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว อีกทั้ง ข้อมูลจาก IEA ระบุว่าปัจจุบัน Data Center ทั่วโลกใช้ไฟจากธุรกิจพลังงานสะอาดประมาณ 39% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งหมด และ IEA ประเมินว่าในปี 73 จะเพิ่มขึ้นเป็น 49% และ เพิ่มขึ้นเป็น 78 Data Center ทั่วโลกใช้ไฟจากธุรกิจพลังงานสะอาดประมาณ 50% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งหมด
ขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่ม Hyperscalers เช่น AWS, Google, Meta, Microsoft และ Oracle ยังมีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนใน AI อย่างต่อเนื่อง โดย CapEx รวมของกลุ่มนี้เติบโตแรงตั้งแต่ปี 67-69 และยังคาดว่าจะขยายตัวต่อในปี 70-71 สะท้อนว่าบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure ยังมีโอกาสเห็นรายได้เติบโตตามเม็ดเงินลงทุนจริงของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจชิป เซิร์ฟเวอร์ Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน หรือ Smart Grid เพราะยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับจุดเด่นของหุ้นเฮลธ์แคร์ คือรายได้ของธุรกิจกลุ่มนี้มักมีความทนทานกว่าหลายอุตสาหกรรม เพราะความต้องการด้านสุขภาพไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งในปี 64-65 ที่เงินเฟ้อสูงจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน S&P500 healthcare sector ให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% เป็นรองแค่ กลุ่มพลังงาน (Energy sector) ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งแรง
นอกจากนี้ ธุรกิจหุ้นเฮลธ์แคร์มีแรงขับเคลื่อนระยะยาวจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น นวัตกรรมยาเฉพาะทาง เทคโนโลยีการแพทย์ และการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารต้นทุนของระบบสุขภาพ ในเชิงรายได้ บริษัทเฮลธ์แคร์ที่มีผลิตภัณฑ์จำเป็นต่อผู้ป่วย หรือมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โรคสำคัญ เช่น ยาเฉพาะทาง เครื่องมือแพทย์ และบริการสุขภาพ มีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่อง แม้ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น เพราะความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพยังมีอยู่ตลอดเห็นได้จากตัวเลขสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านเฮลธ์แคร์ต่อการบริโภคของสหรัฐฯ พบว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านเฮลธ์แคร์ต่อการบริโภคของสหรัฐฯยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากปี 64 อยู่ที่ 16.8% ของรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ล่าสุดปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 20.7% ของรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล
สินทรัพย์ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสด และต้านทานความผันผวนของตลาด ได้แก่ หุ้นปันผล และกองทุนผสม ที่เป็นธีมสุดท้ายในการเพิ่มสินทรัพย์ที่ต้านทานความผันผวนของตลาดได้ และสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง เพราะในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ตลาดหุ้นยังมีโอกาสไปต่อได้ แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานอาจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นดังนั้น นักลงทุนไม่ควรถือเฉพาะสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ตด้วย เช่น หุ้นปันผล และกองทุนผสม
โดยจุดเด่นคือการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแรง และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ หุ้นลักษณะนี้มักช่วยให้พอร์ตมีรายได้ระหว่างทาง และต้านทานความผันผวนได้ดีกว่าหุ้นเติบโตบางกลุ่ม เพราะผลตอบแทนไม่ได้มาจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงินปันผลเข้ามาช่วยพยุงพอร์ตด้วย เช่น ดัชนีหุ้นไทย SET High Dividend ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปี สูงถึงปีละ 5.58%
สำหรับกองทุนผสม เหมาะกับภาวะตลาดที่ยังไม่แน่นอน เพราะสามารถกระจายการลงทุนได้หลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือก และเงินสด จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้ คือ ผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในแต่ละช่วงเวลาและสามารถลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน ทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคอยจับจังหวะตลาดหรือเลือกสินทรัพย์ลงทุนด้วยตนเอง นอกจากนี้ หลายกองทุนยังมีเป้าหมายชัดเจนทั้งในแง่ของการสร้างผลตอบแทน เช่น ตั้งเป้าทำผลตอบแทนมากกว่า 5% ต่อปี ควบคู่ไปกับการควบคุมความผันผวนของพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น กำหนดการแกว่งตัวของผลตอบแทนให้ไม่เกิน 7% ต่อปี
ดังนั้น หากพูดในมุมของผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงกองประเภทนี้จะสามารถคุมความผันผวนได้ดีกว่า กองผสมประเภทที่กำหนดสัดส่วนชัดเจนอย่าง กองผสมที่ลงในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% ที่มีการแกว่งตัวของผลตอบแทนที่กว้างมากถึง 15%
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล