ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2569 ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงมาอยู่ที่ 4.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและอาหารในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วทั้งภูมิภาค สำหรับประเทศไทย เอดีบียังคงคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ในระดับเดิมที่ 1.8% ในปี 2569 และ 2.0% ในปี 2570 แต่ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อปี 2569 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 2.9% ขณะที่เวียดนามยังคงรักษาตำแหน่งเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภาคการผลิต การส่งออก และการลงทุน
รายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook: ADO) ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ของเอดีบี ระบุว่า การปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 4.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ในเดือนเมษายนที่ 4.7% โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้อุปสงค์จากภายนอกอ่อนแอลง ความไม่แน่นอนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น เกิดการชะงักงันในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เอดีบีได้คงตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2570 ของภูมิภาคไว้ที่ระดับเดิมที่ 4.8%
แม้ว่าภาพรวมการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2569 จะลดลงเพียงเล็กน้อยที่ 0.1% แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศกลับพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้:
- ฟิลิปปินส์: ถูกปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตลงค่อนข้างมาก เนื่องจากการลงทุนที่ล่าช้า การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอลงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเอดีบีปรับลดตัวเลขคาดการณ์ปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 4.4% และปรับลดปี 2570 ลงมาอยู่ที่ 5.3% จากเดิม 5.5%
- กัมพูชา: แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจากผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงและการปิดพรมแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้คาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ถูกปรับลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 4.1% และปี 2570 ปรับลดลง 0.3% มาอยู่ที่ 4.7%
- อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย: แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงมีเสถียรภาพโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขคาดการณ์ โดยอินโดนีเซียคงที่อยู่ที่ 5.2% ทั้งในปี 2569 และ 2570 ส่วนมาเลเซียอยู่ที่ 4.6% ในปี 2569 และ 4.5% ในปี 2570 ขณะที่ประเทศไทย เอดีบียังคงคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตไว้เท่าเดิมที่ 1.8% ในปีนี้ และ 2.0% ในปีหน้า
- เวียดนาม: ยังคงเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค โดยเอดีบีคงตัวเลขคาดการณ์ไว้ที่ 7.2% ในปีนี้ และ 7.0% ในปีหน้า
ตัวเลขที่แข็งแกร่งของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักเหล่านี้ สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภาคการผลิต การส่งออกและการลงทุนที่ยืดหยุ่น รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวอย่างมั่นคง
สำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก แนวโน้มของ สปป.ลาว, เมียนมา และติมอร์-เลสเต ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสองปี ส่วนบรูไนดารุสซาลาม ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตปี 2569 จาก 1.6% เป็น 1.8% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในฐานะประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ขณะที่คาดการณ์ปี 2570 ยังคงเดิม
ด้านสิงคโปร์ ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วในเอเชียและแปซิฟิก เอดีบีได้ปรับคาดการณ์การเติบโตปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 3.2% จากเดิม 3.0% และปี 2570 ขยับขึ้นเป็น 2.4% จากเดิม 2.3%
วิกฤตพลังงานและอาหาร ดันเงินเฟ้อภูมิภาคพุ่ง
ทางด้านสถานการณ์เงินเฟ้อของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเอดีบีปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 ขึ้นเป็น 3.9% จากเดิมที่ประเมินไว้ในเดือนเมษายนที่ 3.2% และปี 2570 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.9% จากเดิม 2.8% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาพลังงานและอาหารในตลาดโลกที่ทะยานสูงขึ้นจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าของประเทศในภูมิภาคสูงขึ้น
สำหรับประเทศที่มีการปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 มากที่สุด ได้แก่
- ฟิลิปปินส์: ปรับเพิ่มขึ้น 1.9% ไปอยู่ที่ 5.9%
- กัมพูชา: ปรับเพิ่มขึ้น 1.7% ไปอยู่ที่ 4.5%
- ไทย: ปรับเพิ่มขึ้น 1.6% ไปอยู่ที่ 2.9%
ในส่วนของประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก อัตราเงินเฟ้อในบรูไนและติมอร์-เลสเต คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนส่วนใหญ่ในภูมิภาค ขณะที่ สปป.ลาว และเมียนมา ยังคงต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่เรื้อรังทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงเศรษฐกิจมหภาค
ตารางสรุปตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ (ปี 2569 2570)
| ประเทศ | คาดการณ์ GDP ปี 2569 | คาดการณ์ GDP ปี 2570 | คาดการณ์เงินเฟ้อ ปี 2569 | คาดการณ์เงินเฟ้อ ปี 2570 |
| ภาพรวมภูมิภาค (ไม่รวมสิงคโปร์) | 4.6% | 4.8% | 3.9% | 2.9% |
| บรูไน | 1.8% | 1.9% | 1.1% | 0.5% |
| กัมพูชา | 4.1% | 4.7% | 4.5% | 2.5% |
| อินโดนีเซีย | 5.2% | 5.2% | 3.0% | 2.5% |
| สปป.ลาว | 4.0% | 4.5% | 9.8% | 6.7% |
| มาเลเซีย | 4.6% | 4.5% | 2.0% | 1.9% |
| เมียนมา | 2.4% | 2.7% | 24.0% | 16.0% |
| ฟิลิปปินส์ | 3.8% | 5.3% | 5.9% | 3.9% |
| ไทย | 1.8% | 2.0% | 2.9% | 1.3% |
| ติมอร์-เลสเต | 3.8% | 4.1% | 2.2% | 2.0% |
| เวียดนาม | 7.2% | 7.0% | 4.0% | 3.8% |
| สิงคโปร์ | 3.2% | 2.4% | 2.2% | 1.9% |
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/รัตนา พงศ์ทวิช