การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ขณะเดียวกันงานนี้ยังถูกจับตาจากตลาดการเงินด้วยเช่นกัน ในฐานะที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีป้องกันประเทศและผู้ผลิตอาวุธทั่วโลก
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในยุโรป แบ่งเบาภาระ และหันมาลงทุนดูแลระบบป้องกันตนเองมากขึ้น นำไปสู่การประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างทางทหารชุดใหม่ที่มีมูลค่ารวมกันหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหวังสร้างความมั่นคง กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างงานใหม่นับแสนตำแหน่ง ด้วยแนวคิด ยุโรปที่แข็งแกร่งขึ้นภายใต้นาโตที่แข็งแกร่งขึ้น
ในวันแรกของการประชุม ได้มีการจัดงานแสดงเทคโนโลยีด้านการทหารภายใต้ชื่อNATO Summit Defense Industry Forum (NSDIF26) ซึ่งภายในงานมีการเซ็นสัญญาจัดซื้ออาวุธครั้งสำคัญ และทำให้เกิด ผู้ชนะและผู้แพ้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะการแย่งชิงสัญญาระหว่างยักษ์ใหญ่ฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทด้านกลาโหมในตลาดเกาหลีใต้ หรือที่เรียกกันว่าK-defenseก็เผชิญมรสุมความผันผวนครั้งใหญ่ในช่วงเวลานี้เช่นกัน
แนวคิด NATO 3.0 เมื่อทรัมป์จี้ให้ยุโรปเลิกเป็นภาระของสหรัฐฯ
การประชุมที่อังการาเปิดฉากขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และวิกฤตในตะวันออกกลาง ทว่าปัจจัยเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดกลับมาจากภายในกลุ่มพันธมิตรเอง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงตุรกีพร้อมท่าทีที่แข็งกร้าว
ที่ผ่านมา ทรัมป์แสดงความไม่พอใจมาโดยตลอดที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการทหารเพื่อปกป้องยุโรปมากกว่าประเทศสมาชิกรายอื่น ๆ พร้อมกับขู่ว่าอาจถอนทหารออกจากยุโรปเพิ่มเติม รวมทั้งจะลดบทบาทหรือถอนตัวออกจากนาโต เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอในกรณีความขัดแย้งกับอิหร่าน
แรงบีบคั้นดังกล่าวผลักดันให้ชาติสมาชิกต้องก้าวเข้าสู่แนวคิดNATO 3.0หรือยุคใหม่ของนาโต ที่เน้นย้ำให้ประเทศในยุโรปต้องรับผิดชอบงบประมาณและการป้องกันตนเองมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลักเหมือนในอดีต
มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ยืนยันในที่ประชุมว่า มีความก้าวหน้าอย่างแท้จริงในการจัดสรรงบประมาณ โดยระบุว่า มีเงินทุนพร้อมแล้ว และกำลังจะมีเข้ามาอีก พร้อมทั้งกระตุ้นให้รัฐบาลและบริษัทในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศผลิตอาวุธให้ มากขึ้น รวดเร็วขึ้น และร่วมมือกันมากขึ้น ผ่านสัญญาจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ที่จะลงนามร่วมกัน
Saab สกัด Boeing คว้าบิ๊กดีล เรดาร์ลอยฟ้า
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประกาศโครงการจัดหาอาวุธชุดใหญ่ ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดหุ้นกลุ่มการบินและอวกาศมากที่สุด คือดีลมูลค่าราว 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า หรือที่เรียกกันว่า AWACS ซึ่งทำหน้าที่เป็นเรดาร์ลอยฟ้าคอยชี้เป้าและคุมการรบกลางอากาศ เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่าสมัยสงครามเย็นที่เริ่มล้าสมัย
ในการประชุมครั้งนี้ นาโตได้ตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้ารุ่นGlobalEyeจากบริษัทSaabประเทศสวีเดน จำนวนสูงสุด 10 เครื่อง ซึ่งถือเป็นการพลิกโผเลือกใช้ระบบของฝั่งยุโรป แทนที่จะเลือกข้อเสนอจากบริษัทBoeingยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ส่งเครื่องบินรุ่นE-7 Wedgetailเข้าประกวด
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากปธน.ทรัมป์ที่จี้ให้พันธมิตรซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มากขึ้น แต่ผลการคัดเลือกที่บริษัทสวีเดนมาวิน ส่งผลให้หุ้นของ Saab ทะยานขึ้นกว่า 5% หลังจาก Morgan Stanley ปรับเพิ่มอันดับความน่าลงทุนของหุ้น Saab ขณะที่ฝั่งของ Boeing ต้องเผชิญความพ่ายแพ้ในดีลนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
Airbus-Northrop Grumman แบ่งเค้กลงตัว
นอกเหนือจากชัยชนะของ Saab แล้ว ยักษ์ใหญ่ด้านการบินของยุโรปอย่างAirbusก็คว้าดีลสำคัญไปได้เช่นกัน โดยนาโตได้ประกาศส่งมอบเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศและลำเลียงทหารรุ่นAirbus A330 MRTTลำที่ 10 ให้กับฝูงบินร่วมของนาโต พร้อมเปิดเผยโครงการปรับปรุงเครื่องบินลำเลียงรุ่นAirbus A400Mให้ทันสมัยขึ้น
ขณะที่ฟากสหรัฐฯ แม้ว่าจะพลาดดีลเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าไป แต่บริษัทNorthrop Grummanก็ยังคงได้รับข่าวดีจากการจัดซื้อร่วมในโครงการMQ-4C Tritonซึ่งเป็นโดรนสอดแนมและลาดตระเวนทางทะเลประสิทธิภาพสูง เพื่อยกระดับการหาข่าวกรองในน่านน้ำยุโรป
นอกจากนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักร ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เตรียมเปิดตัวโครงการร่วมทุนของ 12 ชาติยุโรป ซึ่งรวมถึง อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เพื่อทุ่มงบกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อร่วมกันพัฒนาอาวุธนำวิถีแม่นยำสูงระยะไกล ด้วยความหวังว่าจะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
อีกความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองคือ ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีต่อตุรกีโดยทรัมป์ประกาศความพร้อมที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรตุรกี และส่งสัญญาณพิจารณาขายเครื่องบินรบสุดล้ำรุ่นF-35ให้แก่ตุรกีอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ หลังจากที่ตุรกีถูกสหรัฐฯ แบนตั้งแต่ปี 2563 ปมซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย ซึ่งสร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ ว่าความลับทางทหารจะรั่วไหล
K-defense ผันผวนหนัก เมื่อเกาหลีใต้ชวดดีลเรือดำน้ำแคนาดา
ในขณะที่พันธมิตรยุโรปและสหรัฐฯ กำลังแบ่งเค้กกันอย่างชื่นมื่น หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ หรือK-defenseกลับต้องเผชิญกับมรสุมแรงเทขาย โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารรายใหญ่พากันดิ่งลงอย่างรุนแรง นำโดยบริษัทต่อเรือยักษ์ใหญ่อย่างHanwha Oceanที่ดิ่งลงถึง 22.65% หลังจากประสบความล้มเหลวในการประมูลโครงการเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของแคนาดา
โครงการเรือดำน้ำดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 60 ล้านล้านวอน ครอบคลุมการสร้างเรือดำน้ำ 12 ลำและการดูแลบำรุงรักษาเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งสุดท้ายแคนาดาได้ประกาศเลือกบริษัทThyssenKrupp Marine Systems (TKMS)ของเยอรมนี ให้เป็นผู้เสนอราคาหลักแทน ทำให้นักลงทุนที่เคยคาดหวังว่าเกาหลีใต้จะชนะดีลนี้พากันเทขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาระยะสั้นของตลาด
- อี ดงฮอนนักวิเคราะห์จาก Shinhan Securities ประเมินว่า ทิศทางการส่งออกอาวุธในภาพรวมของเกาหลีใต้ยังคงแข็งแกร่งและชัดเจน การที่หุ้นร่วงลงมาจึงถือเป็นจังหวะดีที่จะเข้าซื้อสะสม
- ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยองผู้นำเกาหลีใต้ ได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดนาโตเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงกับกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนงบประมาณด้านทหารสูงถึง 55% ของโลก
3 เครื่องมือใหม่ของนาโต: โอกาสและความท้าทายของนักลงทุน
ภายหลังการประชุมสิ้นสุดลง นักลงทุนจำเป็นต้องประเมิน 3 โครงการใหม่ของนาโตที่จะส่งผลต่อทิศทางของบริษัทผู้ผลิตอาวุธอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:
- NATO Drone Edge (โครงการพัฒนาและป้องกันโดรน):โครงการร่วมลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 5 ปีข้างหน้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโดรน ตั้งเป้าฝึกผู้บังคับโดรนเพิ่มขึ้น 5 เท่า และสร้างระบบตลาดกลางให้แต่ละชาติสมาชิกสามารถเลือกซื้อระบบป้องกันโดรนที่ผ่านการรับรองมาตรฐานไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
- NATO Front Door (ช่องทางด่วนประสานงานเอกชน):แพลตฟอร์มใหม่ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการติดต่อประสานงานระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาวุธกับกองทัพนาโต โดยจะเปิดเผยข้อมูลความต้องการอาวุธแบบที่ไม่เป็นความลับสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก เพื่อให้ภาคเอกชนเตรียมตัวผลิตและเสนอขายได้ตรงจุด
- NATO Engine (ระบบเชื่อมสายการผลิตข้ามชาติ):โครงการที่ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตอาวุธ โดยเชื่อมโยงสายการผลิตทั้งภาคพลเรือนและภาคทหารของ 32 ประเทศสมาชิกเข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตอาวุธไม่ทันต่อความต้องการในยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอาจปรับฐานระยะสั้น หากขั้นตอนการพิจารณางบประมาณของรัฐบาลแต่ละประเทศมีข้อจำกัดทางการคลัง จนทำให้ต้องลดขนาดแผนการจัดซื้อลงในภายหลัง
บทสรุปของการประชุมสุดยอดนาโตที่อังการาในครั้งนี้ ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า อุตสาหกรรมความมั่นคงกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคNATO 3.0ที่เน้นผลผลิตและเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งานได้จริงมากกว่าคำสัญญาทางการเมือง และบริษัทอาวุธที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านนวัตกรรมที่รวดเร็วเหล่านี้ได้ จะกลายเป็นผู้คว้าโอกาสทองในกระแสปฏิวัติอุตสาหกรรมทหารรอบใหม่นี้ไปครอง
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท